| ชื่อเรื่อง | : | ประสิทธิภาพของการตรวจเพศโดยใช้ลักษณะภายนอกของกระดูกเชิงกรานในกลุ่มของประชากรไทย , Efficiency of sex determination by using external morphology of pelvis in Thai population |
| นักวิจัย | : | อรณัฐ หวังดี |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ |
| ผู้ร่วมงาน | : | ผาสุก มหรรฆานุเคราะห์ , สุคนธ์ ประสิทธิ์วัฒนเสรี |
| ปีพิมพ์ | : | 2557 |
| อ้างอิง | : | http://cmuir.cmu.ac.th/handle/6653943832/37859 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การระบุเพศที่ถูกต้องของโครงกระดูกมนุษย์นั้นมีความสำคัญอย่างมากในทางนิติเวชวิทยาศาสตร์แต่ก็เป็นเรื่องที่พบได้ไม่บ่อยนักกับการที่จะพบโครงกระดูกในสถานที่เกิดเหตุมักต้องเป็นคดีที่มีความจำเพาะ อาทิเช่น ศพจมน้ำ หรือถูกฝังดินเป็นต้นเมื่อเวลาผ่านล่วงเลยไปร่างของศพจะเกิดการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติก็จะสามารถมองเห็นกระดูกได้จากกรณีดังกล่าวจึงสามารถนำไปสู่การตรวจพิสูจน์ทางด้านนิติมานุษยวิทยาได้ต่อไป ในการจำแนกเพศจากโครงกระดูกส่วนของกระดูกที่นิยมถูกนำมาใช้มากที่สุด คือ ส่วนของกระดูกเชิงกราน( pelvis)เนื่องจากส่วนของกระดูกดังกล่าวมีความแตกต่างในแต่ละเพศค่อนข้างชัดเจน เพราะลักษณะของกระดูกเชิงกรานมีความสัมพันธ์กับหน้าที่ของระบบการทำงานในแต่ละเพศ ด้วยเหตุที่ยังไม่มีผู้ที่ทำการศึกษาในเรื่องนี้ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้สนใจทำการศึกษาประสิทธิภาพของการแยกเพศโดยใช้ลักษณะภายนอกของกระดูกเชิงกรานในกลุ่มของประชากรไทย โดยศึกษาจากโครงกระดูกเชิงกราน (pelvis) ที่ทราบเพศและอายุ (ขณะเสียชีวิต) ของผู้อุทิศร่างกาย ณ ศูนย์วิจัยนิติวิทยากระดูก (Forensic Osteology Research Center,FORC) คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีจำนวน 438 โครง โดยแบ่งเป็นเพศชาย 276 โครง เพศหญิง 162 โครง อายุระหว่าง 15-96 ปี ในการวิจัยครั้งนี้เลือกกลุ่มตัวอย่างจำนวน 300 โครง แบ่งเป็นเพศชาย 150 และเพศหญิง 150 โครง ในการศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยจึงได้สนใจการศึกษาการแยกเพศของกระดูกเชิงกรานโดยใช้การวิเคราะห์ลักษณะรูปร่างของกระดูกเชิงกราน ทั้งหมด 10 ตัวแปร คือ greater sciatic notch, subpubic concavity, pre- and post-auricular sulcus, iliac fossa, acetabulum, ischiopubic ramus, composite arch, ventral arch, pubic bone shape and dorsal pubic pitting ผลการศึกษาที่ได้คือ โดยสามารถจัดลำดับตัวแปรที่สามารถระบุเพศได้ดีที่สุดสามตัวแปรมี ค่าเฉลี่ยของความถูกต้องในการระบุเพศของทั้ง 2 เพศ คือ อันดับแรก Sub pubic angles 98.5% ถัดมา Greater sciatic notch อยู่ที่ 98.9% ลำดับสุดท้ายคือ Pubic bone shape อยู่ที่ 97.9% |
| บรรณานุกรม | : |
อรณัฐ หวังดี . (2557). ประสิทธิภาพของการตรวจเพศโดยใช้ลักษณะภายนอกของกระดูกเชิงกรานในกลุ่มของประชากรไทย.
เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ . อรณัฐ หวังดี . 2557. "ประสิทธิภาพของการตรวจเพศโดยใช้ลักษณะภายนอกของกระดูกเชิงกรานในกลุ่มของประชากรไทย".
เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ . อรณัฐ หวังดี . "ประสิทธิภาพของการตรวจเพศโดยใช้ลักษณะภายนอกของกระดูกเชิงกรานในกลุ่มของประชากรไทย."
เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , 2557. Print. อรณัฐ หวังดี . ประสิทธิภาพของการตรวจเพศโดยใช้ลักษณะภายนอกของกระดูกเชิงกรานในกลุ่มของประชากรไทย. เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ; 2557.
|
