| ชื่อเรื่อง | : | แนวทางการส่งเสริมความรักชาติของนักเรียนโดยใช้การวิจัยหลักสูตรในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม |
| นักวิจัย | : | วรฤทัย มุมทอง |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะครุศาสตร์ , ดวงกมล ไตรวิจิตรคุณ |
| ปีพิมพ์ | : | 2558 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/51079 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (ค.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2558 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความรักชาติของนักเรียน (2) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ในห้องเรียน (3) ศึกษาลักษณะของหลักสูตรวิชาประวัติศาสตร์ในการส่งเสริมความรักชาติ (4) นำเสนอแนวทางการส่งเสริมความรักชาติ วิธีวิจัยเป็นการวิจัยหลักสูตร ตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กรุงเทพมหานคร จำนวน 692 คน ได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (multi-stage stratified random sampling) เครื่องมือประกอบด้วย แบบสอบถามเกี่ยวกับความรักชาติของนักเรียนและสภาพการจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ซึ่งมีค่าเที่ยงเท่ากับ 0.88 และ 0.88 แบบวิเคราะห์แบบเรียน และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ค่าสถิติเชิงบรรยาย การวิจัยเอกสาร และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) ความรักชาติของนักเรียน พบว่า นักเรียนมีระดับความรักชาติอยู่ในระดับมาก (M=4.07, SD=0.52) และเมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบย่อย พบว่า ทั้ง 3 องค์ประกอบอยู่ในระดับมาก กล่าวคือ ความรักชาติแบบหลงใหล (M=4.09, SD=0.60) ความรักชาติเชิงสัญลักษณ์ (M=4.07, SD=0.62) และความรักชาติเชิงสร้างสรรค์ (M=4.09, SD=0.58) 2) สภาพการจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ของครูตามการรับรู้ของนักเรียน พบว่า นักเรียนมีการรับรู้อยู่ในระดับมาก (M=3.61, SD=0.58) และเมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบย่อย พบว่า นักเรียนมีการรับรู้ในด้านกิจกรรมการเรียนการสอนอยู่ในระดับมาก (M=3.74, SD=0.71) ด้านสื่อการสอนและแหล่งเรียนรู้ อยู่ในระดับมาก (M=3.82, SD=0.64) และด้านการวัดและประเมินผล อยู่ในระดับปานกลาง (M=3.28, SD=0.62) 3) ลักษณะของหลักสูตรวิชาประวัติศาสตร์ในการส่งเสริมความรักชาติ พบว่า ตัวชี้วัดและมาตรฐานการเรียนรู้ภายในหลักสูตรได้ระบุความเข้าใจเกี่ยวกับความรักชาติ อีกทั้งยังกำหนดให้ผู้เรียนเข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความภาคภูมิใจและดำรงความเป็นไทย และการวิเคราะห์แบบเรียนด้านเนื้อหา พบว่า เนื้อหาสอดคล้องกับจุดประสงค์ของหลักสูตร การจัดลำดับเนื้อหาโดยเรียงจากง่ายไปยาก แบบฝึกหัดส่วนใหญ่เป็นการวัดความรู้โดยเน้นการวิเคราะห์ และการนำไปใช้ ภาษาที่ใช้ถูกต้อง ด้านรูปเล่มของแบบเรียนวิชาประวัติศาสตร์ จำนวนหน้าแตกต่างกัน กระดาษสีขาว ตัวอักษรมีขนาดใหญ่มีทั้งการใช้ตัวอักษรสีและอักษรสีดำ ขนาดเล่มเท่ากัน และภาพบนปกของแบบเรียนมีความสอดคล้องกับเนื้อหาภายในเล่ม 4) แนวทางการส่งเสริมความรักชาติของนักเรียน สามารถสรุป 5 แนวทาง ได้แก่ (1) ควรส่งเสริมให้นักเรียนมีความรักชาติมากที่สุด คือ ความรักชาติเชิงสร้างสรรค์ (2) ครูเป็นบุคคลที่มีความสำคัญในการส่งเสริมความรักชาติในรายวิชาประวัติศาสตร์ ดังนั้น ครูต้องมีวิธีการถ่ายทอดวิชาประวัติศาสตร์โดยการจัดกิจกรรมที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญต่อความรักชาติ และมีการสัมมนาระหว่างครูผู้สอน แลกเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ที่สามารถสะท้อนให้เกิดความรักชาติ (3) โรงเรียนต้องมีการจัดกิจกรรมสนับสนุนส่งเสริมความรักชาติในวันสำคัญ โดยให้นักเรียนบำเพ็ญประโยชน์แก่สังคม เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน (4) หน่วยงานต้นสังกัดต้องมีการจัดอบรมครู ในด้านการสอนเพื่อส่งเสริมความรักชาติ (5) หลักสูตรและแบบเรียนวิชาประวัติศาสตร์ ต้องมีการเพิ่มเนื้อหาที่เน้นให้สะท้อนความรักชาติมากขึ้น และแบบเรียนต้องสอดแทรกเนื้อหาในเรื่องความรักชาติตลอดทั้งเล่ม |
| บรรณานุกรม | : |
วรฤทัย มุมทอง . (2558). แนวทางการส่งเสริมความรักชาติของนักเรียนโดยใช้การวิจัยหลักสูตรในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วรฤทัย มุมทอง . 2558. "แนวทางการส่งเสริมความรักชาติของนักเรียนโดยใช้การวิจัยหลักสูตรในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วรฤทัย มุมทอง . "แนวทางการส่งเสริมความรักชาติของนักเรียนโดยใช้การวิจัยหลักสูตรในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2558. Print. วรฤทัย มุมทอง . แนวทางการส่งเสริมความรักชาติของนักเรียนโดยใช้การวิจัยหลักสูตรในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2558.
|
