| ชื่อเรื่อง | : | ต้นแบบการใช้ประโยชน์จากเส้นใยของใบสับปะรดเพื่ออุตสาหกรรมสิ่งทอ |
| นักวิจัย | : | วิชัย หฤทัยธนาสันติ์ |
| คำค้น | : | เส้นใย , ใบสับปะรด |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2549 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4650006 , http://research.trf.or.th/node/3553 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | ชุดโครงการต้นแบบการใช้ประโยชน์จากเส้นใยของใบสับปะรดเพื่ออุตสาหกรรมสิ่งทอได้แบ่งการวิจัยออกเป็น 4 โครงการวิจัยย่อย ผลการวิจัยพอสรุปได้ดังนี้คือ โครงการวิจัยย่อย ที่ 1 เป็นการศึกษาการแยกเส้นใยจากใบสับปะรดโดยเครื่องจักรกล โดยได้ทำการสร้างเครื่องขูดใบ สับปะรดต้นแบบ (Decorticating machine) 2 รุ่นเพื่อขูดใบสับปะรดให้ได้เส้นใยที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางด้านสิ่งทอ โดย เครื่องต้นแบบที่ 1 ส่วนประกอบของเครื่องขูดใบสับปะรด ประกอบด้วย ลูกล้อขูดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 430 มิลลิเมตร ที่ติดตั้ง ใบมีดจำนวน 8 ใบ โดยรอบซึ่งมีดแต่ละใบมีความยาว 250 มิลลิเมตร และมีอัตราความเร็วการหมุนจากการขับเคลื่อนด้วย เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 7 แรงม้า ที่ 1000 รอบต่อนาที และใบมีดมีระยะห่างจากแท่นป้อนใบประมาณ 2.5-3.0 มิลลิเมตร ใบมีดจะ ค่อยๆ เฉือนเนื้อเยื่อของใบออกให้เหลือแต่เส้นใย เครื่องขูดใบสับปะรดต้นแบบมีความสามารถในการขูดใบสด 64.19 กิโลกรัมใบสดต่อชั่วโมง(อัตราการผลิต 513.55 กิโลกรัมต่อวัน) โดยให้ผลผลิตเส้นใยสด/เปียกหลังการขูด 2.82 กิโลกรัมต่อชั่วโมง คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักเท่ากับ 4.4 อัตราความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง 0.498 ลิตรต่อชั่วโมง ค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในการขูดใบสับปะรดสด 7.45 บาทต่อชั่วโมง และมีค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในการขูด 0.11 บาท ต่อใบสับปะรดสด ( คิดราคาน้ำมันดีเซล ลิตรละ 14.99 บาท) และเส้นใยที่ได้ จากเครื่องขูดต้นแบบที่ 1 มีความยาวเฉลี่ย 74.21 เซนติเมตร จากการคิดค่าผลตอบแทนการลงทุนของเครื่องขูดต้นแบบที่ 1 สามารถสร้างรายได้ประมาณ9,8175.50 บาท/เดือน ทำให้คืนทุนในระยะเวลา 5 ปี สำหรับเครื่องต้นแบบที่ 2 ได้ออกแบบให้ เครื่องจักรมีขนาดความกว้างเพิ่มขึ้น และมีชุดอุปกรณ์จับใบที่มีลักษณะเป็นแผ่นหนีบ เพื่อช่วยป้อนใบเข้าไปในเครื่องและดึงเส้น ใยออกได้สะดวก ผลการทดสอบประสิทธิภาพของเครื่องต้นแบบที่ 2 พบว่ามีอัตราการผลิตและสมรรถนะการทำงานต่ำกว่า เครื่องต้นแบบที่ 1 สำหรับโครงการวิจัยย่อยที่ 2 เป็นการศึกษาเทคโนโลยีการปรับปรุงคุณสมบัติของเส้นใยสับปะรดเพื่ออุตสาหกรรมสิ่ง ทอ โดยได้ทำการสำรวจพื้นที่ปลูกสับปะรด 10 แหล่ง ใน 6 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด ประจวบคีรีขันธ์ อุทัยธานี และ ลำปาง พบว่าใบสับปะรดมีความยาวเฉลี่ย 88 เซ็นติเมตร กว้าง 4.6 เซ็นติเมตร และ หนา 0.1586 เซ็นติเมตร มีการปลูกสับปะรด 2 ลักษณะ คือ ปลูกเป็นพืชหลักในไร่ และปลูกเป็นพืชแซมใต้ต้นยางพารา การปลูกประมาณ 7,000 – 9,000 ต้นต่อไร่ น้ำหนักใบ สมบูรณ์ที่เหมาะแก่การนำมาใช้เป็นวัตถุดิบหนักประมาณ 2,731.57 กรัมต่อต้น และ 1,117.77 กรัมต่อหน่อ การปรับปรุง คุณสมบัติเส้นใยสับปะรดเพื่ออุตสาหกรรมสิ่งทอได้ทำการทดลอง 3 ขั้นตอน คือ 1) การเตรียมและทำความสะอาดเส้นใย สับปะรด (scouring) 2) การขจัดกัมและการฟอกขาว (Degumming and bleaching) และ 3)การแยกเส้นใยเดี่ยวโดยเครื่องอัดบด เส้นใย (Individual breaking machine) ในขั้นตอนเตรียมเส้นใยที่ได้หลังการขูดด้วยเครื่องขูดใบสับปะรด ได้ทำการทดลอง 3 วิธี คือ การตากแดด การล้างน้ำ และ การล้างด้วยน้ำผสมสารซักฟอก ซึ่งให้ผลผลิตเส้นใย 1.93, 1.48 และ 1.61 % ตามลำดับเมื่อ เทียบกับน้ำหนักใบสด (fresh weight) หรือ 10.03, 7.78 และ 8.3% ตามลำดับเมื่อเทียบกับน้ำหนักแห้ง (oven dried weight) ลักษณะของเส้นใยที่ผ่านการตากแดดเป็นเส้นใยที่มีเนื้อเยื่อของใบติดอยู่ แข็งและติดกันเป็นแพ ส่วนเส้นใยที่ผ่านการล้างด้วยน้ำ และล้างด้วยน้ำผสมสารซักฟอกเป็นเส้นใยที่มีสีขาว ถึงขาวอมเขียว ติดกันเป็นแพ และแข็งกระด้าง มีส่วนที่แยกเป็นเส้นใยเดี่ยว บ้าง การศึกษาระดับความเข้มข้นของสารซักฟอก (น้ำยาทีโพล์) สำหรับขั้นนี้ พบว่า น้ำยาทีโพล์ 4 กรัมต่อลิตร มีผลทำให้เส้นใย ขาวสะอาดและนุ่มขึ้น จากการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของเส้นใยสับปะรดพบว่าเส้นใยหลังการขูดด้วยเครื่องมีปริมาณกัม ตกค้าง (gum residue) 37.94 เปอร์เซ็นต์ เมื่อผ่านการล้างด้วยน้ำยาทีโพล์มีปริมาณกัมตกค้างลดลงเหลือ 28.27 เปอร์เซ็นต์ สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพของสารปรับผ้านุ่ม (softening agent) 7 ชนิดที่มีต่อเส้นใยสับปะรดพบว่าสารปรับผ้านุ่ม Lavemide V ทำให้เส้นใยสับปะรดนุ่มขึ้นมากที่สุด สำหรับการขจัดกัมและฟอกขาวในขั้นที่ 2 ได้ทำการศึกษากระบวนการขจัดกัม (degumming) ด้วย NaOH 4 % และ Na2CO3 4 % ที่ 30 °C นาน 60 นาทีแล้วผ่านการฟอกขาว (bleaching) ด้วย H2O2 4 % ที่ 75-85 °C นาน 60 นาที เป็นสภาวะที่ดี ที่สุด ส่วนการขจัดกัมที่อุณหภูมิ 50, 70 และ 95 °C ทำให้เส้นใยสับปะรดแข็ง กระด้าง และติดกันเป็นแพ ไม่เหมาะต่อการ นำไปใช้ประโยชน์ทางด้านสิ่งทอ สำหรับการทดลองเปรียบเทียบประสิทธิภาพการขจัดกัมโดยใช้สารเคมีและเอนไซม์เพคติเนส แล้วตามด้วยการฟอกขาวในวิธีเดียวกัน ผลการทดลองพบว่ากรรมวิธีการใช้สารเคมีดีกว่าการใช้เอนไซม์เล็กน้อย คือ NaOH 4 % + Na2CO3 4 % นาน 60 นาทีสามารถลดปริมาณกัมลงได้จาก 25.62% เป็น 22.17% และเมื่อนำมาผ่านกระบวนการเตรียมเส้นใย ขั้นที่ 3 คือการแยกเส้นใยเดี่ยวโดยการใช้สารปรับผ้านุ่มและผ่านเครื่องอัดบดเส้นใย พบว่าเส้นใยมีความละเอียด (fineness) 10.48 ดีเนียร์ ความแข็งแรงจำเพาะ (tenacity) 14.13 กรัมต่อดีเนียร์ การยืดตัว (elongation) 6.83%และ ดัชนีความขาว (Whiteness)37.58 สำหรับกรรมวิธีการใช้เอนไซม์เพคติเนส พบว่าที่ความเข้มข้น 78,000 หน่วยต่อลิตร นาน 3 ชั่วโมงให้เส้นใย เหลือปริมาณกัมตกค้าง 23.66% ขนาด 10.41 ดีเนียร์ ความแข็งแรงจำเพาะ 6.45 กรัมต่อดีเนียร์ และการยึดตัว 4.84 % และดัชนี ความขาว 38.20 นอกจากนี้ได้ทำการทดสอบความเหมาะสมของสายพันธุ์สับปะรดจาก 10 แหล่ง พบว่า ผลผลิตเส้นใยต่อต้นมี มากกว่าต่อหน่อ และสับปะรดพันธุ์ตราดสีทองของจังหวัดตราดมีสมบัติที่ดีที่สุดคือมี กัมตกค้าง 22.31 % moisture regain 11.43 % ขนาดเส้นใย 9.76 ดีเนียร์ ความแข็งแรงจำเพาะ 9.68 กรัมต่อดีเนียร์ และการยืดได้ 5.35 % เส้นใยสับปะรดที่ได้มีสีขาว ครีม และเป็นเงางาม (white-creamy and lustrous) เพียงพอต่อการนำไปผสมฝ้ายและปั่นเป็นเส้นด้ายโดยมือและเครื่องจักร สำหรับโครงการวิจัยย่อยที่ 3 เป็นการศึกษาเทคโนโลยีการปั่นด้ายและการผลิตผ้าเพื่ออุตสาหกรรม โดยนำเส้นใย สับปะรดที่ได้จากเครื่องขูดต้นแบบ แล้วนำมาผ่านกระบวนการขจัดกัมและการฟอกขาว สามารถนำมาผลิตเป็นเส้นด้าย 3 วิธี คือ 1) การปั่นกลุ่มเส้นใยยาวด้วยเกลียวต่ำ 2) การผูกปม และ 3) การใช้กลุ่มเส้นใยสับปะรดเป็นเส้นพุ่ง และในการผลิตผืนผ้าทำได้ 3 วิธี คือ 1) ทอด้วยมือโดยใช้เส้นใยเดี่ยวหรือกลุ่มเส้นใยเป็นด้ายพุ่ง 2) ทอด้วยเครื่องทอใช้กระสวยโดยใช้เส้นด้ายใยผสมเป็น ด้ายพุ่ง และ3) ทอพรมปูพื้นและประดับผนัง และการทดลองนี้ได้ทอผ้า 5 ลายคือ 1) ลายขัด 2) ลายผ้าโปร่ง 3) ลายลูกแก้วพร้อม กรอบ 4) ลายลูกแก้วประยุกต์ และ5) ลายลูกแก้วดอกขยายประยุกต์ สำหรับการศึกษาสภาวะการย้อมสีรีแอคทีฟในเส้นใยสับปะรดเพื่อเพิ่มศักยภาพในการนำมาผลิตผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ให้ ได้หลากสี ในการทดลองครั้งนี้ได้เลือกใช้สีรีแอคทีฟชนิด Levafix-CA สีน้ำเงินซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มโทนอ่อนที่ความเข้มข้นของสี 0.1% เป็นสีชนิดอุ่นที่มีสภาวะการย้อมที่อุณหภูมิไม่เกิน 60 OC โดยทำการศึกษาอิทธิพลของปัจจัยผันแปรต่างๆ ได้แก่ อุณหภูมิ (40, 50, 60 OC) ปริมาณเกลือ (20, 30 กรัมต่อลิตร) ค่าความเป็นกรด-ด่าง (8.5, 9.8, 10.3) และอัตราส่วนของเส้นใยต่อของเหลว (1:15, 1:20, 1:30) โดยทำการวิเคราะห์ค่าการดูดติดสี (%exhaustion)ระบบ CIE และ ความเข้มของสี ซึ่งแสดงด้วยค่า K/S รวมทั้งการคงทนของสีต่อการซักและแสงของด้ายที่ผ่านการย้อมสีรีแอคทีฟ ก่อนการย้อมสีได้นำเส้นใยสับปะรดมาผ่านการทำ ความสะอาดและฟอกในขั้นตอนเดียวกันด้วยสบู่และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่อุณหภูมิ 85 OC เพื่อกำจัดสิ่งเจือปนอื่นได้แก่ เพ คติน ไขมัน เป็นต้น จากการศึกษาสภาวะการย้อมสีรีแอคทีฟ พบว่าสภาวะที่เหมาะสมคือ การย้อมที่ 50 OC ปริมาณเกลือ 30 กรัมต่อลิตร ในสภาพที่มีค่าความเป็นกรด-ด่าง 10.3 และอัตราส่วนของเส้นใยต่อของเหลว 1:20 ทำให้เส้นใยสับปะรดมีค่า %exhaustion มากกว่า 90 ค่าสีน้ำเงินเข้ม ให้สีสดใส ทนต่อการซักได้ดีมาก แต่ไม่ทนต่อแสง เนื่องจากลักษณะของเส้นใย สับปะรดซึ่งถูกออกซิไดส์โดยแสงได้ง่าย ทำให้เกิดเป็นสีเหลือง สำหรับโครงการวิจัยย่อยที่ 4 เป็นการศึกษาเทคโนโลยีการปั่นด้ายและการผลิตผ้าเพื่ออุตสาหกรรม ซึ่งงานวิจัยนี้ได้แบ่ง การศึกษาเป็น 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 การศึกษาผลของอัตราส่วนของเส้นใยสับปะรดผสมฝ้ายที่มีต่อสมบัติทางกายภาพของด้ายปั่น มือและผ้าทอ เพื่อเลือกอัตราส่วนที่เหมาะสม สำหรับศึกษาต่อในตอนที่ 2 คือ การศึกษาผลของการปรับปรุงคุณภาพเส้นใย สับปะรดทางเคมีต่อสมบัติทางกายภาพของด้ายปั่นมือและผ้าทอ และตอนที่ 3 คือ การศึกษาความเป็นไปได้ในการผลิตเส้นด้าย ผสมเส้นใยสับปะรดในระดับอุตสาหกรรม ในขั้นตอนที่ 1 ได้นำเส้นใยสับปะรดที่ผ่านการขูดด้วยเครื่องขูดใบสับปะรดมาล้างด้วยน้ำยาซักฟอก แล้วนำมาปรับ สภาพนุ่มก่อนนำผ่านการแยกเส้นใยเดี่ยวด้วยเครื่องอัดบด หลังจากนั้นได้ทำการตัดให้มีความยาวเส้นใย 40 มิลลิเมตร เพื่อผสม กับเส้นใยฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 2 ทำการผลิตเส้นด้ายโดยใช้เครื่องมือขนาดห้องปฏิบัติการ (laboratory) คือ เครื่องกระจายเส้นใย (Mini-opener) เพื่อช่วยกระจายเส้นใย แล้วทำการสาง (carding) เส้นใยด้วยเครื่อง Mini-card และแล้วนำมาปั่นในลักษณะการ ผสมผสานกับงานหัตถกรรม โดยการเตรียมสไลเวอร์ (Sliver) ด้วยมือและการปั่นด้ายด้วยเครื่องปั่นด้ายด้วยมือ ในด้านการปั่น ด้ายผสมเส้นใยสับปะรดและฝ้ายมีอัตราส่วน 5 อัตราส่วน คือ 100/0, 50/50, 35/65, 25/75 และ 0/100 ผลการทดลองเบื้องต้น พบว่า เส้นใยสับปะรด 100% ปั่นเป็นเส้นด้ายไม่ได้เพราะเส้นใยไม่มีรอยหยัก (crimp) และไม่มีแรงเสียดทาน (friction) ที่จะเกาะ กันเป็นแผ่นในกระบวนการสางเส้นใย การผสมเส้นใยทั้งสองได้เตรียมผสมเส้นใยด้วยมือก่อนเข้าเครื่องสาง แล้วทำการศึกษา ปริมาณผลผลิตแต่ละขั้นตอน วัดความยาวของเส้นใยผสมหลังผ่านเครื่องสาง และตรวจสมบัติทางกายภาพของเส้นด้าย ได้แก่ เบอร์ด้าย (Yarn numbers) จำนวนเกลียวต่อนิ้ว (Yarn twist) ความแข็งแรงจำเพาะ (tenacity) การยืดตัว (elongation) หลังจากนั้น ทำการทอผ้าจากเส้นด้ายด้วยเครื่องทอผ้าชนิดโครงกี่ 2 ตะกอโดยใช้เส้นฝ้ายเป็นเส้นยืน และทำการวิเคราะห์คุณสมบัติทาง กายภาพของผ้า ได้แก่ น้ำหนักต่อพื้นที่ (fabric weight per unit area) แรงดึงขาดของผ้า (tensile strength) การยืดตัว(elongation) และ ความต้านแรงฉีกขาด (tearing strength) ผลของสมบัติทางกายภาพของเส้นด้ายทุกอัตราส่วน พบว่า สมบัติทางเชิงกลและ ความสม่ำเสมอของเส้นด้ายไม่แตกต่างกันทางสถิติ ยกเว้น ขนาดและการขึ้นขนของด้ายผสมซึ่งมีขนาดใหญ่และมากกว่าด้ายฝ้าย 100% อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เนื่องจากเส้นใยสับปะรดยังมีขนาดหยาบและเกาะกันเป็น undle ทำให้การกระจายใน ภาคตัดขวางของเส้นด้าย (cross-section) ยังไม่สม่ำเสมอดีพอ ในด้านความสม่ำเสมอของเส้นด้ายบน seriplane พบว่า เส้นด้าย ผสมมีความหนา บาง และ ปม กระจายตัวเพิ่มขึ้นเมื่อปริมาณเส้นใยสับปะรดมากขึ้น สำหรับผ้าทอที่ได้จากเส้นด้ายผสม พบว่า มี ค่าความต้านแรงฉีกขาดในแนวเส้นยืน และในแนวเส้นพุ่ง สูงกว่าผ้าทอจากเส้นด้ายฝ้าย และมีค่าเพิ่มขึ้น ตามปริมาณของเส้นใย สับปะรด เพื่อปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของเส้นด้ายและผ้าทอมือ จำเป็นต้องศึกษาการปรับปรุงคุณภาพเส้นใยสับปะรดทาง เคมีให้มีปริมาณกัมที่ยึดติดเส้นใยสับปะรดน้อยลง เพื่อให้เส้นใยกระจายตัวออกจากกลุ่ม (bundle) มากขึ้น และได้เลือก อัตราส่วนของเส้นใยสับปะรดผสมกับฝ้ายที่ 35:65 เพื่อนำมาปั่นเป็นด้ายผสมกับฝ้าย และทอผ้าในขั้นตอนที่ 2 ในการทดลองขั้นที่ 2 ของโครงการที่ 4 นี้ได้ทำการทดลอง 6 กรรมวิธี คือ กลุ่ม 1 ล้างน้ำ กลุ่ม 2 ล้างน้ำและฟอกขาว กลุ่ม 3 ล้างน้ำ, ขจัดกัมและฟอกขาว กลุ่ม 4 ล้างสารซักฟอก กลุ่ม 5 ล้างสารซักฟอกและฟอกขาว และกลุ่ม 6 ล้างสารซักฟอก, ขจัดกัม และฟอกขาว จากการทดลองนี้พบว่า เส้นใยกลุ่มที่ 6 ให้สมบัติของความขาว มันวาว สว่าง ลดปริมาณกัมตกค้างได้ สูงสุด และให้สมบัติทางเชิงกลของเส้นใยและผลผลิตของเส้นด้ายสูงสุด และเมื่อนำเส้นใยดังกล่าวมาปั่นผสมกับฝ้าย พบว่า ให้ ขนาดเบอร์ด้าย เล็ก และมีปม (neps) ต่ำสุด รวมทั้งมีความสม่ำเสมอบนกระดานดำ (seriplane) ดีที่สุดในกลุ่มทดสอบ ส่วน สมบัติอื่นของเส้นด้ายผสมรวมทั้งสมบัติทางกายภาพของผ้าทอมีค่าไม่แตกต่างกัน สำหรับการปรับปรุงคุณสมบัติเส้นใยตาม กรรมวิธีที่ 3 สามารถขจัดกัม และเส้นใยมีความแวววาว และสว่าง รองลงมาจากกลุ่มที่ 6 และเมื่อนำมาผลิตเป็นเส้นด้ายและทอ เป็นผืนผ้าได้ให้สมบัติทางกายภาพของเส้นด้ายและผ้าทอไม่แตกต่างทางสถิติกับกลุ่มที่ 6 ดังนั้นการใช้ประโยชน์จากเส้นใย สับปะรด โดยเตรียมเส้นใยสับปะรดหลังผ่านเครื่องขูด แล้วล้างด้วยน้ำเปล่า แล้วขจัดกัมและฟอกขาว ตามกรรมวิธีของกลุ่มที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมวิธีที่สั้น เหมาะสมที่จะนำมาผสมกับฝ้ายที่อัตราส่วน 35/65 ในระบบปั่นด้ายสั้นของฝ้ายเพื่อผลิตด้ายและผ้าทอที่ให้ สมบัติผ้าที่มีความแข็งแรง และ มันวาวเหมาะสำหรับการใช้ประดับเฟอร์นิเจอร์และตกแต่งบ้านได้ ขั้นตอนที่ 3 เป็นการศึกษาความเป็นไปได้ในการผลิตเส้นด้ายผสมเส้นใยสับปะรดกับฝ้ายในระดับอุตสาหกรรมได้ทำ การทดลองในโรงงานปั่นฝ้าย ด้วยการใช้อัตราส่วนการผสมต่าง ๆ คือ เส้นใยสับปะรดต่อฝ้ายที่ 0/100, 25/75, 35/65 และ 50/50 รวมทั้งทำการปั่นด้ายที่เบอร์ต่าง ๆ คือ 9.3, 14 และ 20 พบว่า การผลิตในระดับอุตสาหกรรมสามารถผลิตได้ด้วยเครื่องจักรใน กระบวนการปั่นด้ายฝ้ายชนิด card cotton ด้วยการปรับค่าตัวแปรบางตัวให้เหมาะสม ผลของสมบัติทางกายภาพของเส้นด้ายที่ ได้ พบว่า การเพิ่มปริมาณเส้นใยสับปะรดทำให้สมบัติทางเชิงกลและความสม่ำเสมอลดลง สำหรับการปั่นเส้นด้ายที่เบอร์สูงขึ้น หรือ เส้นเล็กลง พบว่า สมบัติของความแข็งแรงจำเพาะลดลง แต่ค่าการยืดตัว ไม่มีแนวโน้มต่อการเปลี่ยนแปลง ส่วนความ สม่ำเสมอของเส้นด้าย ให้ลักษณะเส้นด้าย หนา บาง และมีปุ่มมากขึ้นเมื่อเบอร์ด้ายสูงขึ้น แต่ให้ค่าความขึ้นขนลดลง และไม่มีผล ต่อค่า CV% เส้นด้ายที่ได้ที่อัตราส่วนและเบอร์ด้ายต่าง ๆ ถูกนำมาทอเป็นเส้นพุ่ง และเส้นด้ายฝ้ายเบอร์ 42/2 เป็นเส้นยืน สำหรับ การทอเป็นผ้าทอลายขัด 2 ตะกอ หลังจากนั้นทำการตกแต่งด้วยการทำความสะอาดและฟอกขาว การกำจัดขน และการปรับนิ่ม พบว่า ผ้าที่ได้มีความนิ่มขึ้น ความยับลดลง และลดการขึ้นขน สามารถนำมาทำผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มได้ |
| บรรณานุกรม | : |
วิชัย หฤทัยธนาสันติ์ . (2549). ต้นแบบการใช้ประโยชน์จากเส้นใยของใบสับปะรดเพื่ออุตสาหกรรมสิ่งทอ.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. วิชัย หฤทัยธนาสันติ์ . 2549. "ต้นแบบการใช้ประโยชน์จากเส้นใยของใบสับปะรดเพื่ออุตสาหกรรมสิ่งทอ".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. วิชัย หฤทัยธนาสันติ์ . "ต้นแบบการใช้ประโยชน์จากเส้นใยของใบสับปะรดเพื่ออุตสาหกรรมสิ่งทอ."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2549. Print. วิชัย หฤทัยธนาสันติ์ . ต้นแบบการใช้ประโยชน์จากเส้นใยของใบสับปะรดเพื่ออุตสาหกรรมสิ่งทอ. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2549.
|
