| ชื่อเรื่อง | : | ผลของความเครียดจากความร้อน-ความชื้นต่อสมรรถภาพทางการสืบพันธุ์และการให้น้ำนมของแม่โคนมเลี้ยงในเขตร้อนชื้น |
| นักวิจัย | : | ศิริวัฒน์ ทรวดทรง |
| คำค้น | : | dairy cows , heat stress , milk production , Reproductive Performance , ความเครียดจากความร้อนชื้น , ผลผลิตน้ำนม , สมรรถภาพทางการสืบพันธุ์ , แม่โคนม |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2552 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4620028 , http://research.trf.or.th/node/3517 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | ศึกษาผลกระทบของความเครียดจากความร้อนชื้นและการใช้ระบบการลดอุณหภูมิของอากาศภายใน โรงเรือนแบบปิดโดยอาศัยการระเหยของน้ำต่อสมรรถภาพทางการสืบพันธุ์และการให้ผลผลิตน้ำนมของโคนมที่ เลี้ยงภายใต้สภาพอากาศแบบร้อนชื้น โดยทำการสุ่มแบ่งแม่โคนมสาวท้องแรกพันธุ์ลูกผสมโฮลสไตน์ ฟรีเชียน (93.75%HF) จำนวน 36 ตัวออกเป็น 2 กลุ่มๆละ 18 ตัว ตามกำหนดวันคลอดลูกและน้ำหนักตัว โคกลุ่มทดลอง เลี้ยงในโรงเรือนแบบปิดที่มีพัดลมขนาดใหญ่เพื่อดูดอากาศออกจากโรงเรือนและมีระบบการลดอุณหภูมิของ อากาศภายในโรงเรือนโดยอาศัยการระเหยของน้ำ และแม่โคกลุ่มควบคุมเลี้ยงในโรงเรือนแบบเปิดที่มีการระบาย อากาศตามธรรมชาติ แม่โคนมทั้ง 2 กลุ่มถูกเลี้ยงแบบผูกยืนโรง สามารถกินน้ำและอาหารแบบผสม(TMR)ได้ เต็มที่ตลอดเวลา รีดนมแม่โควันละ 2 ครั้ง จดบันทึกการกินอาหารและปริมาณน้ำนมทุกวัน บันทึกอุณหภูมิและ ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศในโรงเรือน อุณหภูมิร่างกายและอัตราการหายใจของแม่โคในช่วงตอนเช้าและเย็น หลังรีดนม จากการศึกษาพบว่าการใช้ระบบการลดอุณหภูมิของอากาศในโรงเรือนแบบปิด ทำให้อุณหภูมิภายใน โรงเรือนลดลงต่ำกว่าภายนอกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(P<0.05) แต่ทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ในโรงเรือนเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ระดับความเครียดจากความร้อนชื้นในโรงเรือนปิดลดลงอยู่ในระดับที่มีความเครียดจากความร้อนชื้น เล็กน้อย(THI<79) เมื่อเทียบกับโรงเรือนแบบเปิดที่มีระดับความเครียดจากความร้อนชื้นปานกลาง (THI≥79) ทำ ให้แม่โคกลุ่มทดลองมีอุณหภูมิร่างกายและอัตราการหายใจต่ำกว่าแม่โคกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) แม่โคกลุ่มทดลองสามารถกินอาหารและให้ผลผลิตน้ำนมมากกว่าแม่โคกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ(P<0.05) แม่โคทั้ง 2 กลุ่มมีระยะเวลาการตกไข่ครั้งแรกหลังคลอด รวมทั้งการเจริญของฟอลลิเคิลและ เวลาการตกไข่หลังจากการเหนี่ยวนำการเป็นสัดไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(P>0.05) แต่แม่โคกลุ่ม ทดลองมีแนวโน้มมีอัตราการตอบสนองต่อการเหนี่ยวนำการเป็นสัดและอัตราการผสมติดสูงกว่าแม่โคกลุ่ม ควบคุม และจากผลการวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจ พบว่ารายรับจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นมีมากกว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น จากค่าอาหารรวมกับค่าอุปกรณ์และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในโรงเรือนแบบปิด จากผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า ความเครียดจากความร้อนชื้นทำให้แม่โคนมมีสมรรถภาพทางการสืบพันธุ์และให้ผลผลิตน้ำนมลดลง และการใช้ ระบบการลดอุณหภูมิของอากาศภายในโรงเรือนแบบปิดโดยอาศัยการระเหยของน้ำนั้น มีศักยภาพในการลด ผลกระทบของความเครียดจากความร้อนชื้นได้ มีแนวโน้มทำให้แม่โคมีสมรรถภาพทางการสืบพันธุ์เพิ่มสูงขึ้น และ สามารถเพิ่มผลผลิตน้ำนมของแม่โคนมที่เลี้ยงภายใต้สภาพอากาศแบบร้อนชื้นได้ โดยไม่มีผลเสียต่อสุขภาพและ ระบบสืบพันธุ์เมื่อเทียบกับแม่โคที่เลี้ยงอยู่ภายนอก แต่ปัญหาสำคัญที่พบจากศึกษานี้คือแม่โคมีอัตราการสูญเสีย ตัวอ่อนในระยะแรกสูง The effects of heat stress and utilizing evaporative cooling, equipped with tunnel ventilation, on postpartum reproductive performance and the milk production of early lactating dairy cows in a hot and humid climate, were studied from April 2004 to May 2005. Thirty-six crossbred, Holstein-Friesian (93.75%HF), primiparous cows were randomly assigned to one of two groups, based upon calving date and body weight. Cooled cows (n=18; treatment) were housed in a tunnel ventilated barn equipped with an evaporative, cooling pad system and uncooled cows (n=18; control) were housed in a naturally ventilated barn without a supplemental cooling system. The temperature, relative humidity, rectal temperature and respiration rates were continuously monitored and recorded at the AM and PM milkings. Cows were milked twice daily and fed a totally mixed ration (TMR), ad libitum. Daily feed intake and milk production were recorded. Evaporative cooling and tunnel ventilation systems reduced (P<0.05) the afternoon barn temperature and the conditions of heat stress in the dairy cows. Cooled cows had lower (P<0.05) rectal temperatures and respiration rates than the uncooled cows. Cooled cows had greater (P<0.05) dry matter intake and milk production than the uncooled cows. There was no significant difference in the postpartum anovular condition and interval to first postpartum ovulation between the cooled and the uncooled cows. In addition, there was no significant difference between the groups for follicular development after the synchronization of oestrus, and the days from PGF2α injection to ovulation, however the synchronization rate and conception rates in the cooled cows tended to be greater than in the uncooled cows. The benefits were demonstrated by increased income over costs. These results suggest that heat stress has a significant impact on postpartum reproductive performance and milk production. As compared to the naturally ventilation barn, the evaporative cooling and tunnel ventilation systems have the potential to decrease heat stress, alleviate the symptoms of heat stress and improve both milk production and metabolic efficiency, during early lactation, without affecting reproductive function in dairy cows in hot and humid climates, however there was high incidence of early embryonic death in both groups of cows. |
| บรรณานุกรม | : |
ศิริวัฒน์ ทรวดทรง . (2552). ผลของความเครียดจากความร้อน-ความชื้นต่อสมรรถภาพทางการสืบพันธุ์และการให้น้ำนมของแม่โคนมเลี้ยงในเขตร้อนชื้น.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. ศิริวัฒน์ ทรวดทรง . 2552. "ผลของความเครียดจากความร้อน-ความชื้นต่อสมรรถภาพทางการสืบพันธุ์และการให้น้ำนมของแม่โคนมเลี้ยงในเขตร้อนชื้น".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. ศิริวัฒน์ ทรวดทรง . "ผลของความเครียดจากความร้อน-ความชื้นต่อสมรรถภาพทางการสืบพันธุ์และการให้น้ำนมของแม่โคนมเลี้ยงในเขตร้อนชื้น."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2552. Print. ศิริวัฒน์ ทรวดทรง . ผลของความเครียดจากความร้อน-ความชื้นต่อสมรรถภาพทางการสืบพันธุ์และการให้น้ำนมของแม่โคนมเลี้ยงในเขตร้อนชื้น. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2552.
|
