| ชื่อเรื่อง | : | การศึกษาทบทวนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Review) เพื่อเตรียมความพร้อมในการเจรจาเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐอเมริกา กรณีศึกษาภาคบริการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม |
| นักวิจัย | : | สุธาวัลย์ เสถียรไทย |
| คำค้น | : | การเจรจาเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐอเมริกา , ผลกระทบ , ภาคบริการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2554 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4930009 , http://research.trf.or.th/node/3921 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | โครงการ “การศึกษาทบทวนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Review) เพื่อเตรียมความ พร้อม ในการเจรจาเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐอเมริกา กรณีศึกษาภาคบริการด้านทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบในเชิงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความเป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติและความสามารถในการแข่งขัน ที่มีต่อภาคการบริการด้าน สิ่งแวดล้อม (environmental services) ซึ่งประกอบด้วย การจัดการทรัพยากรน้ำ การท่องเที่ยว (tourism) และการจัดการน้ำเสียและขยะอันตราย ภายใต้การทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศ สหรัฐฯ ศึกษาแนวทางและมาตรการในการลดผลกระทบภายใต้การทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับ ประเทศสหรัฐฯ รวมทั้งแนวทางในการปรับปรุงกลไก การบังคับใช้กฎหมาย สิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ของประเทศไทย แนวทางการศึกษาวิจัยแบ่งตามหัวข้อการศึกษา คือ 1) การจัดการทรัพยากรน้ำ จะพิจารณา ถึงระบบการจัดการทรัพยากรน้ำที่เป็นอยู่ในสังคมไทย เพื่อประเมินถึงข้อจำกัดและสภาพปัญหา และจะทำการวิเคราะห์ถึงผลกระทบอันเกิดจากการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับ สหรัฐอเมริกา ศึกษาผลกระทบของการเปิดเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐที่เป็นปัจจัยเร่งต่อนโยบาย ภาครัฐที่มีผลในการบัญญัติกฎหมายเรื่องการจัดสรรสิทธิในการใช้น้ำให้เร็วขึ้น 2) ภาคบริการการ ท่องเที่ยว การศึกษาในส่วนนี้คำนึงถึงหลักการและแนวทางภายใต้กรอบแผนปฏิบัติการ 21 เพื่อการ พัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งสนับสนุนการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อันเป็น ฐานของการพัฒนาธุรกิจการท่องเที่ยว ในขณะเดียวกัน จะศึกษาครอบคลุมถึงข้อตกลงและ มาตรฐานในการปฏิบัติที่มีการจัดทำขึ้นระหว่างกลุ่มผู้ลงทุนและประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวเพื่อ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมทั้งศึกษาผลของการเปิดเขตเสรีการค้าไทย-สหรัฐกับการท่องเที่ยว อย่างยั่งยืนที่สามารถแบ่งปันความเป็นเจ้าของและความเป็นธรรมในการเข้าถึงทรัพยากรในภาคการ ท่องเที่ยวของไทย ความเป็นไปได้ในการแบ่งปันผลประโยชน์นี้ระหว่างกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวข้าม ชาติขนาดใหญ่และกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวของไทย และ 3) การจัดการขยะอันตรายและการจัดการน้ำ เสีย การศึกษาในส่วนการจัดการขยะอันตรายและการจัดการน้ำเสียจะใช้การสร้างเส้นทางการเกิด และวิเคราะห์ผลกระทบทั้งผลดี-ผลเสีย ใช้ mind mapping การสร้างตาราง matrix และการสร้าง ภาพฉาย โดยเน้นประเด็นการลงทุนและร่วมลงทุนในส่วนของการให้บริการและเลือกใช้ เทคโนโลยีที่เหมาะสม ศึกษาความจำเป็นในการกำหนดมาตรการต่างๆ เข้ามารองรับ และศึกษา ประเด็นด้านกฎหมายที่จะไปกระทบกับอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่นในการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในระดับเทศบาล และองค์การบริหารจัดการส่วนตำบล การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับภาคการลงทุนในลักษณะการลงทุน ทางด้านการบริการ โดยเฉพาะการค้าบริการในรูปแบบที่ 3 (Commercial Presence) ตามข้อตกลง การค้าเสรีภาคบริการ (General Agreement on Trade in Services : GATS) ขององค์การการค้าโลก คณะผู้วิจัยจึงเห็นความสำคัญของการศึกษาผลกระทบกรอบกฎหมายทั้งภายในประเทศและระหว่าง ประเทศที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม รวมทั้งแนวทางในการปรับปรุงกลไก การบังคับใช้ กฎหมายสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพ เพื่อลดอุปสรรคที่อาจเกิดจากความตกลงเขตการค้าเสรีฯ และยังเป็นการช่วยยกระดับคุณภาพและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศอีกด้วย และ เนื่องจากการศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีข้อจำกัดเรื่องความลับของข้อบทความตกลงเขตการค้าเสรีของ ไทย-สหรัฐฯ จึงต้องศึกษาเทียบเคียงจากข้อบทการค้าบริการที่สหรัฐฯทำกับประเทศสิงคโปร์ ชิลี และกลุ่มประเทศอเมริกากลาง (The Central America-Dominican Republic : CAFTA-DR) ซึ่งคาด ว่าสหรัฐฯจะใช้เป็นรูปแบบในกรอบความตกลงการทำ FTA กับประเทศไทย ผลการศึกษาโดยสรุปในประเด็นกรอบกฎหมายในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมกับการเปิด การค้าเสรีเรื่องมาตรการกีดกันสินค้าที่ข้ามพรมแดนกับหลักการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติ (มาตรา III ของ GATT) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตรการภายในประเทศ (Border Measures and National Treatment with respect to Internal Measures) ประเด็นปัญหาคือ การพิจารณาว่ากรณีใดบ้างที่เป็นมาตรการ คุ้มครองสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง มิใช่มาตรการกีดกันทางการค้าทางอ้อม จึงจำเป็นต้องพิจารณาว่า มาตรการดังกล่าวอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์อันเป็นข้อยกเว้น ตามมาตรา XX ของ GATT หรือไม่ ประเด็นกรอบกฎหมายภายในประเทศกับการรับรองพันธกรณีความตกลงเขตการค้าเสรี ไทย-สหรัฐอเมริกา เช่น พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งสหรัฐฯ เรียกร้องให้ภาคีคู่สัญญาให้การปฏิบัติเยี่ยงคนชาติกับนักลงทุนของภาคีคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งทั้งใน ส่วนของ pre-establishment (คือในส่วนของการเปิดเสรี) และ post-establishment (คือในส่วนของ การคุ้มครองการลงทุน) ทำให้นักลงทุนสหรัฐฯ สามารถเข้ามาประกอบธุรกิจได้อย่างเสรี นอกจากนี้ความตกลงฯ ได้ขยายครอบคลุมถึงนักลงทุนของประเทศที่ไม่ใช่ภาคีคู่สัญญา (nonparty) สหรัฐฯยังเรียกร้องให้ภาคีคู่สัญญาจะต้องไม่กำหนดเงื่อนไขการลงทุน (performance requirement) ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องที่มากเกินว่าพันธกรณีตาม TRIMs ขององค์การการค้าโลก ซึ่งหาก ไทยรับข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ในข้อนี้จะทำให้ไทยไม่สามารถกำหนดเงื่อนไขการลงทุนตาม ม. 18 (พรบ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ) กับการลงทุนของประเทศอื่นในประเทศไทยด้วย ในประเด็นที่เกี่ยวกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 สหรัฐฯ เรียกร้องห้ามภาคีคู่สัญญายึดทรัพย์หรือเวนคืนทรัพย์สินอันเป็นการลงทุนทั้งโดยทางตรงและ ทางอ้อม (direct or indirectly through measures equivalent to expropriation or nationalization) เว้น แต่เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์สาธารณะ ไม่เป็นการเลือกปฏิบัติ และมีการชดเชยในราคาตลาดพร้อม ดอกเบี้ยคำนวนนับแต่วันที่เวนคืนจนกระทั่งวันที่มีการชำระค่าชดเชยจริง ซึ่งเรื่องดังกล่าว เกี่ยวเนื่องไปยังพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ที่สหรัฐฯเรียกร้องให้นักลงทุน สามารถฟ้องร้องรัฐในกรณีมีข้อพิพาทการลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชนได้ โดยกำหนดให้ ภาคี คู่สัญญาให้ความยินยอมล่วงหน้าให้นักลงทุนสามารถยื่นเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการ พิจารณาได้ นอกจากนี้ ยังระบุว่าภาคีคู่สัญญาจะต้องบังคับให้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลการโดย ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ซึ่งขัดกับ พรบ. อนุญาโตตุลาการฯ การศึกษาเรื่องกฎหมายเฉพาะรายสาขา เช่น พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ที่การเปิดเสรีการค้าอาจมีส่วนช่วยสนับสนุนให้การบำบัดน้ำเสีย และสารมีพิษของไทยมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น แต่ควรเป็นไปโดยที่ประเทศไทยไม่ถูกจำกัดโดย เงื่อนไขการลงทุน (performance requirement) เรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมทั้งพระราชบัญญัติ นำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ซึ่งดูจะไม่มีผลกระทบ ใดๆ เนื่องจากไทยมีสนธิสัญญาทางไมตรีที่ไทยทำกับสหรัฐฯก็ได้อนุญาตอยู่แล้ว (พระราชบัญญัติ นำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2535) หรือ เป็นภาคธุรกิจที่ไทยเปิดเสรีอยู่แล้วเช่นกัน (พระราชบัญญัติ โรงแรม พ.ศ. 2547) หรือแม้แต่พระราชบัญญัติการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชยกรรมและ อุตสาหกรรม พ.ศ. 2542 ก็ไม่จำเป็นที่ไทยจะต้องขยายพันธกรณีเปิดเสรีให้กับนักลงทุนต่างชาติใน เรื่องดังกล่าวอีก เนื่องจากพรบ.ดังกล่าวเป็นกฎหมายรองรับพันธกรณีการเปิดเสรี เพื่อชดเชย ช่องว่างที่จำกัดนักลงทุนต่างชาติไม่ให้ถือครองกรรมสิทธิที่ดิน การศึกษาผลกระทบจากการเปิดเสรีภาคบริการต่างๆพบว่า ความสามารถในการแข่งขัน ของนักลงทุนไทยเมื่อเปรียบเทียบกับนักลงทุนต่างชาติค่อนข้างน้อย เนื่องจากทั้งปัจจัยสำคัญหลาย ประการ เช่น กลไกด้านสถาบัน (เช่น กฎหมายแข่งขันทางการค้า นโยบายของรัฐ)ความสามารถใน การแข่งขันของบริษัทธุรกิจไทย เป็นต้น กอปรกับข้อกำหนดต่างๆ ในบทว่าด้วยการคุ้มครองการ ลงทุนมีผลให้ประเทศไทยต้องยกระดับการคุ้มครองนักลงทุนให้สูงขึ้น ทำให้นักลงทุนต่างชาติมี สิทธิพิเศษหลายประการมากกว่านักลงทุนไทย โดยเฉพาะการจัดการขยะและของเสียอันตราย ซึ่ง เป็นภาคธุรกิจที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีและไม่ใช่ธุรกิจที่ห้ามคนต่างด้าวประกอบการตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าวฯ อีกทั้งข้อกำหนดในบทการลงทุนเรื่อง Performance Requirement ห้ามมิให้กำ หนดเงื่อนไขบังคับการถ่ายทอดเทคโนโลยีไว้ซึ่งจะยิ่งซ้ำ เติม ผู้ประกอบการไทยมากขึ้น ทั้งหมดนี้เท่ากับเป็นการส่งเสริมให้นักลงทุนอเมริกาจำนวนมาก หลั่งไหลเข้ามาในไทย ผลกระทบต่อการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย พบว่า นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย มุ่งประโยชน์ในทางธุรกิจเป็นสำคัญ จึงเป็น เรื่องที่ยากในทางปฏิบัติหากจะเรียกร้องให้บริษัทต่างชาติยอมปฏิบัติตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่สูง กว่ามาตรฐานปัจจุบันที่กำหนดไว้ในกฎหมาย อีกทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะเป็นปัจจัย สำคัญเพียงปัจจัยหนึ่งของการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้เกิดผลสำเร็จเท่านั้น ดังนั้น การมีเทคโนโลยีที่สูงขึ้นจึงไม่ได้เป็นหลักประกันได้ว่า จะนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานและ ผลกระทบต่อพัฒนาประสิทธิภาพการบริการด้านสิ่งแวดล้อมของผู้ให้บริการท้องถิ่น ซึ่ง ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของการลงทุนร่วมระหว่างธุรกิจเอกชนต่างชาติกับธุรกิจเอกชนภายในหรือ หน่วยงานของรัฐ แต่โอกาสที่จะยกระดับและพัฒนาประสิทธิภาพในการให้บริการขององค์กร ภายในยังเกิดขึ้นได้ยาก และการศึกษาผลกระทบต่อความเป็นเจ้าของและความเป็นธรรมในการ เข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยศักยภาพของนักลงทุนอเมริกาที่มีทั้งทุน การบริหารจัดการ และ เทคโนโลยีที่เหนือกว่านักลงทุนไทย ผลจากการเปิดเขตเสรีการค้าฯย่อมเป็นไปได้ว่า นักลงทุน ต่างชาติจะเข้ามาผูกขาดตลาด และทำให้นักลงทุนท้องถิ่นต้องล้มสลายดังกรณีภาคบริการการ ท่องเที่ยว ที่นักลงทุนอเมริกาสามารถเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติได้มากกว่า หากเอกชนสหรัฐฯ ขาดความรับผิดชอบในการดำเนินธุรกิจ โดยใช้กำลังเงินมหาศาลในการบิดเบือนการตัดสินใจและ การกำกับดูแลของเจ้าหน้าที่รัฐ บริษัทเหล่านี้ก็สามารถทำได้รุนแรงกว่า พฤติกรรมเช่นนี้ของบริษัท ต่างชาติจะส่งผลรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม อาจเกิดส่งผลกระทบกับวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นเกิดความ ขัดแย้งทางสังคมที่ยากแก่การเยียวยา รวมทั้งอาจนำไปสู่การผูกขาดการบริการ คณะนักวิจัยได้ร่วมให้ข้อเสนอแนะในภาพรวม คือ รัฐบาลต้องสามารถสร้างความมั่นใจได้ ว่า มาตรการต่างๆในการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีของไทย-สหรัฐฯต้องมีความสอดคล้องกัน ทั้งในเชิงนโยบายและกฎหมาย สามารถนำไปบังคับใช้ได้ทั้งในระดับรัฐบาลกลาง รัฐบาลมลรัฐ และรัฐบาลท้องถิ่นของสหรัฐฯ ในข้อบทการเจรจา (Legal Text) ควรระบุเพิ่มใน “วัตถุประสงค์” ของตัวบทสิ่งแวดล้อม ว่า “ Prevent the relocation and transfer to the other Party’s territory of any activities and substances that may cause severe environment degradation or may be found to be harmful to human health. ” และใน “Preamble” ของความตกลงเขตการค้าเสรีของไทย-สหรัฐฯ ระบุเพิ่มเติมว่า“ Use sustainable trade and responsible investment to promote sustainable development.” นอกจากนี้ ควรต้องระบุประเด็นการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติที่ก่อให้เกิด ผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชน (Rights for Livelihood) ใน Non-Conforming Measures (NCMs) และมีมาตรการให้ความคุ้มครองและส่งเสริมเทคโนโลยีที่สามารถพัฒนาได้ในประเทศหรือมี แนวโน้มในการพัฒนาได้ในอนาคต เพื่อให้สามารถแข่งขันกับเทคโนโลยีนำเข้า รวมทั้งมีกลไก และมาตรการการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิผล เพื่อรองรับการลงทุนขนาดใหญ่จาก ต่างประเทศ |
| บรรณานุกรม | : |
สุธาวัลย์ เสถียรไทย . (2554). การศึกษาทบทวนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Review) เพื่อเตรียมความพร้อมในการเจรจาเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐอเมริกา กรณีศึกษาภาคบริการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. สุธาวัลย์ เสถียรไทย . 2554. "การศึกษาทบทวนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Review) เพื่อเตรียมความพร้อมในการเจรจาเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐอเมริกา กรณีศึกษาภาคบริการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. สุธาวัลย์ เสถียรไทย . "การศึกษาทบทวนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Review) เพื่อเตรียมความพร้อมในการเจรจาเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐอเมริกา กรณีศึกษาภาคบริการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2554. Print. สุธาวัลย์ เสถียรไทย . การศึกษาทบทวนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Review) เพื่อเตรียมความพร้อมในการเจรจาเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐอเมริกา กรณีศึกษาภาคบริการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2554.
|
