ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

โครงการศึกษาระบบการจัดการที่ดินในระดับท้องถิ่น

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : โครงการศึกษาระบบการจัดการที่ดินในระดับท้องถิ่น
นักวิจัย : วารินทร์ วงศ์หาญเชาว์
คำค้น : ระดับท้องถิ่น , ระบบการจัดการที่ดิน , โครงการศึกษา
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2549
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4540037 , http://research.trf.or.th/node/3489
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การศึกษาระบบการจัดการที่ดินในระดับท้องถิ่น เกิดจากสภาพปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับที่ดินที่เพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งมีสาเหตุที่แตกต่างกันไป จึงจำเป็นต้องศึกษาปัญหาที่เป็นปรากฏการณ์ในปัจจุบันโดยเน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากรที่ดินและ ระบบการจัดการที่ดินในระบบท้องถิ่น เพื่อลดความขัดแย้ง 5 ประการ คือ การขัดแย้งระหว่างประชนชนกับรัฐ การขัดแย้งระหว่างการใช้ ประโยชน์จากทรัพยากรที่ดินในปัจจุบันและในอนาคต การขัดแย้งระหว่างเศรษฐกิจกับสิ่งแวดล้อม การขัดแย้งระหว่างเศรษฐกิจกับสังคม และการขัดแย้งระหว่างสิ่งแวดล้อมกับสังคม และนำมากำหนดรูปแบบ (Model) ในการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินที่เหมาะสมโดยใช้กรณี ศึกษาในพื้นที่ตำบลในภาคต่าง ๆ ของประเทศ ประกอบด้วยภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคใต้ ภาคกลาง และภาคตะวันตก และร่วมมือกับนักวิจัยในพื้นที่ในการศึกษาภาคสนามในแต่ละพื้นที่ ผลการศึกษา พบว่า สาเหตุของปัญหาเกิดจากกฎหมายและนโยบายเกี่ยวกับป่าไม้และที่ดินไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชน การสงวนหวงห้ามพื้นที่ของรัฐก่อให้เกิดการโต้แย้งสิทธิระหว่างรัฐกับชาวบ้านในหลายพื้นที่ ปัญหาการออกเอกสารสิทธิขาดความโปร่งใส หนี้สินของชาวบ้านที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นจากระบบการผลิตที่ต้องพึ่งพา ประชาชนผู้ไร้ที่ดินทำกินที่เดือนร้อนและเห็นความไม่ยุติธรรมเกิด การรวมตัวของเครือข่ายทางสังคม เกิดการกระจุกตัวของที่ดินในบางพื้นที่ และการใช้ที่ดินส่งผลกระทบต่อสภาพความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ ที่ดิน ชายฝั่ง และสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น ผู้มีส่วนในการแก้ไขปัญหาประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชุมชน หรือประชาชนในพื้นที่ พบว่า หน่วยงานภาครัฐที่มีภารกิจเฉพาะที่ชัดเจนจะจัดการดูแลพื้นที่รับผิดชอบได้ดี ขณะที่พื้นที่ทั่วไปจะมีบทบาทน้อยไม่เด่นชัด ภาคเอกชนจะให้ ความสำคัญเฉพาะธุรกิจของตน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ มีความรู้ความเข้าใจบทบาท หน้าที่ของตนและกฎหมายรองรับอำนาจหน้าที่ก็จะสามารถทำหน้าที่ได้ดี มีวิสัยทัศน์ สามารถจัดการกับปัญหาความขัดแย้งการใช้ที่ดินใน พื้นที่ได้ สำหรับชุมชนและประชาชนในพื้นที่ ส่วนใหญ่ในพื้นที่ศึกษาพบว่ามีความเข้มแข็ง สนใจการรวมตัว ร่วมมือกันในรูปแบบต่าง ๆ แต่ยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินตามกฎหมายและหน้าที่ซึ่งควรต้องมีมาควบคู่ไปกับสิทธิ รวมทั้งการเคลื่อนไหวในบางครั้งที่ อาจขัดต่อกฎหมายของบ้านเมือง ข้อเสนอระบบการจัดการที่ดินในระดับท้องถิ่น ประกอบด้วยประเด็นที่สำคัญ คือ การปรับปรุงกฎหมาย นโยบาย และแนวทาง การจัดการของภาครัฐให้มีช่องทางที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน และประชาชนในพื้นที่สามารถเข้ามีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่จะจัด การที่ดินในท้องถิ่นของตนตามความต้องการใช้ประโยชน์ ให้ที่ดินตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของส่วนใหญ่ในท้องถิ่น การให้ความ รู้และถ่ายโอนภารกิจด้านการจัดการที่ดินและทรัพยากรให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มเติมจากที่มีการถ่ายโอนไปแล้ว การเร่งรัดปรับ ปรุงแนวเขตและระบบสิทธิในที่ดินเป็นอยู่ในปัจจุบันให้มีความชัดเจนและมีความเป็นเอกภาพ เพราะเป็นสาเหตุของความขัดแย้งเกี่ยวกับ ที่ดินในหลายกรณี การสร้างช่องทางเชื่อมต่อระหว่างชุมชนและประชาชนในพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับหน่วยงานระดับนโยบาย และระดับปฏิบัติของรัฐระบบข้อมูลข่าวสารควรเป็นข้อมูลการติดต่อสองทาง ข้อเสนอแนะของการศึกษา ประกอบด้วย การใช้ช่องทางคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนากฎหมาย เพื่อแก้ไข ปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ หรือล้าสมัยไม่สอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ให้มีนโยบายที่ชัดเจนในการกระจายอำนาจบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติแก่ท้องถิ่น ควรเร่งรัดการดำเนินงานของกระทรวงต่าง ๆ ที่ได้รับ มอบหมายให้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2546 เรื่อง ผลการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินของชาติ และควรจัดทำโครงการนำร่องให้ท้องถิ่นและชุมชนมีส่วนในการบริหารจัดการที่ดินโดยมอบหมายให้ทำการสำรวจประเมินทรัพยากรที่ดินและ ทรัพยากรธรรมชาติบนที่ดิน ทำการวางผังการใช้ที่ดินเพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ วางกฎเกณฑ์การใช้ที่ดินของสมาชิกในชุมชนเป็น ข้อตกลงยอมรับร่วมกัน โดยให้สิทธิการใช้ควบคู่ไปกับหน้าที่และความรับผิดชอบ และการจัดตั้งคณะผู้สอบสวนไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านที่ดิน เพื่อป้องกันมิให้ปัญหาลุกลามต่อไป การศึกษาการจัดการที่ดินระดับท้องถิ่นในพื้นที่ภาคเหนือ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบมีส่วนร่วม ศึกษาในพื้นที่ 7 หมู่บ้าน เขตอำเภอบ้านโฮ่ง และกิ่งอำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระบบการจัดการที่ดินของชุมชน ท้องถิ่น ตั้งแต่เงื่อนไขและแนวคิดของการพัฒนาระบบ ผลของการนำระบบไปใช้ และประเมินเปรียบเทียบกับระบบการบริหารจัดการของ รัฐ เพื่อพัฒนาเป็นข้อเสนอในการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการที่ดินของรัฐในระดับนโยบายต่อไป ผลการศึกษาพบว่า ระบบการจัดการที่ดินในท้องถิ่น ได้รับการพัฒนาขึ้นมาท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งในการจัดการที่ดินระหว่าง ชาวบ้าน กับนายทุนและรัฐ โดยชาวบ้านพยายามร้องเรียนให้รัฐตรวจสอบว่าการออกเอกสารสิทธิ์ของนายทุนมิชอบด้วยกฎหมาย แต่ข้อ เรียกร้องของชาวบ้านไม่ได้รับการตอบสนอง ชาวบ้านจึงเข้าไปดำเนินการ “ปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน” โดยการจัดสรรกันเข้าทำประโยชน์ใน ที่ดินที่นายทุนถือกรรมสิทธิ์ แต่ปล่อยรกร้างว่างเปล่านานนับสิบปี ชุมชนอ้างสิทธิ์เหนือที่ดินตามจารีตประเพณี และนำหลักการจัดการตาม จารีตประเพณีมาผลิตซ้ำเพื่อใช้ในการจัดการที่ดินโดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงในการถือครองที่ดิน ผลของการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน นั้น ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการทำเกษตรในที่ดินเหล่านั้น มีที่ดินเพื่อประโยชน์สาธารณะ และมีการเรียนรู้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ มากมาย อย่างไรก็ตามมีชาวบ้าน 70 คน ในพื้นที่เหล่านี้ที่ถูกนายทุนแจ้งความเพื่อจับกุมดำเนินตามกฎหมาย เงื่อนไขในการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืนโดยชุมชนนั้น ได้แก่ การเข้าร่วมขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม การมีชุมชนเข้มแข็ง การมีระบบเศรษฐกิจในครัวเรือนที่มั่นคง และจำเป็นจะต้องได้รับการสนับสนุนทางนโยบายจากรัฐ การประเมินเปรียบเทียบ พบว่า ระบบการจัดการที่ดินของรัฐ ได้แก่ การให้กรรมสิทธิ์เอกชนและกระจายที่ดินโดยโครงการจัด ที่ดินผืนใหญ่ เป็นการจัดการเชิงเดี่ยว ซึ่งเปลี่ยนอำนาจที่เคยอยู่ในมือของชุมชนท้องถิ่น ไปสู่อำนาจของรัฐ แต่ระบบนั้นไม่สอดคล้องกับ สภาพภูมิศาสตร์วัฒนธรรมของท้องถิ่น เปิดช่องให้มีการทุจริต คอรัปชั่นได้ง่าย ผลที่เกิดขึ้นได้ทำให้ที่ดินกระจุกตัวอยู่ในมือคนรวย ที่กว้าง ซ้อกักตุนเพื่อเก็บกำไร ส่วนระบบการจัดการที่ดินโดยชุมชน พัฒนาขึ้นมาภายใต้สภาพความเป็นจริง อิงอยู่กับอำนาจของชุมชน ใช้ระบบ การจัดการเชิงซ้อน มีความยืดหยุ่น และสอดคล้องกับจารีตประเพณี มีระบบกระจายการเจ้าถึงที่ดินอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมเพื่อ ประโยชน์ในการผลิต ไม่ใช่การกักตุนเก็งกำไรทางการค้า การศึกษาวิจัย ในโครงการศึกษาระบบการจัดการที่ดินในระดับท้องถิ่นภาคใต้ เป็นการศึกษากรณีปัญหาในพื้นที่ท่องเที่ยว เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความจำเพาะของประเด็นปัญหา อันไม่อาจนำเอาบทเรียนหรือข้อสรุปจากการแก้ปัญหาที่ดินในลักษณะอื่น ๆ มาใช้ได้ โดยผู้วิจัยเลือกพื้นที่ชุมชนหาดแสนสุข ตำบลรัษฎา พื้นที่หาดบางเทา ตำบลเชิงทะเล จังหวัดภูเก็ต และพื้นที่ตำบลเกาะสุกร จังหวัดตรัง เป็นพื้นที่วิจัย ในการวิจัยเพื่อค้นหารูปแบบการจัดการที่ดินโดยท้องถิ่นนี้ ดำเนินการไปท่ามกลางข้อขัดแย้งในพื้นที่ระหว่างชุมชนผู้บุกรุกที่รัฐ ฝ่ายหนึ่ง กลุ่มทุนผู้บุกรุกที่รัฐฝ่ายหนึ่ง หน่วยงานรัฐเจ้าของพื้นที่ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องอีกฝ่ายหนึ่ง โดยมีองค์กรภายนอกอีกหลายฝ่าย ทั้งใน ระดับพื้นที่และระดับชาติ ทั้งที่เป็นหน่วยงานรัฐ สื่อมวลชน และองค์กรพัฒนาเอกชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา โดยลักษณะปัญหา ของพื้นที่มีความยืดเยื้อในกรณีหาดแสนสุข มีลักษณะขัดแย้งรุนแรงในพื้นที่หาดบางเทา และมีลักษณะก่อตัวเริ่มต้นในกรณีเกาะสุกร ฝ่ายที่เกี่ยวข้องพยายามแสวงหาทางออกตลอดมา โดยผู้ต้องการใช้พื้นที่พยายามสร้างความมั่นคงในการครอบครองที่ดิน เช่น ชุมชนพยายามขอเช่าที่จากรัฐ กลุ่มทุนอ้างสิทธิหรือขอออกเอกสารสิทธิ ขณะที่หน่วยงานรัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีบทบาทใน การพยายามแก้ปัญหาท่านกลางสถานการณ์ที่ยังไม่มีทางออกจากปัญหาที่เป็นระบบชัดเจน ผลจากการวิจัยพบว่า ชุมชนมีทัศนคติต่อที่ดินเปลี่ยนไป โดยเน้นการใช้ที่ดินเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจส่วนบุคคล มากกว่าการ จัดการที่ดินเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ หรือการใช้ในทางสังคมวัฒนธรรม ซึ่งเป็นไปตามกระแสธุรกิจการท่องเที่ยว ที่ทำให้ที่ดินมีมูลค่า เพิ่มจากปกติสูงมากและเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ แต่ละชุมชนพยายามเสนอทางออกในการจัดการที่ดิน โดยชุมชนหาดแสนสุขเสนอให้มีโฉนดร่วมของชุมชน ภายใต้การ บริหารจัดการของชุมชนเอง ชุมชนหาดบางเทาเสนอให้ อบต. เข้ามาบริหารจัดการ โดยชุมชนเข้ามาใช้ประโยชน์ร่วม ผ่านสิทธิการเช่าเป็น รายบุคคลขณะที่เกาะสุกรเสนอให้มีโฉนดร่วมของชุมชน โดยการจัดการร่วมกันระหว่าง อบต. กับชุมชนทั้งหมดเป็นข้อเสนอเชิงหลักการ ยังไม่ได้ลงรายละเอียด การวิจัยครั้งนี้ ทำให้เห็นได้ว่าการจัดการที่ดินในพื้นที่ท่องเที่ยว จำเป็นต้องมีนโยบายเฉพาะที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความสอด คล้องตอบสนองประโยชน์ทั้งต่อการท่องเที่ยว การป้องกันปัญหามลภาวะ การเคารพสิทธิ และผลประโยชน์ของชุมชนไปพร้อมกัน ทั้งนี้ ในส่วนของชุมชน จำเป็นต้องมีมาตรการสร้างพลังเสริมความเข้มแข็ง เพื่อให้มีศักยภาพในการจัดการดูแลที่ดินได้อย่างเหมาะสม ภายใต้ รูปแบบการจัดการที่หลากหลาย วิธีการศึกษาในบทรายงานนี้ใช้วิธีการศึกษาโดยการจัดประชุมกลุ่มประชาชนผู้ให้ข้อมูลใน 3 พื้นที่ศึกษา แบ่งเป็น 4 เวที เวทีละ ประมาณ 30-50 คน และการสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายราชการ ผู้อาวุโสในชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน เป็นต้น แนวคิดสำคัญสำหรับการทำการศึกษานี้เพื่อการตรวจสอบว่าทิศทางการพัฒนาประเทศที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ที่ดิน ในภูมิภาคอย่างไรบ้าง เพื่อเป็นบทเรียนสำหรับการพัฒนาในพื้นที่อื่นต่อไป ในส่วนที่เป็นภาพรวมและสถานภาพของพื้นที่ศึกษานั้นพบว่า “ภูมิภาคตะวันออก” เป็นพื้นที่ที่มีลักษณะพิเศษหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และการใช้พื้นที่นี้เพื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของรัฐหลายสมัยที่ผ่านมา กล่าวได้ว่า “ภาคตะวันออกเป็นเหยื่อของกระแสการพัฒนา” มาตลอดช่วงประวัติศาสตร์การพัฒนาประเทศหลายยุคหลายสมัยเริ่มตังแต่ยุคของการทำ อุตสาหกรรมป่าไม้ ป่าตะวันออกที่เป็นผืนป่าที่ลุ่มต่ำที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงสุดผืนสุดท้ายของประเทศถูกทำลายลงอย่างราบคาบต่อ เนื่องจากผืนป่าที่ลุ่มต่ำภาคกลางที่ถูกทำลายลงก่อนหน้านั้น ตามมาด้วยนโยบายการส่งเสริมพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวโดยเฉพาะอย่างยิ่งอ้อย มันสำปะหลัง และสับปะรด ภาคตะวันออกเป็นภูมิภาคแรกที่ถูกใช้เพื่อสนองนโยบายนี้ และสุดท้ายก็คือ “โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเล ตะวันออก (Eastern Seaboard Development Program)” เมื่อพื้นที่ภาคตะวันออกทั้ง 8 จังหวัดถูกประกาศให้เป็นเขตพัฒนาอุตสาหกรรม รวมทั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นที่ตามมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงกุ้งทะเลตลอดแนวชายฝั่งตั้งแต่อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา จรดจังหวัดตราด ซึ่งมีพื้นที่ที่ถูกทิ้งร้างนับแสนไร่หลังการล่มสลายของการเลี้ยงกุ้งทะเล พื้นที่กว่า 500,000 ไร่ ถูกใช้ เพื่อการปลูกยูคาลิปตัสเป็นวัตถุดิบสนองโรงงานผลิตกระดาษและเยื่อกระดาษในพื้นที่ หากนับว่ากระแส “การตื่นที่ดิน” เริ่มต้นเมื่อประมาณปี 2530 แล้ว ภูมิภาคตะวันออกเกิดกระแสการตื่นที่ดินก่อนหน้านั้นถึง 6 ปี เป็นอย่างน้อยคือ ก่อนและหลังปี 2524 ที่รัฐบาลประกาศให้ภาคตะวันออกเป็นเขตการพัฒนาอุตสาหกรรม ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงการและลักษณะการจัดการที่ดินของชุมชนนั้น พบว่า การใช้พื้นที่ภูมิภาคตะวันออกเป็นฐานของ การพัฒนาต่อเนื่องมาถึงสองยุค ส่งผลให้เกิดการทำลายโครงสร้างทางวัฒนธรรมของชุมชนอย่างทั่วด้านแม้กระทั่งโครงสร้างการจัดการที่ดิน ของชุมชน การพัฒนากระแสหลักยังส่งผลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตกอยู่ในกระแสดังกล่าวด้วย อิทธิพลท้องถิ่น กลุ่มทุน และองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นกลายเป็นคนกลุ่มเดียวกันที่เอื้อประโยชน์ต่อกัน แต่ด้วยสถานการณ์ปัญหาที่รุนแรงและประชาชนไม่สามารถพึ่งพากลไก รัฐได้ ส่งผลให้ประชาชนต้องรวมกลุ่มกันแก้ปัญหาของตนเกิดเป็นขบวนการภาคประชาชนที่ค่อนข้างเข้มแข็งและที่มีลักษณะพิเศษกว่า ภูมิภาคอื่นก็คือ เป็นขบวนการภาคประชาชนที่ไม่มีองค์กรพัฒนาเอกชนให้การสนับสนุนเลย ประสบการณ์การต่อสู้ของพวกเขาอย่างยาว นานส่งผลให้ประเด็นข้อเรียกร้องก้าวพ้นมิติของท้องถิ่นไปแล้ว สถานการณ์ทั่วไปปัจจุบันของชุมชน คือ การถูกอิทธิพลของการพัฒนากระแสหลักเข้าครอบงำอย่างสิ้นเชิงทั้งในทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ศักยภาพของชุมชนไม่มีความเข้มแข็งพอที่จะจัดการปัญหาที่รุนแรงและส่งผลอย่างกว้างขวางได้ ฐานทรัพยากรของ ชุมชนถูกแบ่งปันและแย่งชิงจากลุ่มทุนใหม่ที่ได้รับการส่งเสริมในทุกด้านจากรัฐ ส่งผลต่อการสูญเสียอาชีพ การสูญเสียที่ดินทำกินอย่างไม่ เป็นธรรม การแย่งชิงทรัพยากร คุณภาพชีวิตที่เสื่อมทรามลงเนื่องเพราะปัญหามลพิษอุตสาหกรรมรอบตัว เหล่านี้กำลังเป็นปัญหาเฉพาะ หน้าที่ประชาชนในพื้นที่ศึกษาทั้ง 4 แห่งกำลังเผชิญอยู่อย่างยากลำบาก ในการประเมินพื้นที่ทำการศึกษาแบบเร่งรัดนั้น มีข้อค้นพบที่น่าสนใจสองประการ คือ ประการแรก ปัญหาความขัดแย้งใน พื้นที่ศึกษาทั้ง 3 แห่ง ไม่พบว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีบทบาทต่อการแก้ปัญหาหรือคลี่คลายปัญหา และในทางตรงกันข้ามองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นกลับเป็นผู้ก่อปัญหาความขัดแย้งกับประชาชนในพื้นที่เสียเอง เนื่องเพราะปัญหาเชิงโครงสร้างอำนาจในท้องถิ่นที่สลับ ซับซ้อน ประการที่สอง เป็นปัญหาที่เกิดจากโครงสร้างทางนโยบายของรัฐบาลที่ส่งผลต่อชุมชนท้องถิ่นทั้งสิ้น เป็นปัญหาที่ยากแก่การแก้ไข ให้สำเร็จได้ในเฉพาะที่เฉพาะแห่ง แต่ในทางตรงกันข้ามก็พบว่ารูปแบบ แนวทาง และข้อเสนอแนะจากภาคประชาชนในการแก้ปัญหานั้นมี คุณค่าต่อการศึกษาในระยะต่อไป สำหรับภาพรวมการศึกษาการวางแผนการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินแบบมีส่วนร่วมนั้น มีข้อค้นพบที่น่าสนใจสามประการคือ ประการแรก ประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นที่จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นแกนกลางในการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดิน เนื่องเพราะไม่ แน่ใจในบทบาทของกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่นที่มีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประการที่สอง หากได้มาซึ่งที่ดิน แห่งใหม่ประชาชนไม่ต้องการที่จะมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแบบเดิม (ซื้อขายได้) หากต้องการเพียงสิทธิครอบครองที่เป็นมรดกทอดสู่ลูกหลายได้ เท่านั้น (ซื้อขายไม่ได้) ซึ่งเป็นมิติใหม่ที่เกิดจากการสรุปบทเรียนของสาเหตุแห่งการสูญเสียที่ดินที่ผ่านมาที่การขายที่ดินไม่ได้ทำให้ชีวิตของ พวกเขาดีขึ้นแต่ประการใด และประการสุดท้ายคือ ชุมชนประมงชายฝั่งไม่มีความคิดที่จะย้ายถิ่นแม้ว่าจะมีที่ดินแห่งใหม่ที่รัฐจะจัดสรรให้ เปล่าก็ตาม พวกเขาต้องการอยู่ในที่ดินเดิมแม้จะต้องเช่าอยู่ก็ตาม แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ที่ดินมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับวิถีการผลิต ของประชาชน ในสายตาของคนทั่วไปแล้ว ภาคตะวันออกเป็นภาคที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งในด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว มีท้องทะเล ชายหาด และหมู่เกาะที่สวยงามไม่แพ้ภูมิภาคอื่นของประเทศ มีถนนและระบบถนนชั้นเยี่ยม มีระบบสาธารณูปโภคชั้นยอด ของประเทศถนนแห่งความเจริญทั้งหลายมุ่งสู่ภาคตะวันออก แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปปัญหาทั้งหลายเริ่มปรากฏโดยเฉพาะอย่างยิ่งความทุกข์ ยากของประชาชนที่นี่ไม่ต่างจากภูมิภาคอื่น หนี้สินภาคการเกษตรสูงกว่าภาคอื่น ทำไมเป็นเช่นนั้น รายงานการศึกษานี้คงไม่สามารถตอบคำถามได้ทั้งหมด แต่ “ที่ดิน” เป็นตัวชี้วัดอย่างสำคัญในกระแสการพัฒนายุคปัจจุบันที่ที่ดิน มิใช่เป็นแค่ “ปัจจัยการผลิต” เหมือนเช่นในยุคเกษตรกรรมอีกต่อไปเท่านั้น แต่ที่ดินได้กลายเป็น “ทุน” ไปแล้วในยุคปัจจุบัน ที่ดินคือ ปัจจัยพื้นฐานของการพัฒนา การศึกษาเรื่องที่ดินคงเป็นคำตอบได้หลายส่วนว่าเป็นเพราะอะไรภาคตะวันออกจึงมิใช่เป็นอย่างที่คนส่วนใหญ่ มองเห็นเพียงแค่กายภาพ การศึกษาระบบการจัดการที่ดินในระดับท้องถิ่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาที่สำคัญ ก็คือ 1) เพื่อศึกษานโยบายและโครงสร้างการบริหารจัดการที่ดินของภาครัฐ การวางแผนการจัดการการใช้ประโยชน์ที่ดิน ตลอดจนระบบกรรม สิทธิ์และกรรมสิทธิ์ในที่ดินต่อเนื่องจากการศึกษาการถือครองที่ดินและใช้ประโยชน์ที่ดิน 2) เพื่อศึกษาการจัดการที่ดินแต่ละประเภทใน ท้องถิ่น ภายใต้กรอบของกฎหมาย และองค์กรที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยคัดเลือกพื้นที่ทำเป็นกรณีศึกษา 3) วิเคราะห์กระบวนการจัดการที่ดิน ในระดับท้องถิ่นและการมีส่วนร่วมของชุมชนและสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา เช่น การบุกรุกที่ดินของรัฐการไร้ที่ดินทำกิน การใช้ที่ดินไม่ เหมาะสมเศรษฐกิจ สังคม และกฎหมาย โดยมีพื้นที่เป้าหมายในการศึกษา 3 ตำบลใน 3 อำเภอ คือ ตำบลโนนข่า อำเภอพล ตำบลวังสวาป อำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น และตำบลศรีสงคราม จังหวัดนครพนม จากผลการศึกษา พบว่า สภาพปัญหาพื้นฐานที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงใช้ประโยชน์ที่ดินของท้องถิ่นทั้ง 3 พื้นที่ที่สำคัญ 9 ประการ ด้วย คือ 1) ขนาดประชากรของชุมชนเพิ่มมากขึ้น ทั้งจากอัตราการเกิด และการอพยพย้ายถิ่นเข้ามาอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น 2) การพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานด้านการคมนาคม ทำให้การอพยพย้ายถิ่นของประชากร การเคลื่อนย้ายเทคโนโลยี และระบบทุนเข้าถึงชุมชนได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้รูปแบบการผลิตทางการเกษตรเพื่อการค้าเข้ามาทดแทนระบบการผลิต และการใช้ที่ดินแบบยังชีพของชุมชนในอดีต และมีการ ขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มมากขึ้น 3) อุตสาหกรรม และนโยบายการให้สัมปทานทำไม้ มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ของท้องถิ่นในช่วงหลังการสัมปทานไม้ เพราะป่าไม้ขนาดใหญ่ถูกทำลายจึงมีความสะดวกในการบุกเบิกพื้นที่เพาะปลูก และต่อมามีประชากร อพยพย้ายเข้าไปจับจอง 4) นโยบายความมั่นคง พบในพื้นที่ตำบลวังสวาป ที่มีการส่งเสริม และสนับสนุนให้เกษตรกรบุกเบิกพื้นที่ป่าใน พื้นที่เพื่อต่อสู้กับภัยคอมมิวนิสต์ 5) นโยบายรัฐในการจัดการที่ดินและป่าไม้ พบทั้งกรมป่าไม้ (คจก. และป่าอนุรักษ์) สำนักงานการปฏิรูป ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ซึ่งมีผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์ที่ดินของท้องถิ่นค่อนข้างสูง เพราะการใช้อำนาจรัฐเข้าไปจัดการตาม กฎหมาย มีผลกระทบต่อขนาดการถือครองที่ดินเปลี่ยนแปลง และรูปแบบการดำเนินชีวิตของชุมชน พบทั้งในพื้นที่ตำบลวังสวาป และตำบล ศรีสงคราม 6) นโยบายการกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่น พบในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะบทบาทหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่มีบทบาทในการจัดการทรัพยากรดินและที่ดินสาธารณะของท้องถิ่นที่มีเกษตรกรบุกรุกครอบครอง และบางแห่งมีชุมชนใช้ประโยชน์ ร่วมกัน จึงมีความขัดแย้งในสิทธิการใช้สอยเกิดขึ้น 7) การค้าและเก็งกำไรที่ดิน พบในช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540 ที่มีการระดมซื้อ ที่ดินเพื่อการเก็งกำไรทำให้ที่ดินเปลี่ยนมือค่อนข้างสูง 8) ภาวะหนี้สินของเกษตรกรจากการเป็นหนี้สินทั้งใน และนอกระบบ ต่อมาประสบ ความล้มเหลวในการผลิตจากภาวะความเสี่ยงทางธรรมชาติและตลาดจะพบในทุกพื้นที่และเป็นสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนมือที่ดินจาก เกษตรกรสู่ผ้าค้า และเก็งกำไร 9) การส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากการเกษตร เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนสำคัญต่อ การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินของท้องถิ่น พบในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมน้ำตาลในพื้นที่ขอนแก่น และอุตสาหกรรมการ เกษตรแบบครบวงจรในพื้นที่ตำบลศรีสงคราม ที่เป็นปัจจัยหนึ่งของการสูญเสียที่ดินของเกษตรกรทั้งจากภาวะหนี้สินผูกพันกับบริษัทและการ ค้าที่ดิน ดังนั้น จากสภาพปัญหาเชิงพัฒนาการในการใช้ประโยชน์ที่ดินของท้องถิ่นข้างต้น จึงเป็นมูลเหตุพื้นฐานของรูปแบบปัญหาความ ขัดแย้งในการจัดการทรัพยากรดิน และที่ดินในระดับท้องถิ่น และจากการศึกษาพบว่าในพื้นที่ทั้ง 3 แห่ง สามารถจำแนกรูปแบบความขัดแย้ง ได้ 5 รูปแบบ คือ 1) รัฐกับชุมชน ในพื้นที่ตำบลวังสวาป (กรมป่าไม้) และตำบลศรีสงคราม (สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)) 2) องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นกับชุมชนพบในพื้นที่ตำบลโนนข่า และศรีสงคราม 3) ชุมชนกับชุมชน พบในพื้นที่ตำบลโน่นข่า และตำบลศรีสงคราม 4) เกษตรกรรายย่อยกับชุมชน พบในทุกพื้นที่ 5) เกษตรกรรายย่อยกับเกษตรรายย่อย พบในทุกพื้นที่ 5) เกษตรกรราย ย่อยกับธุรกิจอุตสาหกรรม พบในพื้นที่ตำบลศรีสงคราม (อุตสาหกรรมเกษตรแบบครบวงจร) และวังสวาป (อุตสาหกรรมน้ำตาล และการ ระเบิดย่อยหิน) ด้วยเหตุดังกล่าวพบว่า แนวทางการจัดการที่ดิน และกระบวนการการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นมีความสำคัญ และมีประสิทธิภาพใน การจัดการปัญหาความขัดแย้งในการจัดการที่ดินซึ่งจะพบในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้องค์ความรู้ วัฒนธรรมชุมชน และมาตรการ ทางสังคมเป็นกลไกการจัดการความขัดแย้งที่ดินค่อนข้างมีประสิทธิภาพสูง แม้ว่าจะมีความแตกต่างกันในรายละเอียดวิธีการ และขั้นตอนใน แต่ละพื้นที่ โดยภาครัฐ และเอกชนเข้ามามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสนับสนุนกลไกในท้องถิ่นให้มีขีดความสามารถในการบริหารจัดการ ที่ดินของท้องถิ่นมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้น จากสภาพปัญหาความขัดแย้ง ประสิทธิภาพขององค์กร และรูปแบบที่เป็นกลไกในกระบวนการจัดการที่ดินของ ท้องถิ่นใน 3 พื้นที่ สามารถสรุปแบบจัดการที่ดินในระดับท้องถิ่นได้ 3 รูปแบบด้วยกัน คือ 1) การจัดการที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมกับการ อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน 2) การจัดการที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมกับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ทรัพยากรประมงของท้องถิ่น และการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน 3) การจัดการที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมกับการอนุรักษ์ การฟื้นฟูทรัพยากร ป่าไม้ของท้องถิ่นและการพัฒนาด้านอาชีพเกษตรกรรมที่ยั่งยืนของชุมชน โดยทั้ง 3 รูปแบบมีองค์ประกอบ และปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญต่อการ จัดการที่ดิน ก็คือ 1) การมีส่วนร่วมของท้องถิ่น 2) การสร้างกฎระเบียบในการใช้ทรัพยากรท้องถิ่น 3) การพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ 4) การสนับสนุนทรัพยากรต่าง ๆ จากปัจจัยภายนอกทั้งภาครัฐ และเอกชน และ 5) การประยุกต์องค์ความรู้วัฒนธรรมชุมชน และมาตรการ ทางสังคมในการควบคุมติดตาม ตรวจสอบการบริหารจัดการที่ดินของท้องถิ่น ในการศึกษาครั้งนี้มีข้อเสนอแนะแนวทางในการจัดการที่ดินของท้องถิ่นที่สำคัญ คือ 1) ภาครัฐจำเป็นต้องมีแนวนโยบายในการ ส่งเสริมกระบวนการการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นในการจัดการที่ดินในทุกระดับที่ชัดเจน 2) ภาคีพัฒนาที่เกี่ยวข้องจากภายนอกทั้งภาครัฐ และ เอกชนควรให้การส่งเสริม และสนับสนุนองค์กร หรือกลไกในท้องถิ่น เพื่อพัฒนาขีดความสามารถ และประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ที่ดินทั้งในด้านวิชาการ และทรัพยากรอื่น ๆ ที่จำเป็น 3) ควรมีการศึกษานำองค์ความรู้ วัฒนธรรมชุมชน และมาตรการทางสังคมให้เป็นกลไก ในการจัดการปัญหาความขัดแย้ง การจัดการที่ดินของท้องถิ่น 4) นโยบายรัฐ จำเป็นต้องตระหนักถึงหลักการสิทธิชุมชนในการจัดการ ทรัพยากรดิน และที่ดินของท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น ถึงอย่างไรก็ตาม ควรจะมีการศึกษารูปแบบ และกระบวนการจัดการปัญหาความขัดแย้งที่ดิน ของท้องถิ่นรูปแบบต่าง ๆ ในระยะยาว เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้รับมาใช้เป็นแนวทางในการจัดการปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น The study of land management systems was prompted by the observation of the increasing incidents of land use conflicts and the diversity of the problems. There was thus a need to study the nature of the land use conflicts which focus on the relationship between land resources and local management systems. The underlying notion is that better understanding of the issues would reduce the 5 areas of land use conflicts, namely conflicts between State and the people, competition between the current and future uses of land resources, the conflict between environmental and economic objectives of land use, the conflict between the need for land resources for social versus economic objectives and lastly the use of land resources to satisfy social needs which might not be compatible with environmental concerns. The objective of this study is to use the findings and insights from case studies in the various areas in the Regions of Thailand, namely the Northern, Northeastern, Eastern, Central and South to develop models for the management of land resources. The study was conducted with the inputs of local researchers in each Region. Among the major findings are that policy and the legal framework on forestry and land resource issues were not compatible with the ways of life of the people. In many areas, the people have challenged the claims of the State and restrictions of access to some of the land owned by the State have been the major cause of land use conflicts. Other major causes arose from the lack of transparency in the issuing of land documents, the problems of rising debts of the farmers due partly to the increasingly monetized economy. Other facets of the problem included land concentration and the adverse environmental impacts from land use such as continued deforestation and declining and quality of forestry resources, the destruction of coastal resources as well as the general degradation. Case studies showed that problems of landlessness and perception of unfair and differential treatment have led, in many cases, to the creation of social networks and the strengthening of local communities. Stakeholders who have a part in addressing land issues included various public agencies, local governments and local communities. Public agencies with clearly defined mandates have shown themselves to be competent in executing their tasks in the areas under their jurisdiction. Local governments elected by the people in general have an understanding of their responsibilities and can draw upon the existing legal provisions to undertake their duties and address problems of land related conflicts. Most of the local communities in the case study areas were interested in organizing themselves to address their problems. They nevertheless appeared to lack a clear understanding of the legal rights on various types of land. In social movements of various forms, it was not always clear that the local people understood that rights and entitlements must necessarily come with responsibilities. Some of the movements and creation of pressure groups have oftentimes been direct violation of the law. To improve and create a system for land resources management at the local level, among the prerequisites are the improvement of the legal and the policy framework as well as current system of State-dominated land management to open up channels for involvement of the local governments and the local communities. This will allow the people to participate in the decision making process over the management of land resources in ways that are consistent with the various contending needs. Providing the necessary information and transfer of additional responsibilities to local authorities are also seen as necessary accompaniments. Also of critical importance is the need to accelerate the verification of boundaries and clarification on various forms of land rights since these have been shown to be among the fundamental causes of land conflicts. Of comparable importance to supporting local-to-local community linkages is the need to foster linkages between local authorities with public agencies at the policy level as well as at the implementation level. In principle, communication should be two ways. The study recommends that the National Committee on Improvement of the Laws should be used as a channel for amending the laws and regulations that are no longer consistent with the Constitution or which are no longer relevant to the prevailing social and economic situations. There should be greater clarity over the policy to decentralize the authority on the management of natural resources to the local communities. On June 3,2003, public agencies have assigned by the Cabinet to undertake the responsibilities based on recommendations of the Workshop on Addressing the National Land Management Problems. These should initiate pilot projects that involve the participation of local communities in surveying land and resources for the purpose of designing a land use plan for utilization and conservation, develop rules and regulation for land use that are recognized by members of the local communities. The Study emphasize the principle that recognition of rights should come with acceptance of responsibilities and propose the creation of a dispute settlement committee as a mechanism to settle land conflicts.

บรรณานุกรม :
วารินทร์ วงศ์หาญเชาว์ . (2549). โครงการศึกษาระบบการจัดการที่ดินในระดับท้องถิ่น.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
วารินทร์ วงศ์หาญเชาว์ . 2549. "โครงการศึกษาระบบการจัดการที่ดินในระดับท้องถิ่น".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
วารินทร์ วงศ์หาญเชาว์ . "โครงการศึกษาระบบการจัดการที่ดินในระดับท้องถิ่น."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2549. Print.
วารินทร์ วงศ์หาญเชาว์ . โครงการศึกษาระบบการจัดการที่ดินในระดับท้องถิ่น. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2549.