ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การใช้ยาไฮดรอกซียูเรียรักษาผู้ป่วยธาลัสซีเมียชนิด beta-thalassemia/HbE

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การใช้ยาไฮดรอกซียูเรียรักษาผู้ป่วยธาลัสซีเมียชนิด beta-thalassemia/HbE
นักวิจัย : สุภร จันท์จารุณี
คำค้น : Hemoglobin F , Hydroxyurea , thalassemia
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2548
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4230017 , http://research.trf.or.th/node/3389
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วัตถุประสงค์ของโครงการ: ศึกษาประสิทธิภาพของยา hydroxyurea ขนาดต่ำในผู้ป่วยธาลัสซีเมียชนิด ?-thalassemia/hemoglobin E ขนาดต่ำติดต่อกันเป็นเวลานาน 3 ปี โดยติดตามผลของยาต่ออาการทางคลีนิก คุณภาพชีวิต การ เปลี่ยนแปลงของระดับ hemoglobin F (Hb F), hemoglobin function การสร้างเม็ดเลือดแดง ผลของยาต่อ ภาวะกระดูกพรุน (osteoporosis) และผลข้างเคียงของยาในระยะยาวทั้งต่อไขกระดูก การทำงานของตับและ ไต วิธีการวิจัย : ผู้ป่วยทุกรายจะได้รับยา hydroxyurea ในขนาดตั้งต้น 5 mg/kg/day เป็นเวลา 5 วันต่อสัปดาห์ และมีการติดตามอาการทางคลีนิกของผู้ป่วย อาการจากโลหิตจาง อาการปวดกระดูก ตรวจ hemoglobin (Hb), hematocrit (Hct), mean corpuscular volume (MCV), mean corpuscular hemoglobin (MCH), hemoglobin E (Hb E), hemoglobin F (Hb F), absolute hemoglobin F และ absolute reticulocyte count ก่อน และหลังได้รับยาทุก 4 สัปดาห์จนถึง 36 เดือน ติดตามการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตก่อนและหลังได้รับยา ผลการศึกษาวิจัย : ผู้ป่วย 20 ราย เป็นผู้ป่วยชาย 11 ราย หญิง 9 ราย อายุระหว่าง 20-50 ปี (เฉลี่ย 30.1 ปี) 14 รายใน 20 รายมีประวัติเคยได้รับการตัดม้าม หลังที่ได้รับยา12เดือนผู้ป่วยทุกรายมีการเปลี่ยนแปลงทางเลือดดีขึ้น โดยมี ระดับการเพิ่มของ hemoglobin F และ absolute hemoglobin F เพิ่มขึ้น 21.44% และ 11.83% ตามลำดับ เทียบ กับค่าเดิมก่อนการรักษา หลังจากให้ยา 36 เดือน ระดับ HbF จากค่าเฉลี่ย 24.27% ? 11.91% เป็น 28.80 ? 16.71%(เพิ่มขึ้น 22.31%, P<0.001) และ absolute HbF เพิ่มขึ้นจาก 1.88 ? 0.89 g/dL เป็น 2.37 ? 0.97 g/dL(เพิ่มขึ้น 26.06%, P<0.001) MCV เพิ่มขึ้นจาก 62.3 ? 8.24 fL เป็น 68.31 ? 8.25 fL ขณะที่ HbE ลดลงจาก 67.66 ? 16.11% เป็น 62.67 ? 16.50% การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีนัยสำคัญทางสถิติ ระดับ Hb เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 6.15 ? 0.91 g/dL เป็น 6.71 ? 0.93 g/dL ส่วนค่า white cell count และ absolut neutrophil count และ reticulocyte count ไม่แตกต่างกับก่อนการรักษาแสดงว่าขนาดยาที่ใช้ไม่มีผลกดการสร้างเม็ดเลือด ผู้ป่วยที่ ออกจากโครงการวิจัยก่อนครบกำหนดมีผู้ป่วย 3 ราย 2 รายแรกมีปัญหา severe pulmonary hypertension ผู้ป่วยอีก 1 ราย เป็น acute lymphoblastic leukemia (ALL) ที่มี normal marrow cytogenetic (46 xy) โดยไม่มี หลักฐานของ secondary leukemia ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เข้ารับยาในโครงการมีประวัติเคยตัดม้ามมาก่อน และส่วนใหญ่ไม่ได้รับยา iron chelating agent อยู่ ระดับ serum ferritin เฉลี่ย (mean?SD) 3,778 ? 2,413 ?g/ml หลังการรักษา 12 เดือน และ 24 เดือน ระดับ serum ferritin ลดลงเป็น 2,224 ? 1,357 ?g/ml และ 2,047 ? 2,322 ตามลำดับ เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ต้องรับเลือดหลังได้รับยา hydroxyurea บางรายยังใช้ Deferoxamine ร่วมด้วยและ ผู้ป่วยบางรายที่ต้องรับเลือด 1-2 unit เฉพาะในช่วงที่เป็นไข้จากการติดเชื้อ 1-2 ครั้งใน 36 เดือน หลังได้ยา hydroxyurea พบว่าระดับ serum transferrin receptor (TfR) ลดลง อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติจาก 45.39 ? 19.37 g/ml เป็น 34.44 ? 16.16 g/ml ซึ่งแสดงถึงการสร้างเม็ดเลือดที่ดีขึ้น ที่เป็นผล มาจากเม็ดเลือดแดงที่มี Hb F เพิ่มขึ้น ค่า G?:?A ratio พบว่าเพิ่มขึ้นจาก 1.17 ? 0.17 เป็น 1.29 ? 0.16 ใน 12 เดือน หลังการรักษาและ 1.42 ? 0.22 ใน 24 เดือนหลังการรักษาแสดงถึงการเพิ่มขึ้นของ fetal type hemoglobin F ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการทั่วไปดีขึ้น อาการปวดกระดูกลดลง ออกกำลังได้มากขึ้น และพอใจกับการ รักษา มีอาการทั่วไป (sense of well-being) ดีขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น(physical, mental, social and treatmentrelated domain) ออกกำลังได้มากขึ้น ผู้ป่วยได้รับการตรวจ bone mineral density โดยวิธี dual energy X-ray absoptiometry(DXA) ก่อน เริ่มใช้ยา ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีค่า T score ต่ำกว่า –2.5 ซึ่งเข้าได้กับภาวะ osteoporosis โดยมีค่าเฉลี่ย T score ของ ระดับ L2-L4 (mean + SD) เท่ากับ –2.55 + 1.3 หลังได้ยาครบ 36 เดือน มีค่า T score ของระดับ L2-L4 (mean ? SD) เท่ากับ –2.56 ? 1.19 ซึ่งไม่แตกต่างจากเดิม แสดงว่ายา hydroxyurea ไม่ได้มีผลต่อการ เปลี่ยนแปลงของกระดูกในระยะ 3 ปี ของการศึกษา จากการศึกษานี้ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างการตอบสนองต่อยา hydroxyurea กับค่า parameter อื่นๆเช่น baseline hemoglobin F ภาวะที่เคยตัดม้ามมาก่อน XmmI polymorphism สรุปและอภิปรายผล : งานวิจัยนี้แสดงถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยา hydroxyurea ในขนาดต่ำ มีผลในการเพิ่ม ระดับ Hb F, absolute hemoglobin F และ MCV ควบคู่กับระดับ Hb E ลดลง แม้ว่ามีระดับ hemoglobin เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่จากการสำรวจคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่พบผลข้างเคียง ของยาโดยเฉพาะผลต่อการกดไขกระดูก ผลการศึกษาดังกล่าวสามารถเป็นพื้นฐานในการศึกษา phase III ใน รูปแบบการศึกษาในหลายสถาบัน (multicenter study) และศึกษาหาปัจจัยที่ทำนายการตอบสนองต่อยา hydroxyurea เพื่อสามารถแนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยธาลัสซีเมียได้เหมาะสมต่อไป

บรรณานุกรม :
สุภร จันท์จารุณี . (2548). การใช้ยาไฮดรอกซียูเรียรักษาผู้ป่วยธาลัสซีเมียชนิด beta-thalassemia/HbE.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สุภร จันท์จารุณี . 2548. "การใช้ยาไฮดรอกซียูเรียรักษาผู้ป่วยธาลัสซีเมียชนิด beta-thalassemia/HbE".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สุภร จันท์จารุณี . "การใช้ยาไฮดรอกซียูเรียรักษาผู้ป่วยธาลัสซีเมียชนิด beta-thalassemia/HbE."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2548. Print.
สุภร จันท์จารุณี . การใช้ยาไฮดรอกซียูเรียรักษาผู้ป่วยธาลัสซีเมียชนิด beta-thalassemia/HbE. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2548.