| ชื่อเรื่อง | : | ยุววิจัยสิ่งทอพื้นบ้านปีงบประมาณ 2550 |
| นักวิจัย | : | วิชชากร จามีกร |
| คำค้น | : | ยุววิจัย , สิ่งทอ |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2552 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG5050015 , http://research.trf.or.th/node/4205 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | ชื่อโครงการ : "ยุววิจัยสิ่งทอพื้นบ้านปีงบประมาณ 2550" งานวิจัยที่จัดทำ เป็นการสนับสนุนการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนที่ศึกษาอยู่ในระดับชั้น มัธยมศึกษาตอนปลาย ได้เรียนรู้การวิจัยเพื่อเป็นพื้นฐานแนวทางในการทำวิจัยในระดับที่สูงขึ้น มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของนักเรียน ให้ได้มีโอกาสในการศึกษาเรียนรู้ โดยการปฏิบัติจริงเพื่อที่จะสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน และพัฒนาอาชีพการทอผ้า ของประชาชนในท้องถิ่นให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านสารเคมีที่เป็นพิษ ต่อสิ่งแวดล้อม โดยให้มีการประยุกต์ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นมาพัฒนา เป็นการเพิ่มคุณค่า ให้ทรัพยากรในท้องถิ่น ลดปริมาณการใช้สารเคมี และยังเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายหรือต้นทุน อีกทางหนึ่ง โดยใช้พืชในท้องถิ่นมาทำการทดลอง การย้อมสีผ้าฝ้ายด้วยสีเคมีนั้นมักประสบปัญหาการตกสี ผู้ผลิตนิยมใช้สารเคมีกันสีตก ป้องกันการตกสีของผ้า สะดวกและหาซื้อได้ง่าย ซึ่งเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม สิ้นเปลือง ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ในท้องถิ่นมีพืชที่สามารถช่วยในการแก้ปัญหาการตกสีดังกล่าว จึงเลือกพืช มาเพียงบางชนิดที่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหานี้ ตัวอย่างที่นำมาทดสอบคือ เปลือกประดู่ เปลือกแค และใบยูคาลิปตัส เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เส้นฝ้าย 13 ชุด สีเคมีตราเรือสำเภา (สีแดง) ผงเคมีกันสีตก ตราสิงโตตีกลองคู่ เครื่องมือที่ใช้ในการชั่ง บีกเกอร์ กาละมังพลาสติก, แสตนเลส น้ำ กระดาษกรอง อุปกรณ์ให้ความร้อนขณะต้ม เครื่องสเปคโตรโฟโตมิเตอร์ ผงซักฟอกยี่ห้อ บรีสคัลเลอร์ โดยนำเปลือกประดู่ เปลือกแค และใบยูคาลิปตัส มาสกัดเป็นสารละลาย ป้องกัน ฝ้ายย้อมสีเคมีตกสีด้วยการนำไปแช่สารละลายเหล่านั้น นำไปทดสอบประสิทธิภาพการตกสี โดยเครื่องสเปคโตรโฟโตมิเตอร์ ในครั้งที่ 1, 2 ใช้ผลการทดลองใน 2 ครั้งแรก มาทำการ ทดลองในครั้งที่ 3 เพื่อการนำไปประยุกต์ใช้อย่างแท้จริง โดยการนำไปแช่ในผงซักฟอก ทดสอบประสิทธิภาพโดยใช้กระดาษกรองที่เป็นวัสดุหาได้ง่าย นำไปใช้ได้จริง จากการทดลอง ทั้ง 3 ครั้ง ปรากฏว่า สารละลายยูคาลิปตัส เป็นสารละลายที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด พืชที่มี ในท้องถิ่นอย่างประดู่ แค ยูคาลิปตัส เป็นพืชที่ช่วยในการป้องกันการตกสีของฝ้ายย้อมสีเคมี ซึ่งมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน สำหรับการนำไปใช้ หากท้องถิ่นใดมีพืชชนิดใดชนิดหนึ่ง ใน 3 ชนิด ก็สามารถใช้พืชชนิดอื่นใน 3 ชนิดแทนได้ เป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า ลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้สารเคมี ที่จะเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เป็นการช่วยรักษาสภาพแวดล้อมของท้องถิ่น ชื่อโครงการ : การศึกษาเปรียบเทียบปริมาณผลผลิตและประสิทธิภาพของครามในฤดูและนอกฤดูกาล การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบปริมาณผลผลิตและประสิทธิภาพของครามในฤดู และนอกฤดูกาล ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย ตัวแปรอิสระ ได้แก่ ปริมาณผลผลิตและประสิทธิภาพของครามนอก ฤดูกาล กลุ่มตัวอย่างที่ได้คือ ปริมาณผลผลิตและประสิทธิภาพของครามนอกฤดูกาล เป็นกลุ่มทดลองที่ ได้จากการปลูกนอกฤดูกาล ( กุมภาพันธ์ – เมษายน ) และกลุ่มควบคุม คือปริมาณผลผลิตและประสิทธิภาพของ ครามที่ได้จากการปลูกในฤดูกาล (พฤษภาคม – กรกฏาคม ) วิธีดำเนินการทดลอง ได้ทำการเปรียบเทียบผลผลิตและประสิทธิภาพของครามทั้งสองฤดูกาลในด้านต่างๆ ดังนี้ - ผลผลิตของต้นคราม น้ำหนักต้นคราม / พื้นที่ - ผลผลิตของเนื้อคราม น้ำหนักต้นคราม / น้ำหนักเนื้อคราม / แปลง - ประสิทธิภาพของเนื้อครามที่ได้เมื่อน้ำไปย้อมผ้าฝ้าย ด้ายดิบและด้ายซีกวง ผลการวิจัย 1. ผลผลิตของต้นครามที่ได้จากการปลูกครามนอกฤดูกาลโดยเฉลี่ยคือ 116 กิโลกรัม : พื้นที่ 24 ตาราง เมตร ส่วนครามที่ปลูกในฤดูกาลคือ 120 กิโลกรัม : พื้นที่ 24 ตารางเมตร 2. ผลผลิตของเนื้อครามที่ได้จากการปลูกครามนอกฤดูกาลโดยเฉลี่ยคือ 20 กิโลกรัม : น้ำหนักคราม 116 กิโลกรัม ส่วนครามที่ปลูกในฤดูกาลคือ 21.5 กิโลกรัม : น้ำหนักคราม 120 กิโลกรัม 3. ประสิทธิภาพของเนื้อครามเมื่อนำไปย้อมไม่ว่าจะเป็นผ้าฝ้ายหรือเส้นด้ายให้สีที่ไม่แตกต่างกันขึ้นอยู่ กับความงามของหม้อครามที่ใช้ย้อม เมื่อเปรียบเทียบผลผลิตและประสิทธิภาพของครามทั้งสองฤดูกาลแล้วจะเห็นมีปริมาณผลผลิตและ ประสิทธิภาพที่ใกล้เคียงกันมากแต่ข้อดีของครามที่ผลิตได้นอกฤดูกาลจะมีราคาที่แพงกว่าในฤดูกาลและช่วยแก้ไข ปัญหาการขาดแคลนเนื้อครามได้เป็นอย่างดี ชื่อโครงการ : การปลูกครามนอกฤดูกาล การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการปลูกครามนอก ฤดูกาลและเปรียบเทียบการเจริญเติบโตกับครามที่ปลูกในฤดูกาล ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย ตัวแปรอิสระ ได้แก่ การเจริญเติบโตของครามที่ปลูกนอกฤดูกาล กลุ่มตัวอย่างที่ได้คือคราม จำนวน 4 แปลง เป็นกลุ่มทดลองที่ปลูกนอกฤดูกาล ( กุมภาพันธ์ – เมษายน ) และกลุ่มควบคุม คือคราม จำนวน 4 แปลง ที่ปลูกในฤดูกาล (พฤษภาคม – กรกฏาคม ) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบบันทึกการเจริญเติบโตของคราม วิธีดำเนินการทดลอง ได้ทดลองปลูกครามทั้งในฤดูกาลและนอกฤดูกาลจำนวน 4 แปลง ( ขนาด 1 x 6 เมตร) เท่ากัน โดยครามนอกฤดูกาลได้ทำการรดน้ำแปลงละ 10 บัวรดน้ำ ( บัวรดน้ำขนาด 10 ลิตร )ทุกวัน ส่วนคราม ที่ปลูกในฤดูกาลไม่ได้รดน้ำปล่อยให้มีการเจริญเติบโตตามสภาพดินฟ้าอากาศ แล้วทำการสุ่มวัดต้นครามที่มีการ เจริญเติบโตมากที่สุดจำนวน 10 ต้นแล้วหาค่าเฉลี่ยโดยการวัดความสูง ขนาดทรงพุ่ม จำนวนกิ่งก้านที่แตกแขนงและ หาอัตราการงอกของครามทั้งสองฤดูกาลเพื่อเปรียบเทียบผลการทดลอง ผลการวิจัย 1. อัตราการงอกของครามทั้งสองฤดูกาลมีเปอร์เซ็นต์ใกล้เคียงกันคือครามนอกฤดูกาลมีอัตราการงอกร้อยละ 52.5 ส่วนในฤดูกาลมีอัตราการงอก ร้อยละ 58.5 1. ความสูงโดยเฉลี่ยของครามทั้งสองฤดูกาลแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยคือนอกฤดูกาลมีความสูงโดยเฉลี่ยคือ 152.5 เซนติเมตร และในฤดูกาลคือ 175 เซนติเมตร 2. ขนาดทรงพุ่มครามที่ปลูกนอกฤดูกาลมีเส้นผ่านศูนย์กลางโดยเฉลี่ย 32.5 เซนติเมตรและในฤดูกาล 29.5 เซนติเมตร การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาความรูปแบบผลิตภัณฑ์จากผ้าทอพื้นบ้าน ไท-ยวนที่นักเรียนโรงเรียนสีคิ้ว “สวัสดิ์ผดุงวิทยา” ต้องการใช้ (2) ศึกษาการเพิ่มมูลค่าผ้าทอ พื้นบ้านไท-ยวน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือนักเรียนโรงเรียนสีคิ้ว “สวัสดิ์ผดุงวิทยา” จำนวน 15% (405 คน)ของนักเรียนทั้งหมด 2700 คน โดยเลือกแบบสุ่มทั้งม.ต้นและม.ปลาย เครื่องมือที่ใช้คือ (1) แบบสอบถามเรื่องผลิตภัณฑ์จากผ้าทอพื้นบ้านไท-ยวนที่เกี่ยวข้องกับนักเรียน (2) แบบสอบถาม คุณสมบัติของกระเป๋าสะพายหลัง (3) แบบประเมินความพึงพอใจรูปแบบของกระเป๋าสะพายหลัง (4) การคำนวณการเพิ่มมูลค่าผ้าทอพื้นบ้านไท-ยวน (5) แบบประเมินความพึงพอใจต่อราคากระเป๋า สะพายหลังของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ได้แก่การหาค่าร้อยละ , ค่าเฉลี่ย และ ค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน จากการวิจัยพบว่า (1) ศึกษารูปแบบผลิตภัณฑ์จากผ้าทอพื้นบ้านไท-ยวนที่นักเรียนโรงเรียน สีคิ้ว “สวัสดิ์ผดุงวิทยา”ที่ต้องการใช้ คือกระเป๋าสะพายหลังคิดเป็นร้อยละ 80 ความพึงพอใจใน รูปแบบกระเป๋าอยู่ในระดับมากคือ 4.14 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.86 หมายถึงผู้ตอบมีความเห็น สอดคล้องกัน (2) ศึกษาการเพิ่มมูลค่าผ้าทอพื้นบ้านไท-ยวน จากการคิดราคามูลค่าเพิ่มได้พบว่าการ ผลิตกระเป๋าสะพายหลังทำให้ผลิตภัณฑ์จากผ้าทอพื้นบ้านไท-ยวนเป็นที่รู้จักในกลุ่มนักเรียนมาก ขึ้น และมีมูลค่าเพิ่มจริง |
| บรรณานุกรม | : |
วิชชากร จามีกร . (2552). ยุววิจัยสิ่งทอพื้นบ้านปีงบประมาณ 2550.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. วิชชากร จามีกร . 2552. "ยุววิจัยสิ่งทอพื้นบ้านปีงบประมาณ 2550".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. วิชชากร จามีกร . "ยุววิจัยสิ่งทอพื้นบ้านปีงบประมาณ 2550."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2552. Print. วิชชากร จามีกร . ยุววิจัยสิ่งทอพื้นบ้านปีงบประมาณ 2550. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2552.
|
