ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

แนวทางการสร้างความเข้มแข็งให้กับคณะกรรมการความปลอดภัยในโรงงานในประเทศไทย

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : แนวทางการสร้างความเข้มแข็งให้กับคณะกรรมการความปลอดภัยในโรงงานในประเทศไทย
นักวิจัย : สราวุธ สุธรรมาสา
คำค้น : occupational health and safety , safety committee , safety officer , คณะกรรมการความปลอดภัย , อาชีวอนามัยและความปลอดภัย , เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2551
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4630007 , http://research.trf.or.th/node/3527
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การวิจัยนี้มุ่งศึกษาเกี่ยวกับคณะกรรมการความปลอดภัยที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายแรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคการดำเนินงาน 2) เสนอข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการสร้างความเข้มแข็ง โครงสร้าง อำนาจ หน้าที่ความรับผิดชอบและความสัมพันธ์ในการทำงานกับหน่วยงานความปลอดภัย และเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการ ทำงานระดับต่าง ๆ 3) จัดทำข้อเสนอแนะด้านกฎหมาย และ 4) จัดทำร่างหลักสูตรฝึกอบรม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ประชากรคือคณะกรรมการความปลอดภัยในโรงงานที่มีความเสี่ยงสูงและ ต่ำ และโรงงานที่ได้รับรางวัลดีเด่นด้านความปลอดภัยจากกระทรวงแรงงานและกระทรวงอุตสาหกรรม โดยแบ่งโรงงาน เหล่านี้เป็นโรงงานขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ เครื่องมือวิจัยประกอบด้าย 1) แบบสอบถามที่ส่งไป ยังโรงงาน ข้างต้นเพื่อขอให้แจกจ่ายให้กลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงคือ ประธานกรรมการ กรรมการและเลขานุการ กรรมการระดับ บังคับบัญชา และกรรมการระดับปฏิบัติการ รวมทั้งสิ้น 4,424 คน 2) แบบสัมภาษณ์กลุ่มบุคคลข้างต้นในโรงงานที่ อนุญาตให้เข้าสัมภาษณ์ได้ รวม 568 คน และ 3) การประชุมไตรภาคี ที่ประกอบด้วยผู้แทนองค์กรนายจ้าง และองค์กร ลูกจ้าง และเจ้าหน้าที่ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test, one-way ANOVA การวิเคราะห์เนื้อหาและเกณฑ์คะแนนตามกลุ่มตามแนวคิดของเบสท์ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามที่กลับคืนมา 1,396 คน และแบบสัมภาษณ์ 345 คน พบว่า 1) ปัญหาและอุปสรรคการดำเนินงานคือนายจ้าง ผู้บริหาร และหัวหน้างานไม่ให้ความสำคัญกับงานความปลอดภัย งบประมาณที่จำกัด ขาดอำนาจและแรงจูงใจ 2) ปัจจัยที่มีผลต่อความเข้มแข็งในระดับมาก คือปัจจัยด้านเทคนิคการ ประชุม และด้านความเชื่อมโยงการทำงานระหว่างคณะกรรมการความปลอดภัยกับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการ ทำงานระดับวิชาชีพ 3) ควรกำหนดให้มีสหภาพแรงงานในโครงสร้างคณะกรรมการ และให้มีการอบรมคณะกรรมการให้ มีความรู้ที่จะปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายได้ และ 4) หลักสูตรการอบรมควรประกอบด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับหน้าที่ตามที่ กฎหมายกำหนด และความรู้พื้นฐานทางด้านวิชาการ ข้อเสนอแนะจากงานวิจัยคือ การปรับปรุงกฎหมายคณะกรรมการความปลอดภัย การส่งเสริมนายจ้างและ บุคลากรให้เห็นความสำคัญของงานความปลอดภัย การใช้เทคนิคการประชุมอย่างมีประสิทธิภาพ มูลเหตุจูงใจของ ผู้บริหารที่พัฒนาระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย และแนวทางการนำเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมมา เป็นเครื่องมือการดำเนินงานด้านความปลอดภัย This research aimed to study the safety committee that have been founded by the labour law. The objectives of the research are: 1) to study problems and obstacles of running programs; 2) to propose suggestions about strength, structure, authorities, responsibilities and relationships at work with the safety department and safety officers at various levels. 3) to prepare suggestions about law regulations; and 4) to prepare a draft of training curriculum. This is a descriptive research. The population comprises of the safety committee in high and low risk factories, and factories received awards for having the best safety record from the Ministry of Labour and the Ministry of Industry. Factories were divided into small, medium and large sized factories. The research instruments consisted of 1) questionnaires sent to the mentioned factories for distributing to the specific 4,424 samples of the chairman of committee, the committee and secretary, the committee at the level of command and the committee at the level of operation. 2) interviewing forms for the interviewing of 568 people of the group of people mentioned above in the factories with those factories’ permission. 3) Tri Party meeting consisted of employer and employee representatives and officers from Department of Labour Protection and Welfare. The statistics used in analysis are percentage, mean, standard deviation, t-test, one-way ANOVA and content analysis. The data analysis result was from returned questionnaires of 1,396 people, and returned interview forms from 345 people, and found that : 1) problems and obstacles in work safety were the employer, the administrator and the supervisor did not realize the importance of safety, the limitation of budget, lack of power and lack of motivation; 2) factors effected to the strength in high level were: the technical factor of meeting and the connection between the safety committee and the safety officer at the level of professional; 3) Trade Union in committee structure should be set up and training should be provided for the group of committee to have knowledge to be able to perform duties according to the law; and 4) the training curriculum should consist of content about duties appointed by the law and the basic academic knowledge. The suggestions from the research are to : 1) revise the safety committee law; 2) promote employers and their staff to realize the importance of work safety; 3) use meeting techniques efficiently; 4) find out motivations for administrators to develop the occupational health and safety management system; and 5) use guidelines of CSR as a tool in operating work safety

บรรณานุกรม :
สราวุธ สุธรรมาสา . (2551). แนวทางการสร้างความเข้มแข็งให้กับคณะกรรมการความปลอดภัยในโรงงานในประเทศไทย.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สราวุธ สุธรรมาสา . 2551. "แนวทางการสร้างความเข้มแข็งให้กับคณะกรรมการความปลอดภัยในโรงงานในประเทศไทย".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สราวุธ สุธรรมาสา . "แนวทางการสร้างความเข้มแข็งให้กับคณะกรรมการความปลอดภัยในโรงงานในประเทศไทย."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2551. Print.
สราวุธ สุธรรมาสา . แนวทางการสร้างความเข้มแข็งให้กับคณะกรรมการความปลอดภัยในโรงงานในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2551.