ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ความภาคภูมิใจในตนเองและพฤติกรรมการติดเฟซบุ๊กของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในเขตกรุงเทพมหานคร

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ความภาคภูมิใจในตนเองและพฤติกรรมการติดเฟซบุ๊กของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในเขตกรุงเทพมหานคร
นักวิจัย : ขวัญข้าว พลเพชร
คำค้น : -
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : เบญจพร ตันตสูติ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะแพทยศาสตร์
ปีพิมพ์ : 2558
อ้างอิง : http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/50518
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (วท.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2558

ปัญหาการติดเฟซบุ๊ก ถือเป็นปัญหาร่วมสมัยที่สำคัญ เนื่องจากเฟซบุ๊กมีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของคนยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก แต่ในประเทศไทยยังไม่มีผู้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการติดเฟซบุ๊กกับความภาคภูมิใจในตนเอง และส่วนใหญ่ยังไม่ได้ศึกษาการติดเฟซบุ๊กโดยใช้แบบวัดที่ได้มาตรฐาน ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาในประเด็นดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการติดเฟซบุ๊ก และความสัมพันธ์ระหว่างความภาคภูมิใจในตนเองกับการติดเฟซบุ๊กของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในเขตกรุงเทพมหานคร การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง (cross-sectional descriptive) โดยเก็บข้อมูลในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายทั้งชายและหญิงจำนวน 326 คน จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (multi-stage sampling) ในโรงเรียน 6 แห่งกระจายตามสังกัดและพื้นที่การศึกษาครอบคลุมทั่วทั้งเขตกรุงเทพมหานคร เก็บข้อมูลตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ถึงเดือนมกราคม พ.ศ. 2559 เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล, แบบสอบถามการใช้เฟซบุ๊ก, แบบสอบถามการติดเฟซบุ๊กของ Bergen ฉบับภาษาไทย (Thai-BFAS) และแบบวัดความภาคภูมิใจในตนเองของ Rosenberg ฉบับปรับปรุง (Revised Thai RSES) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ และค่าเฉลี่ย และใช้สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สถิติไคสแควร์ และสถิติถดถอยพหุคูณโลจิสติก ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างติดเฟซบุ๊ก ร้อยละ 10.4 มีความภาคภูมิใจในตนเองระดับต่ำ ร้อยละ 21.5 ความภาคภูมิใจในตนเองระดับปานกลาง ร้อยละ 65.6 และมีความภาคภูมิใจในตนเองระดับสูง ร้อยละ 12.9 ซึ่งพบว่าการติดเฟซบุ๊กสัมพันธ์กับความภาคภูมิใจในตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) โดยกลุ่มตัวอย่างที่มีความภาคภูมิใจในตนเองต่ำ ติดเฟซบุ๊กมากกว่ากลุ่มที่มีความภาคภูมิใจในตนเองระดับปานกลาง และระดับสูง ตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเฟซบุ๊กอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ได้แก่ เพศ, แผนการเรียน, ความสัมพันธ์กับมารดา, ระยะเวลาที่สมัครเป็นสมาชิก, จำนวนเพื่อนในเฟซบุ๊ก, การเพิ่มคนรัก, การเพิ่มเพื่อนของเพื่อนที่รู้จัก, การเพิ่มเพื่อนที่ไม่รู้จัก, การเช็คอินสถานที่ที่ตัวเองอยู่, การตั้งกลุ่มหรือสนทนาในกลุ่ม, การติดตามความเคลื่อนไหวของเพื่อน, การโพสต์รูปหรือแท็กรูป, การแสดงความคิดเห็น และการโพสต์วีดิโอหรือแท็กวิดีโอ โดยพบว่าปัจจัยด้านความถี่ในการใช้งานเฟซบุ๊ก, ความถี่ในการถ่ายรูปตัวเองแล้วโพสต์ลงเฟซบุ๊กหรือเซลฟี่, ความถี่ในการอัปเดตสถานะบนเฟซบุ๊ก และเกรดเฉลี่ยในปีการศึกษาที่ผ่านมา เป็นปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มอัตราการติดเฟซบุ๊กอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ด้วยเหตุนี้ การติดเฟซบุ๊กจึงถือเป็นปัญหาทางสุขภาพจิตที่ควรได้รับการส่งเสริมและเฝ้าระวังในกลุ่มเสี่ยงที่มีความภาคภูมิใจในตนเองต่ำหรือมีปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเฟซบุ๊ก เพื่อป้องกันและลดอัตราภาวะการติดเฟซบุ๊กในวัยรุ่น

บรรณานุกรม :
ขวัญข้าว พลเพชร . (2558). ความภาคภูมิใจในตนเองและพฤติกรรมการติดเฟซบุ๊กของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในเขตกรุงเทพมหานคร.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ขวัญข้าว พลเพชร . 2558. "ความภาคภูมิใจในตนเองและพฤติกรรมการติดเฟซบุ๊กของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในเขตกรุงเทพมหานคร".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ขวัญข้าว พลเพชร . "ความภาคภูมิใจในตนเองและพฤติกรรมการติดเฟซบุ๊กของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในเขตกรุงเทพมหานคร."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2558. Print.
ขวัญข้าว พลเพชร . ความภาคภูมิใจในตนเองและพฤติกรรมการติดเฟซบุ๊กของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในเขตกรุงเทพมหานคร. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2558.