| ชื่อเรื่อง | : | การผลิตพันธุ์ปูม้าและการเลี้ยงปูม้า (Portunus pelagicus Linnaeus) เชิงพาณิชย์ |
| นักวิจัย | : | วารินทร์ ธนาสมหวัง |
| คำค้น | : | Portunus pelagicus Linnaeus , การผลิตพันธุ์ปูม้า , การเลี้ยงปูม้าเชิงพาณิชย์ |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2550 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4520018 , http://research.trf.or.th/node/3465 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | โครงการวิจัย “การผลิตพันธุ์และการเลี้ยงปูม้าเชิงพาณิชย์” มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี การผลิตพันธุ์ปูม้าเชิงพาณิชย์ พัฒนาอาหารสำเร็จรูปสำหรับการเลี้ยงปูม้าเชิงพาณิชย์ และพัฒนา เทคโนโลยีการเลี้ยงปูม้าเชิงพาณิชย์ ตลอดจนถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากการวิจัยให้แก่เกษตรกร การดำเนินงานของโครงการแบ่งออกเป็น 8 กิจกรรม กิจกรรมที่ 1 การฟักไข่ปูม้าจากตับปิ้งที่หักจากปูไข่นอกกระดอง การศึกษาในกิจกรรมนี้เพื่อหาวิธีการลำเลียงตับปิ้งไข่ปูจากโรงต้มปูและแกะเนื้อที่ตำบลบางแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงครามมายังโรงเพาะฟักของศูนย์ฯสมุทรสาคร และการบ่มฟักไข่ปูที่เหมาะสม เพื่อให้ไข่ปูที่เกาะติดกับตับปิ้งที่ลำเลียงมาได้รับความกระทบกระเทือนหรือเสียหายน้อยที่สุด และลูกปูที่ฟัก ออกจากไข่ สมบูรณ์และแข็งแรงที่สุดสำหรับใช้เป็นแหล่งพันธุ์ในการผลิตพันธุ์ปูม้า ปริมาณการลำเลียงตับปิ้งไข่ปูม้าต่ออัตราการฟัก การศึกษาปริมาณการลำเลียงตับปิ้งไข่ปูต่ออัตราการฟักโดยดำเนินการทดลอง 3 ครั้ง พบว่า ตับปิ้ง ไข่ปูในปริมาณการลำเลียง 4 กก./น้ำทะเล 20 ลิตร ในกล่องโฟมขนาด 35x50x27 ซม. ให้อัตราการฟักเฉลี่ย สูงสุด (75.98±11.79 และ 76.16±11.17% ในการทดลองครั้งที่ 1 และ 2 ตามลำดับ) และแตกต่างจากที่ลำเลียง ในปริมาณ 2, 3, 5, 6 และ 7 กก./น้ำทะเล 20 ลิตร อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) ผลของอุณหภูมิระหว่างการลำเลียงตับปิ้งไข่ปูม้าต่ออัตราการฟัก การศึกษาผลของอุณหภูมิระหว่างการลำเลียงตับปิ้งไข่ปูต่ออัตราการฟักโดยดำเนินการทดลอง 3 ครั้ง การทดลองครั้งที่ 1 เมื่ออุณหภูมิของน้ำลำเลียงตับปิ้งไข่ปูโดยไม่ใส่และใส่น้ำแข็งขนาด 1 กก. จำนวน 1 ก้อน อยู่ที่ 28.0 และ 24.5๐ซ อัตราการฟักเฉลี่ยของไข่ปูสีน้ำตาลในแต่ละชุดการทดลองอยู่ที่ 71.52±8.07 และ 71.64±4.39% ตามลำดับ ซึ่งแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05) การทดลองครั้งที่ 2 เมื่ออุณหภูมิของ น้ำลำเลียงตับปิ้งไข่ปูโดยไม่ใส่และใส่น้ำแข็งจำนวน 1 และ 2 ก้อน อยู่ที่ 30.2, 24.8 และ 21.0๐ซ ตามลำดับ อัตราการฟักเฉลี่ยของไข่ปูสีน้ำตาลจากตับปิ้งไข่ปูที่ลำเลียงโดยใส่น้ำแข็ง 2 ก้อน (64.44±12.15%) สูงกว่าที่ ใส่น้ำแข็ง 1 ก้อน (48.80±15.00%) อย่างไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05) แต่อัตราการฟักเฉลี่ยของไข่ปูจากตับปิ้งไข่ปู ทั้ง 2 วิธีการลำเลียงสูงกว่าที่ไม่ใส่น้ำแข็ง (13.29±5.10%) อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) การทดลองครั้งที่ 3 2 เมื่ออุณหภูมิของน้ำลำเลียงตับปิ้งไข่ปูโดยไม่ใส่และใส่น้ำแข็งจำนวน 1 และ 2 ก้อน อยู่ที่ 27.0, 21.2 และ 18.3๐ซ อัตราการฟักเฉลี่ยของไข่ปูสีเหลืองในแต่ละชุดการทดลองอยู่ที่ 40.20±15.08, 40.95±18.54 และ 57.19±9.45% ตามลำดับ ซึ่งแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05) ผลของการแช่ตับปิ้งไข่ปูม้าในสารละลายโพวิโดนไอโอดีน (povidone iodine) ก่อนการลำเลียงต่ออัตราการ ฟัก การศึกษาผลของการแช่ตับปิ้งไข่ปูในสารละลายโพวิโดนไอโอดีน (povidone iodine : PI) ก่อนการลำเลียงต่ออัตราการฟักโดยดำเนินการทดลอง 3 ครั้ง การทดลองครั้งที่ 1 และ 2 ไข่ปูสีน้ำตาลและสี เหลืองจากตับปิ้งไข่ปูที่แช่ใน PI ความเข้มข้น 200 ppm เป็นระยะเวลา 10 นาที ก่อนการลำเลียง มีอัตราการฟัก เฉลี่ยสูงกว่าไข่ปูจากตับปิ้งไข่ปูที่ไม่แช่และแช่ใน PI ความเข้มข้น 100 ppm อย่างไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05) แต่การทดลองครั้งที่ 3 ไข่ปูสีน้ำตาลจากตับปิ้งไข่ปูที่แช่ใน PI ความเข้มข้น 200 ppm ก่อนการ ลำเลียง (62.16±8.76%) มีอัตราการฟักเฉลี่ยสูงกว่าไข่ปูจากตับปิ้งไข่ปูที่ไม่แช่ (48.78±0.99%) และแช่ใน PI ความ เข้มข้น 100 ppm ก่อนการลำเลียง (34.86±6.60%) อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) ผลของความเค็มของน้ำต่ออัตราการฟักของไข่ปูม้าจากตับปิ้งปูไข่นอกกระดอง การศึกษาผลของความเค็มของน้ำต่ออัตราการฟักของไข่ปูสีน้ำตาลจากตับปิ้งปูไข่นอกกระดองโดย ดำเนินการทดลอง 2 ครั้ง การทดลองครั้งที่ 1 อัตราการฟักเฉลี่ยของไข่ปูที่บ่มฟักในน้ำความเค็ม 35 ppt (66.84±3.93%) สูงกว่าที่บ่มฟักในน้ำความเค็ม 30 ppt (58.31±14.20%) อย่างไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05) แต่อัตราการฟักทั้ง 2 สูงกว่าที่บ่มฟักในน้ำความเค็ม 25 ppt (31.30±3.50%) อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) การทดลองครั้งที่ 2 อัตราการฟักเฉลี่ยของไข่ปูที่บ่มฟักในน้ำความเค็ม 30 ppt (79.56±26.31%) สูงกว่าที่บ่มฟัก ในน้ำความเค็ม 27 ppt (69.23±5.56%) อย่างไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05) แต่สูงกว่าที่บ่มฟักในน้ำความเค็ม 25 ppt (39.66±19.87%) อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) ผลของความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของน้ำต่ออัตราการฟักของไข่ปูม้าจากตับปิ้งปูไข่นอกกระดอง การศึกษาความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของน้ำต่ออัตราการฟักของไข่ปูจากตับปิ้งปูไข่นอกกระดอง โดยดำเนินการทดลอง 3 ครั้ง การทดลองครั้งที่ 1 อัตราการฟักเฉลี่ยของไข่ปูสีน้ำตาลที่บ่มฟักในน้ำที่มี pH 7.5 (69.70±3.80%) และ 8.0 (68.76±10.04%) แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05) แต่อัตราการฟักของ ไข่ปูทั้ง 2 ชุด สูงกว่าที่บ่มฟักในน้ำที่มี pH 8.5 (45.94±19.29%) อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) การทดลอง ครั้งที่ 2 อัตราการฟักเฉลี่ยของไข่ปูสีเหลืองที่บ่มฟักในน้ำที่มี pH 8.0 (70.57±13.25%) สูงกว่าที่บ่มฟักในน้ำที่มี pH 7.5 (37.21±14.05%) และ 8.5 (49.09±7.92%) อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) แต่อัตราการฟักเฉลี่ยของไข่ปูที่บ่มฟัก ในน้ำที่มี pH 7.5 และ 8.5 แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05) การทดลองครั้งที่ 3 อัตราการฟักเฉลี่ยของ ไข่ปูสีน้ำตาลที่บ่มฟักในน้ำที่มี pH 7.5, 8.0, 8.5 และ 9.0 อยู่ที่ 34.59±4.79, 43.15±10.05, 36.97±2.61 และ 48.46±5.40% ตามลำดับ ซึ่งแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05) ผลของความเป็นด่างของน้ำต่ออัตราการฟักของไข่ปูม้าจากตับปิ้งปูไข่นอกกระดอง การศึกษาความเป็นด่าง (alkalinity) ของน้ำต่ออัตราการฟักของไข่ปูจากตับปิ้งปูไข่นอกกระดอง โดยดำเนินการทดลอง 3 ครั้ง การทดลองครั้งที่ 1 และ 3 ไข่ปูสีน้ำตาลและสีเหลืองที่บ่มฟักในน้ำที่มีความเป็นด่าง 3 200 มก./ลิตร มีอัตราการฟักเฉลี่ยสูงกว่าที่บ่มฟักในน้ำที่มีความเป็นด่าง 150 มก./ลิตร อย่างไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05) แต่สูงกว่าที่บ่มฟักในน้ำที่มีความเป็นด่าง 100 มก./ลิตร อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) การทดลองครั้งที่ 2 อัตราการฟักเฉลี่ยของไข่ปูสีเหลืองที่บ่มฟักในน้ำที่มีความเป็นด่าง 100, 150 และ 200 มก./ลิตร แตกต่างกัน อย่างไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05) ผลของการแช่ไข่ปูม้าในสารละลายโพวิโดนไอโอดีน (povidone iodine) ก่อนบ่มฟักต่ออัตราการฟัก การศึกษาผลของการแช่ไข่ปูในสารละลายโพวิโดนไอโอดีน (povidone iodine: PI) ก่อนบ่ม ฟักต่ออัตราการฟัก พบว่า อัตราการฟักเฉลี่ยของไข่ปูสีน้ำตาลหรือสีเหลืองที่ไม่แช่และแช่ใน PI ความ เข้มข้น 100 และ 200 ppm เป็นระยะเวลา 10 นาที ก่อนบ่มฟัก แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05) ปริมาณไข่ปูม้าจากตับปิ้งปูไข่นอกกระดองในการบ่มฟักต่ออัตราการฟัก การศึกษาปริมาณไข่ปูจากตับปิ้งปูไข่นอกกระดองในการบ่มฟักต่ออัตราการฟักโดยดำเนินการทดลอง 4 ครั้ง การทดลองครั้งที่ 1 อัตราการฟักเฉลี่ยของไข่ปูสีน้ำตาลที่บ่มฟักในปริมาณ 4 และ 5 กรัม/น้ำทะเล 1 ลิตร แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05) แต่อัตราการฟักเฉลี่ยของไข่ปูที่บ่มฟักทั้ง 2 ปริมาณ สูงกว่าที่บ่มฟัก ในปริมาณ 6 กรัม/น้ำทะเล 1 ลิตร อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) ส่วนการทดลองครั้งที่ 2 ที่บ่มฟักไข่ปูสี เหลืองในปริมาณ 4, 5 และ 6 กรัม/น้ำทะเล 1 ลิตร การทดลองครั้งที่ 3 ที่บ่มฟักไข่ปูสีเหลืองในปริมาณ 5, 6, 7 และ 8 กรัม/น้ำทะเล 1 ลิตร และการทดลองครั้งที่ 4 ที่บ่มฟักไข่ปูสีเหลืองในปริมาณ 8, 9 และ 10 กรัม/น้ำ ทะเล 1 ลิตร ปรากฏว่า อัตราการฟักเฉลี่ยของไข่ปูสีเหลืองที่บ่มฟักในปริมาณต่างกันในแต่ละการทดลอง แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05) การฟักไข่ปูม้าสีเทาดำจากตับปิ้งปูไข่นอกกระดอง การศึกษาการฟักไข่ปูสีเทาดำจากตับปิ้งปูไข่นอกกระดอง พบว่า ไข่ปูสีเทาดำจากตับปิ้งปูไข่นอก กระดองที่บ่มฟักด้วยวิธีการเดียวกับที่บ่มฟักไข่ปูสีน้ำตาลและสีเหลืองมีอัตราการฟักเฉลี่ยต่ำมากเพียง 5.15% ส่วนไข่ปูสีเทาดำที่บ่มฟักโดยวิธีแขวนตับปิ้งไข่ปูไว้กลางน้ำมีอัตราการฟักระหว่าง 10.11-19.36% กิจกรรมที่ 2 การอนุบาลลูกปูม้า การศึกษาในกิจกรรมนี้เพื่อพัฒนาเทคนิคการอนุบาลลูกปูม้าตั้งแต่แรกฟักในระยะ zoea I จนถึง ระยะ young crab (6-7 วัน หลังจากเข้าระยะ crab) ผลของอาหารต่ออัตรารอดตายและการเจริญเติบโตของลูกปูม้า การศึกษาผลของอาหารต่ออัตรารอดตายและการเจริญเติบโตของลูกปูแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ช่วงระยะ zoea I ถึง zoea IV และช่วงระยะ zoea IV (ตอนปลาย) ถึง young crab การทดลองกับลูกปูระยะ zoea I ถึง zoea IV ดำเนินการ 5 ครั้ง การทดลองครั้งที่ 1 ลูกปูที่ให้ Chaetoceros และโรติเฟอร์ 2 วัน ก่อนให้ร่วมกับตัวอ่อนไรน้ำเค็มมีอัตรารอดตายเฉลี่ย (27.84±5.93%) และ ขนาดเฉลี่ยใหญ่กว่าที่ให้ Chaetoceros และโรติเฟอร์ 4 และ 6 วัน ก่อนให้ร่วมกับตัวอ่อนไรน้ำเค็มอย่างมี นัยสำคัญ (P<0.05) การทดลองครั้งที่ 2 อัตรารอดตายเฉลี่ยของลูกปูที่ให้ Chaetoceros และโรติเฟอร์ 2 วัน ก่อนให้ร่วมกับตัวอ่อนไรน้ำเค็มโดยไม่เสริมอาหารชนิดอื่น (52.65±6.86%) และเสริมด้วยน้ำหมักอามิ-อามิ (54.23±5.97%) หรือไข่แดงต้ม (55.82±3.90%) แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05) การทดลองครั้งที่ 3 4 อัตรารอดตายและขนาดเฉลี่ยของลูกปูที่ให้ Chaetoceros และโรติเฟอร์ 1 และ 3 วัน ก่อนให้ตัวอ่อนไรน้ำเค็ม และ Chaetoceros แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05) แต่ลูกปูทั้ง 2 ชุดการทดลอง มีอัตรารอดตายเฉลี่ย (45.57±7.75 และ 37.78±2.92% ตามลำดับ) สูงกว่าและขนาดเฉลี่ยใหญ่กว่าที่ให้ Chaetoceros และโรติเฟอร์ 5 วัน ก่อนให้ตัวอ่อนไรน้ำเค็มและ Chaetoceros (17.31±4.23%) อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) การทดลองครั้งที่ 4 อัตรารอดตายเฉลี่ยของลูกปูที่ให้ Chlorella และโรติเฟอร์ 1, 3 และ 5 วัน ก่อนให้ร่วมกับตัวอ่อนไรน้ำเค็ม (68.22±12.06, 60.10±7.51 และ 53.73±9.66% ตามลำดับ) แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05) แต่ลูกปูใน 2 ชุดการทดลองแรกมีขนาดเฉลี่ยใหญ่กว่าในชุดการทดลองที่ 3 อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) การทดลองครั้งที่ 5 ลูกปูที่ให้ Chlorella และโรติเฟอร์ 1 วัน ก่อนให้ร่วมกับตัวอ่อนไรน้ำเค็มมีอัตรารอดตายเฉลี่ยสูงที่สุด 76.65±1.67% แต่ลูกปูชุดการทดลองดังกล่าวมีอัตรารอดตายเฉลี่ยสูงกว่าและขนาดเฉลี่ยใหญ่กว่าที่ให้ Chaetoceros และโรติเฟอร์ 1 วัน ก่อนให้ร่วมกับตัวอ่อนไรน้ำเค็ม และที่ให้โรติเฟอร์ 1 วัน ก่อนให้ร่วมกับ ตัวอ่อนไรน้ำเค็มโดยไม่ให้แพลงก์ตอนพืชอย่างไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05) การทดลองกับลูกปูระยะ zoea IV ถึง young crab ดำเนินการ 2 ครั้ง การทดลองครั้งที่ 1 ลูกปูที่เลี้ยง ไรน้ำเค็มขนาดวัยรุ่นและเต็มวัยมีอัตรารอดตายเฉลี่ย (41.38±6.45%) สูงกว่าและขนาดโดยความกว้าง กระดองเฉลี่ย (3.98±0.27 มม.) มากกว่าที่เลี้ยงด้วยไรน้ำเค็มขนาดวัยรุ่นแล้วค่อยเปลี่ยนเป็นไข่ตุ๋น (33.22±4.66% และ 3.91±0.17 มม. ตามลำดับ) อย่างไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05) แต่ลูกปูที่เลี้ยงด้วยอาหารทั้ง 2 แบบ มีอัตรา รอดตายเฉลี่ยสูงกว่าและขนาดเฉลี่ยใหญ่กว่าที่เลี้ยงด้วยไรน้ำเค็มขนาดวัยรุ่นแล้วค่อยเปลี่ยนเป็นไรแดง (21.42±4.88% และ 3.34±0.44 มม. ตามลำดับ) อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) การทดลองครั้งที่ 2 ลูกปูที่เลี้ยงด้วย ไรน้ำเค็มขนาดวัยรุ่นและเต็มวัยมีอัตรารอดตายเฉลี่ย (28.29±2.14%) สูงกว่าที่เลี้ยงด้วยไรน้ำเค็มขนาดวัยรุ่น แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นเนื้อปลาบด (20.35±4.21%) หรือหอยแมลงภู่สับ (16.51±1.67%) อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) แต่ลูกปูที่เลี้ยงด้วยไรน้ำเค็ม (อย่างเดียว) และที่เลี้ยงไรน้ำเค็มแล้วค่อยเปลี่ยนเนื้อปลาบดมีขนาดเฉลี่ยใหญ่กว่า ที่ให้ไรน้ำเค็มแล้วค่อยเปลี่ยนเป็นหอยแมลงภู่สับอย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) ผลของความเค็มของน้ำต่ออัตรารอดตายและการเจริญเติบโตของลูกปูม้า การศึกษาผลของความเค็มของน้ำต่ออัตรารอดตายและการเจริญเติบโตของลูกปูม้าแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ช่วงระยะ zoea I ถึง zoea IV และช่วงระยะ zoea IV ถึง young crab การทดลองกับลูกปูช่วงระยะ zoea I ถึง zoea IV ดำเนินการ 3 ครั้ง การทดลองครั้งที่ 1 ลูกปูที่ อนุบาลในน้ำความเค็ม 25 และ 30 ppt (57.71±2.83 และ 52.38±4.76% ตามลำดับ) มีอัตรารอดตายเฉลี่ยสูงกว่า ที่อนุบาลในน้ำความเค็ม 35 ppt (37.17±5.78%) อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) ลูกปูในน้ำความเค็ม 25 ppt ยังมีขนาดใหญ่กว่าลูกปูที่อยู่ในน้ำความเค็ม 30 และ 35 ppt อย่างเห็นได้ชัดเจน การทดลองครั้งที่ 2 ลูกปูที่ อนุบาลในน้ำความเค็ม 30 ppt แล้วค่อยลดให้อยู่ที่ 27, 25 และ 23 ppt ในชุดการทดลองครั้งที่ 1, 2 และ 3 มีอัตรารอดตายเฉลี่ย 48.88±5.14, 62.54±11.90 และ 60.31±3.77% ตามลำดับ ซึ่งแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05) การทดลองครั้งที่ 3 อัตรารอดตายเฉลี่ยของลูกปูที่อนุบาลในน้ำความเค็ม 30 ppt แล้วค่อยลดให้อยู่ที่ 27, 25 และ 23 ppt (47.77±6.90%) แตกต่างอย่างไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05) กับลูกปูที่อนุบาลในน้ำความเค็ม 5 30 ppt แล้วค่อยลดให้อยู่ที่ 27, 24 และ 20 ppt (46.74±1.93%) การเจริญเติบโตของลูกปูแต่ละชุดการทดลอง ในการทดลองครั้งที่ 2 และ 3 มักเป็นไปในทิศทางเดียวกับอัตรารอดตาย การทดลองกับลูกปูช่วงระยะ zoea IV ถึง young crab ดำเนินการ 4 ครั้ง การทดลองครั้งที่ 1 ลูกปู ที่อนุบาลในน้ำความเค็ม 23 และ 25 ppt มีอัตรารอดตายเฉลี่ย (25.33±5.61 และ 21.44±1.22% ตามลำดับ) สูงกว่าที่อนุบาลในน้ำความเค็ม 27 ppt (13.36±1.45%) อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) การทดลองครั้งที่ 2 ลูก ปูที่อนุบาลในน้ำความเค็ม 27, 25 และ 23 ppt และค่อยลดให้อยู่ที่ 25, 23 และ 20 ppt มีอัตรารอดตายเฉลี่ย 29.69±2.68, 28.92±1.27 และ 28.86±1.17% ตามลำดับ ซึ่งแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05) การ ทดลองครั้งที่ 3 อัตรารอดตายเฉลี่ยของลูกปูที่อนุบาลในน้ำความเค็ม 23 ppt ตลอด (36.28±4.62%) ที่เริ่มต้น 23 ppt แล้วค่อยลดให้อยู่ที่ 20 ppt (35.60±0.87%) และที่เริ่มต้น 23 ppt แล้วค่อยลดให้อยู่ที่ 20 และ 17 ppt (39.16±2.47%) แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05) แต่ลูกปูที่อนุบาลในน้ำความเค็ม 23 ppt ตลอด และ ที่เริ่มต้น 23 ppt แล้วค่อยลดให้อยู่ที่ 20 ppt มีการเจริญเติบโตทั้งด้านน้ำหนัก ความกว้างและความยาว กระดองดีกว่าที่อนุบาลในน้ำ 23 ppt แล้วค่อยลดให้อยู่ที่ 20 และ 17 ppt อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) การ ทดลองครั้งที่ 4 ลูกปูที่อนุบาลในน้ำความเค็ม 20 ppt แล้วค่อยลดให้อยู่ที่ 17 ppt มีอัตรารอดตายเฉลี่ย (27.81±2.48%) สูงกว่าและขนาดใหญ่กว่าที่อนุบาลในน้ำความเค็ม 17 ppt แล้วค่อยลดให้อยู่ที่ 14 ppt (13.00±1.24%) และที่อนุบาลในน้ำความเค็ม 17 ppt แล้วค่อยลดให้อยู่ที่ 14 และ 11 ppt (11.63±3.49%) อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) ผลของความหนาแน่นต่ออัตรารอดตายและการเจริญเติบโตของลูกปูม้า การศึกษาผลของความหนาแน่นต่ออัตรารอดตายและการเจริญเติบโตของลูกปูระยะ zoea I ถึง zoea IV และระยะ zoea IV ถึง young crab โดยดำเนินการทดลอง 2 ครั้ง การทดลองครั้งที่ 1 ลูกปูที่อนุบาลตั้งแต่ระยะ zoea I ถึง zoea IV ที่ความหนาแน่น 50,000, 100,000 และ 150,000 ตัว/ลบ.ม. มีอัตรารอดตายเฉลี่ย 64.82±4.84, 51.50±1.32 และ 22.93±6.35% ตามลำดับ ซึ่งแตกต่างกัน และลูกปูที่อนุบาลในความหนาแน่น 50,000 ตัว/ลบ.ม. มีขนาดโดยความกว้างส่วนหัวเฉลี่ย มากกว่าที่อนุบาลในความหนาแน่น 100,000 และ 150,000 ตัว/ลบ.ม. อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) ส่วนการอนุบาล ลูกปูระยะ zoea IV ถึง young crab ที่ความหนาแน่น 10,000, 20,000 และ 30,000 ตัว/ลบ.ม. มีอัตรารอดตายเฉลี่ย 55.50±7.13, 24.73±1.35 และ 24.28±1.20% ตามลำดับ ลูกปูที่อนุบาลในความหนาแน่น 10,000 ตัว/ลบ.ม. มีอัตรารอดตายเฉลี่ยสูงกว่าและขนาดโดยความกว้างกระดองมากกว่าที่อนุบาลในความหนาแน่น 20,000 และ 30,000 ตัว/ลบ.ม. อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) การทดลองครั้งที่ 2 ลูกปูที่อนุบาลตั้งแต่ระยะ zoea I ถึง zoea IV ในความหนาแน่น 70,000 ตัว/ลบ. ม. มีอัตรารอดตายเฉลี่ย (70.78±4.96%) สูงกว่าที่อนุบาลในความหนาแน่น 100,000 ตัว/ลบ.ม. (59.63±2.59%) และ 130,000 ตัว/ลบ.ม. (52.14±4.07%) อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) แต่ขนาดเฉลี่ยของลูกปูที่ อนุบาลทั้ง 3 ความหนาแน่น แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05) ส่วนลูกปูที่อนุบาลจากระยะ zoea IV ถึง young crab ในความหนาแน่น 20,000 ตัว/ลบ.ม. มีอัตรารอดตายเฉลี่ย (28.17±4.31%) สูงกว่าที่อนุบาลใน 6 ความหนาแน่น 25,000 ตัว/ลบ.ม. (21.48±2.09%) และ 30,000 ตัว/ลบ.ม. (13.81±0.57%) และลูกปูที่อนุบาลใน ความหนาแน่น 25,000 ตัว/ลบ.ม. มีอัตรารอดตายเฉลี่ยสูงกว่าที่อนุบาลในความหนาแน่น 30,000 ตัว/ลบ.ม. อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) ขนาดเฉลี่ยของลูกปูที่อนุบาลทั้ง 3 ความหนาแน่น แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05) ผลของความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของน้ำต่ออัตรารอดตายและการเจริญเติบโตของลูกปูม้า การศึกษาผลของความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของน้ำต่ออัตรารอดตายและการเจริญเติบโตของลูกปู แบ่งออกเป็น 2 ช่วง ช่วงระยะ zoea I ถึง zoea IV และช่วงระยะ zoea IV ถึง young crab การทดลองกับลูกปูช่วงระยะ zoea I ถึง zoea IV พบว่า ลูกปูที่อนุบาลโดยใช้น้ำที่มี pH 8.5 มีอัตรารอดตายเฉลี่ย (71.66±2.09%) สูงกว่าที่ใช้น้ำที่มี pH 8.0 (59.92±3.09%) และ pH 9.0 (49.04±4.36%) นอกจากนี้ ยังมีขนาดเฉลี่ยใหญ่กว่าลูกปูที่อนุบาลโดยใช้น้ำที่มี pH ทั้ง 2 ระดับ อย่างมี นัยสำคัญ (P<0.05) การทดลองกับลูกปูช่วงระยะ zoea IV ถึง young crab ปรากฏว่า ลูกปูที่อนุบาลโดยใช้น้ำที่มี pH 8.5 มีอัตรารอดตายเฉลี่ย (25.13±4.00%) สูงกว่าที่ใช้น้ำที่มี pH 8.0 (23.64±2.96%) อย่างไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05) แต่สูงกว่าที่ใช้น้ำที่มี pH 9.0 (11.20±1.43%) อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) นอกจากนี้ ลูกปูที่ อนุบาลโดยใช้น้ำที่มี pH 8.0 และ 8.5 มีน้ำหนักเฉลี่ยมากกว่าที่ใช้น้ำ pH 9.0 และลูกปูที่อนุบาลโดยใช้น้ำ pH 8.5 และ 9.0 มีความกว้างกระดองเฉลี่ยมากกว่าที่ใช้น้ำ pH 8.0 อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) ผลของความเป็นด่าง (alkalinity) ของน้ำต่ออัตรารอดตายและการเจริญเติบโตของลูกปูม้า การศึกษาผลของความเป็นด่างของน้ำต่ออัตรารอดตายและการเจริญเติบโตของลูกปูแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ช่วงระยะ zoea I ถึง zoea IV และช่วงระยะ zoea IV ถึง young crab การทดลองกับลูกปูช่วงระยะ zoea I ถึง zoea IV พบว่า ลูกปูที่อนุบาลโดยใช้น้ำที่มีความเป็นด่าง 150 มก./ลิตร มีอัตรารอดตายเฉลี่ย (72.99±7.12%) สูงกว่าที่ใช้น้ำที่มีความเป็นด่าง 100 มก./ลิตร (51.62±3.40%) และ 200 มก./ลิตร (50.36±2.67%) อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) นอกจากนี้ ลูกปูที่อนุบาลโดยใช้น้ำที่มีความเป็นด่าง 150 มก./ลิตร มีขนาดโดยความกว้างส่วนหัวเฉลี่ยมากกว่าที่ใช้น้ำที่มีความเป็นด่าง 100 และ 200 มก./ลิตร อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) แต่มีขนาดโดยความยาวของลูกปูมากกว่าที่ใช้น้ำที่มีความเป็นด่าง 200 มก./ลิตร อย่างไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05) แต่มากกว่าที่ใช้น้ำที่มีความเป็นด่าง 100 มก./ลิตร อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) การทดลองกับลูกปูช่วงระยะ zoea IV ถึง young crab ปรากฏว่า ลูกปูที่อนุบาลโดยใช้น้ำที่มี ความเป็นด่าง 200 มก./ลิตร มีอัตรารอดตายเฉลี่ย (20.31±4.81%) สูงกว่าที่ใช้น้ำที่มีความเป็นด่าง 100 มก./ลิตร (4.65±1.68%) และ 150 มก./ลิตร (7.83±1.47%) อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) แต่ขนาดเฉลี่ยของลูกปู ระหว่างชุดการทดลองแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05) ผลของที่หลบซ่อนต่ออัตรารอดตายและการเจริญเติบโตของลูกปูม้า การศึกษาผลของที่หลบซ่อนต่ออัตรารอดตายและการเจริญเติบโตของลูกปูที่อนุบาลจากระยะ zoea IV ถึง young crab โดยให้ที่หลบซ่อนเมื่อลูกปูเข้าระยะ megalopa เกือบหมด พบว่า ลูกปูที่อนุบาลโดย ให้ที่หลบซ่อนเป็นเชือกฟางสาหร่ายเทียมมีอัตรารอดตายเฉลี่ย (31.52±0.95%) สูงกว่าที่ให้ที่หลบซ่อนเป็นแส 7 ลนสาหร่ายเทียม (23.60±0.58%) และถาดทราย (14.24±2.14%) อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) แต่ขนาดเฉลี่ยของ ลูกปูระหว่างชุดการทดลองแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05) ต้นทุนการผลิตพันธุ์ปูม้า การศึกษาต้นทุนการผลิตพันธุ์ปูม้าเป็นการเก็บข้อมูลค่าใช้จ่ายในการผลิตลูกปูจำนวน 3 รุ่น แต่ละรุ่น ดำเนินการในบ่อคอนกรีตขนาด 8 ลบ.ม. จำนวน 9 บ่อ และใช้ระยะเวลา 19 วัน ลูกปูที่ผลิตมีขนาดความกว้าง กระดองประมาณ 0.3-0.7 ซม. จากการศึกษาพบว่า ต้นทุนการผลิตพันธุ์ปูม้าในการผลิตทั้ง 3 รุ่นใกล้เคียงกันมาก โดยอยู่ในช่วง 0.21-0.22 บาท/ตัว กิจกรรมที่ 3 การทดสอบอาหารนึ่งในการอนุบาลลูกปูระยะ megalopa ถึง young crab การทดลองใช้อาหารนึ่ง (ไข่ตุ๋น) โดยมีแหล่งโปรตีนต่างกัน คือปลาเป็ด หมึก หอยแมลงภู่ ผสมกับไข่ อาหารไข่ตุ๋นนำมาใช้ในการเลี้ยงลูกปูระยะ megalopa และเปรียบเทียบกับอาร์ทีเมียแช่แข็ง จากผลการทดลอง พบว่า การใช้อาร์ทีเมียแช่แข็งให้ผลการเจริญเติบโตดีกว่าอาหารไข่ตุ๋นทุกชนิด ทั้งนี้อาจเนื่องจากคุณสมบัติ อาหารไข่ตุ๋นซึ่งละลายน้ำง่าย จมเร็ว จึงทำให้การได้รับปริมาณสารอาหารของปูลดลง แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากอัตรารอดตาย แสดงให้เห็นว่าอาหารนึ่งชนิดไข่ตุ๋นสามารถใช้เป็นอาหารอนุบาลลูกปูระยะ megalopa ได้ดี มีอัตรารอดตายอยู่ระหว่าง 18.5-25.5% การพิจารณาใช้อาหารไข่ตุ๋นร่วมกับอาร์ทีเมียแช่ แข็งจะช่วยลดปริมาณการใช้อาร์ทีเมียลง และในขณะเดียวกันอาจมีผลช่วยทำให้การเจริญเติบโตของปูม้า เพิ่มขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการจัดการบ่อที่ดี เพื่อรักษาคุณภาพน้ำให้มีความเหมาะสมต่อสัตว์น้ำอย่าง ต่อเนื่อง กิจกรรมที่ 4 การผลิตแพลงก์ตอนสัตว์ที่เป็นอาหารของลูกปูม้า การศึกษาในกิจกรรมนี้เพื่อหาวิธีการที่เหมาะสมในการผลิตแพลงก์ตอนสัตว์ซึ่งใช้เป็นอาหารของลูกปู ม้า โดยเน้นการผลิตโรติเฟอร์ (Brachionus plicatilis) และไรแดง (Moina macrocopa) โดยให้ Chlorella ซึ่งเป็นอาหารหลักและสมทบ เพื่อให้ผลผลิตเพียงพอและมีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมต่อ การนำไปใช้อนุบาลลูกปูให้มีอัตรารอดตายสูงขึ้น ผลผลิตและคุณค่าทางโภชนาการของโรติเฟอร์ (Brachionus plicatilis) ที่เลี้ยงด้วย Chlorella spp. และอาหารสมทบ การศึกษาผลผลิตและคุณค่าทางโภชนาการของโรติเฟอร์ที่เลี้ยงด้วย Chlorella spp. และอาหารสมทบ โดยดำเนินการทดลอง 3 ครั้ง การทดลองครั้งที่ 1 ใช้ Chlorella น้ำเค็มที่เพาะขยายโดยใช้เชื้อบริสุทธิ์ที่ เตรียมจากห้องปฏิบัติการ ส่วนการทดลองครั้งที่ 2 และ 3 ใช้ Chlorella น้ำกร่อย ที่เพาะขยายโดยใช้เชื้อที่ เพาะด้วยวิธีธรรมชาติเป็นเชื้อตั้งต้นเพื่อเป็นอาหารหลักของโรติเฟอร์ การทดลองครั้งที่ 1 เลี้ยงโรติเฟอร์ในปริมาณเริ่มต้น 10 กรัม ด้วย Chlorella น้ำเค็มที่ไม่เสริมและ เสริมด้วยน้ำหมักปลาและอามิ-อามิ (สด) เมื่อสิ้นสุดการทดลอง โรติเฟอร์มีผลผลิตเฉลี่ย 49.86±6.12, 61.55±9.56 และ 59.50±8.64 กรัม ตามลำดับ ซึ่งแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05) โรติเฟอร์ที่เลี้ยง ด้วย Chlorella เสริมด้วยอามิ-อามิ (สด) มีระดับโปรตีนสูงสุดที่ 68.46%น้ำหนักแห้ง รองลงมาได้แก่ โรติ 8 เฟอร์ที่เลี้ยงด้วย Chlorella โดยไม่เสริมอาหารชนิดอื่นและเสริมด้วยน้ำหมักปลาซึ่งอยู่ที่ 56.56 และ 50.51%น้ำหนักแห้ง ส่วนโรติเฟอร์ที่เลี้ยงด้วย Chlorella เสริมด้วยน้ำหมักปลามีระดับไขมันสูงสุดที่ 12.02%น้ำหนักแห้ง รองลงมาเป็นโรติเฟอร์ที่เลี้ยงด้วย Chlorella โดยไม่เสริมและเสริมด้วยอามิ-อามิ (สด) ซึ่งอยู่ที่ 10.34 และ 8.92%น้ำหนักแห้ง โรติเฟอร์ที่เลี้ยงด้วย Chlorella โดยไม่เสริมและเสริมด้วยน้ำหมัก ปลาและอามิ-อามิ (สด) มีกรดไขมันกลุ่ม n-3 รวม 21.56, 14.47 และ 10.34%พื้นที่ กรดไขมันกลุ่ม n-3 HUFA 8.45, 5.73 และ 6.02%พื้นที่ และกรดไขมันกลุ่ม n-6 รวม 22.09, 15.46 และ 16.18%พื้นที่ ตามลำดับ การทดลองครั้งที่ 2 เลี้ยงโรติเฟอร์ในปริมาณเริ่มต้น 10 กรัม ด้วย Chlorella น้ำกร่อยโดยไม่เสริม และเสริมด้วยน้ำหมักอามิ-อามิ 50, 100 และ 200 มล./ครั้ง/วัน เมื่อสิ้นสุดการทดลอง ผลผลิตเฉลี่ยของโรติเฟอร์ ในแต่ละชุดการทดลองอยู่ที่ 45.62±17.28, 67.78±2.32, 80.51±22.88 และ 57.83±3.16 กรัม ตามลำดับ โรติเฟอร์ ที่เลี้ยงด้วย Chlorella เสริมด้วยน้ำหมักอามิ-อามิ 100 มล./ครั้ง/วัน ให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงสุดโดยสูงกว่าที่เลี้ยง ด้วย Chlorella เสริมด้วยน้ำหมักอามิ-อามิ 50 และ 200 มล./ครั้ง/วัน อย่างไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05) แต่สูง กว่าที่เลี้ยงด้วย Chlorella อย่างเดียวอย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) ระดับโปรตีน ไขมัน และเถ้าของโรติเฟอร์ ระหว่างชุดการทดลองอยู่ในช่วง 60.48-65.03, 8.35-14.90 และ 14.93-18.12%น้ำหนักแห้ง ตามลำดับ โรติ เฟอร์ที่เลี้ยงด้วย Chlorella เสริมด้วยน้ำหมักอามิ-อามิ 100 มล./ครั้ง/วัน มีองค์ประกอบกรดไขมันกลุ่ม n-3 มาก ที่สุด (23.68%พื้นที่) ส่วนที่เลี้ยงด้วย Chlorella เสริมด้วยน้ำหมักอามิ-อามิ 200 มล./ครั้ง/วัน มี n -3 HUFA มาก ที่สุด (11.43%พื้นที่) และที่เลี้ยงด้วย Chlorella น้ำกร่อยเพียงอย่างเดียวมีองค์ประกอบไขมันกลุ่ม n-6 มาก ที่สุด (24.27%พื้นที่) การทดลองครั้งที่ 3 เลี้ยงโรติเฟอร์ในปริมาณเริ่มต้น 10 กรัม ด้วย Chlorella น้ำกร่อยโดยไม่เสริม และเสริมด้วยโปรตีนหัวกุ้ง 10, 20 และ 30 มล./ครั้ง/วัน เมื่อสิ้นสุดการทดลอง ผลผลิตเฉลี่ยของโรติเฟอร์ ในแต่ละชุดการทดลองอยู่ที่ 38.06±2.98, 42.88±3.61, 38.68±3.98 และ 41.44±2.48 กรัม ซึ่งแตกต่างกันอย่าง ไม่มีนัยสำคัญ (P>0.05) ระดับโปรตีน ไขมัน และเถ้าของโรติเฟอร์ระหว่างชุดการทดลองค่อนข้างใกล้เคียงกัน โดยมีโปรตีนอยู่ในช่วง 61.68-64.35% ไขมันในช่วง 11.84-17.02% และเถ้าในช่วง 6.17-7.70%น้ำหนักแห้ง โรติเฟอร์ที่เลี้ยงด้วย Chlorella น้ำกร่อยเสริมด้วยโปรตีนหัวกุ้ง 10 มล./ครั้ง/วัน มีองค์ประกอบไขมันที่เป็น n-3, n -3 HUFA และ n-6 มากที่สุด คือ 18.83, 12.54 และ 21.55%พื้นที่ ตามลำดับ ต้นทุนการผลิตโรติเฟอร์ (Brachionus plicatilis) การศึกษาต้นทุนการผลิตโรติเฟอร์ระดับมหมวลโดยเก็บข้อมูลค่าใช้จ่ายในการผลิต 2 ครั้ง แต่ละครั้ง ผลิตโรติเฟอร์ในบ่อคอนกรีตขนาด 12.6 ลบ.ม. จำนวน 4 บ่อ ผลผลิตของโรติเฟอร์ที่เก็บเกี่ยวจากแต่ละบ่อ ในการผลิตครั้งที่ 1 อยู่ที่ 1,200, 1,150, 1,260 และ 1,270 กรัม การผลิตครั้งที่ 2 อยู่ที่ 1,160, 1,280, 1,050 และ 1,240 กรัม ผลผลิตเฉลี่ย/บ่อของโรติเฟอร์จากการผลิตทั้ง 2 ครั้ง อยู่ที่ 1,201.25 กรัม หรือประมาณ 1.2 กก. ผลจากการศึกษา ต้นทุนการผลิตโรติเฟอร์อยู่ที่ 349.44 บาท/กก. ผลผลิตและคุณค่าทางโภชนาการของไรแดง (Moina macrocopa) ที่เลี้ยงด้วย Chlorella sp. และอาหารสมทบ การศึกษาผลผลิตและคุณค่าทางโภชนาการของไรแดงที่เลี้ยงด้วย Chlorella sp. และอาหารสมทบ โดยดำเนินการทดลอง 2 ครั้ง |
| บรรณานุกรม | : |
วารินทร์ ธนาสมหวัง . (2550). การผลิตพันธุ์ปูม้าและการเลี้ยงปูม้า (Portunus pelagicus Linnaeus) เชิงพาณิชย์.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. วารินทร์ ธนาสมหวัง . 2550. "การผลิตพันธุ์ปูม้าและการเลี้ยงปูม้า (Portunus pelagicus Linnaeus) เชิงพาณิชย์".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. วารินทร์ ธนาสมหวัง . "การผลิตพันธุ์ปูม้าและการเลี้ยงปูม้า (Portunus pelagicus Linnaeus) เชิงพาณิชย์."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2550. Print. วารินทร์ ธนาสมหวัง . การผลิตพันธุ์ปูม้าและการเลี้ยงปูม้า (Portunus pelagicus Linnaeus) เชิงพาณิชย์. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2550.
|
