ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การวิเคราะห์กฎหมายด้วยวิธีทางเศรษฐศาสตร์ การคิดค่าเสียหายในคดีละเมิด
นักวิจัย : สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ , จิระวัฒน์ ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ , ทวีชัย เจริญเศรษฐศิลป์ , ทัศนีย์ ปิยนิรันดร์ , ทรงพล สงวนจิตร
คำค้น : การวิเคราะห์กฎหมาย , ทางเศรษฐศาสตร์ , คิดค่าเสียหาย , คดีละเมิด
หน่วยงาน : สำนักงานศาลยุติธรรม
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2553
อ้างอิง : -
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักการและแนวคิดในการวิเคราะห์กฎหมายละเมิดและการกำหนดค่าเสียหายในแง่มุมของหลักเศรษฐศาสตร์ และเพื่อศึกษาแนวทางการสร้างมาตรฐานการกำหนดค่าเสียหายในคดีละเมิดของศาลยุติธรรม โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งศึกษา จากคำพิพากษาศาลฎีกาจากกลุ่มละอย่างน้อย 15 คดี และใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในการตีค่า ความเสียหายที่ไม่เป็นตัวเงิน และสร้างมาตรฐานการกำหนดค่าเสียหายโดยใช้หลักเกณฑ์ทางเศรษฐศาสตร์ ผลการวิจัยพบว่า ในการกำหนดค่าเสียหายในระดับที่เหมาะสมจะจูงใจให้เกิดการ ใช้ความระมัดระวังในระดับที่เหมาะสม ซึ่งเป็นระดับที่ทำให้ต้นทุนจากอุบัติเหตุที่สังคมคาดว่าจะต้องแบกรับมีค่าต่ำที่สุด ในกรณีความรับผิดทางละเมิดอย่างเด็ดขาด (ในกรณีการกระทำโดยไม่เจตนา) ค่าเสียหายที่เหมาะสมคือค่าเสียหายที่เท่ากับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งจะเป็นการจูงใจให้เกิดการใช้ความระมัดระวังในระดับที่เหมาะสมที่สุดแล้ว ยังเป็นการชดเชยผู้เสียหายอย่างครบถ้วนและ เป็นธรรม ส่วนในกรณีความรับผิดทางละเมิดโดยประมาท ศาลจะต้องกำหนดค่าเสียหายให้เท่ากับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงเพื่อให้ผู้เสียหายได้รับการชดเชยอย่างครบถ้วนและเป็นธรรม แม้ว่าจะไม่ใช่เงื่อนไขที่จำเป็นและเพียงพอในการนำไปสู่ระดับการใช้ความระมัดระวังที่เหมาะสม ข้อจำกัดในการกำหนดค่าสียหายของศาลยุติธรรมไทย แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) ข้อจำกัดในการกำหนดค่าเสียหายที่เป็นตัวเงิน กล่าวคือ ในการพิจารณาคดีแพ่ง ศาลไม่มีหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริง หากผู้เสียหายไม่สามารถหาพยานหลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือมาแสดงหรือไม่ได้นำสืบพยานหลักฐาน ทำให้ผู้เสียหายได้รับการชดเชยอย่างไม่ครบถ้วน หากมีความเสียหายใดเกิดขึ้น แต่โจทก์มิได้เรียกร้องค่าเสียหายในส่วนนั้น แม้ศาลจะทราบก็ไม่อาจกำหนดค่าเสียหายเพื่อชดเชยความเสียหายนั้นได้ นอกจากนี้ ในกรณีที่ศาลไม่ได้สงวนสิทธิที่จะแก้ไขคำพิพากษาไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 444 วรรค 2 ศาลจะไม่สามารถแก้ไขคำพิพากษาได้ แม้ความเสียหายจะเปลี่ยนแปลงไปในภายหลังตาม ป.พ.พ. มาตรา 143 และ 145 ส่วนกรณีที่ศาลไม่ใช้วิธีการที่เหมาะสมในการกำหนดค่าเสียหายที่เกิดขึ้นและค่าเสียหายในอนาคต อาจทำให้ผู้เสียหายไม่ได้รับการชดเชยอย่างเหมาะสม 2) ข้อจำกัดในการกำหนดค่าเสียหายที่ไม่เป็นตัวเงิน กล่าวคือ ป พ พ. มาตรา 446 ไม่ได้กำหนดให้ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องค่าเสียหายที่ไม่เป็นตัวเงิน ทำให้ผู้เสียหายไม่ได้รับการชดเชยอย่างครบถ้วนและเป็นธรรม นอกจากนี้ศาลยุติธรรมไทยไม่มีวิธีการคำนวณที่เป็นระบบชัดเจนและ หลักวิชาการรองรับ ทำให้คาดเดามูลค่าของค่าเสียหายที่ไม่เป็นตัวเงินได้ยาก แนวทางการปรับปรุงกฎหมายและวิธีการกำหนดค่าเสียหาย ได้แก่ แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องค่าเสียหายที่ไม่เป็นตัวเงินในกรณีอื่น ที่นอกเหนือจากความเสียหายต่อร่างกาย อนามัย และเสรีภาพได้ ในส่วนของการกำหนดค่าเสียหาย ที่เป็นตัวเงิน ควรนำหลักเศรษฐศาสตร์ไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ในการกำหนดค่าเสียหายที่เหมาะสม แต่ในส่วนของการกำหนดค่าเสียหายที่ไม่เป็นตัวเงิน ควรจัดทำตารางช่วยคำนวณค่าเสียหายที่ไม่เป็น ตัวเงิน โดยอาศัยข้อมูลจากค่าทางสถิติของชีวิตหรือของการบาดเจ็บ และควรนำกฎของแฮนด์มาใช้ ในการกำหนดค่าเสียหายที่ไม่ใช่ตัวเงิน พร้อมทั้งจัดทำคู่มือแนวทางการกำหนดค่าเสียหายโดยใช้ กฎของแฮนด์

บรรณานุกรม :