| ชื่อเรื่อง | : | อิทธิพลของความสามารถในการฟื้นพลังและความกดดันทางวิชาการที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา โดยมีแรงจูงใจในการเรียนเป็นตัวแปรส่งผ่าน |
| นักวิจัย | : | นิภารัตน์ รูปไข่ |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | วรรณี แกมเกตุ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะครุศาสตร์ |
| ปีพิมพ์ | : | 2557 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/46270 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (ค.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2557 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความสามารถในการฟื้นพลัง ความกดดันทางวิชาการ แรงจูงใจในการเรียน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา จำแนกตามภูมิหลัง 2) พัฒนาและตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลอิทธิพลของความสามารถในการฟื้นพลังและความกดดันทางวิชาการที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยมีแรงจูงใจในการเรียนเป็นตัวแปรส่งผ่าน และ 3) วิเคราะห์บทบาทการส่งผ่านของแรงจูงใจในการเรียนในโมเดลอิทธิพลของความสามารถในการฟื้นพลังและความกดดันทางวิชาการที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 4) ทดสอบความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลอิทธิพลของความสามารถในการฟื้นพลังและความกดดันทางวิชาการที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยมีแรงจูงใจในการเรียนเป็นตัวแปรส่งผ่านระหว่างนักเรียนที่มีระดับชั้นแตกต่างกัน ตัวอย่างวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 832 คน ได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (multi-stage random sampling) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์ค่าสถิติเบื้องต้น การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างกลุ่มพหุโดยใช้โปรแกรม LISREL ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. นักเรียนมีระดับความสามารถในการฟื้นพลัง ความกดดันทางวิชาการ และแรงจูงใจในการเรียน อยู่ในระดับปานกลาง (mean = 3.41, 2.90 และ 3.46 ตามลำดับ) และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับมาก (mean = 3.50) และเมื่อวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยความสามารถในการฟื้นพลัง ความกดดันทางวิชาการ แรงจูงใจในการเรียน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำแนกตามภูมิหลัง ได้แก่ เพศ ระดับชั้น ภูมิภาค และขนาดของโรงเรียน พบว่า (1.1) นักเรียนหญิงมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการฟื้นพลัง และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนชายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่ความกดดันทางวิชาการและแรงจูงใจในการเรียนของนักเรียนชายและหญิงมีคะแนนเฉลี่ยไม่แตกต่างกัน (1.2) นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการฟื้นพลังไม่แตกต่างกัน แต่มีคะแนนเฉลี่ยความกดดันทางวิชาการ แรงจูงใจในการเรียน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมีความกดดันทางวิชาการสูงกว่านักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ขณะที่นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นมีแรงจูงใจในการเรียนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (1.3) นักเรียนในแต่ละภูมิภาคมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการฟื้นพลัง ความกดดันทางวิชาการ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยนักเรียนภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้มีความสามารถในการฟื้นพลังสูงกว่านักเรียนภาคกลาง และนักเรียนภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความกดดันทางวิชาการสูงกว่านักเรียนภาคเหนือและภาคใต้ ส่วนนักเรียนในภาคกลางมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ นอกจากนี้เมื่อวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยแรงจูงใจในการเรียนในภาพรวม พบว่านักเรียนในทุกภูมิภาคมีคะแนนเฉลี่ยไม่แตกต่างกัน และ (1.4) นักเรียนในโรงเรียนขนาดใหญ่มีคะแนนเฉลี่ยของความสามารถในการฟื้นพลังและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนความกดดันทางวิชาการและแรงจูงใจในการเรียน พบว่านักเรียนในโรงเรียนขนาดใหญ่และเล็กมีคะแนนเฉลี่ยไม่แตกต่างกัน 2. โมเดลอิทธิพลของความสามารถในการฟื้นพลังและความกดดันทางวิชาการที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา โดยมีแรงจูงใจในการเรียนเป็นตัวแปรส่งผ่านที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่า Chi-square = 28.519, df = 23, p = 0.197, GFI = 0.995, AGFI = 0.980, RMR = 0.014, RMSEA = 0.017 ตัวแปรในโมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวนของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแรงจูงใจในการเรียนได้ร้อยละ 18.9 และ 53.7 ตามลำดับ โดยความสามารถในการฟื้นพลังและความกดดันทางวิชาการมีอิทธิพลทางตรงต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (DE = .116, -.218 ตามลำดับ) และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนยังได้รับอิทธิพลทางอ้อมจากความสามารถในการฟื้นพลังและความกดดันทางวิชาการผ่านแรงจูงใจในการเรียน (IE = .163, -.046 ตามลำดับ) ทุกค่ามีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ตัวแปรแรงจูงใจในการเรียน มีบทบาทการส่งผ่านเป็นแบบบางส่วน (partial mediator) จากตัวแปรความสามารถในการฟื้นพลังและความกดดันทางวิชาการไปยังตัวแปรผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4. โมเดลอิทธิพลของความสามารถในการฟื้นพลังและความกดดันทางวิชาการที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา โดยมีแรงจูงใจในการเรียนเป็นตัวแปรส่งผ่าน ไม่มีความแปรเปลี่ยนของรูปแบบโมเดล แต่มีความแปรเปลี่ยนของพารามิเตอร์สัมประสิทธิ์การถดถอยอิทธิพลเชิงสาเหตุจากตัวแปรภายนอกแฝงไปยังตัวแปรภายในแฝง |
| บรรณานุกรม | : |
นิภารัตน์ รูปไข่ . (2557). อิทธิพลของความสามารถในการฟื้นพลังและความกดดันทางวิชาการที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา โดยมีแรงจูงใจในการเรียนเป็นตัวแปรส่งผ่าน.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. นิภารัตน์ รูปไข่ . 2557. "อิทธิพลของความสามารถในการฟื้นพลังและความกดดันทางวิชาการที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา โดยมีแรงจูงใจในการเรียนเป็นตัวแปรส่งผ่าน".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. นิภารัตน์ รูปไข่ . "อิทธิพลของความสามารถในการฟื้นพลังและความกดดันทางวิชาการที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา โดยมีแรงจูงใจในการเรียนเป็นตัวแปรส่งผ่าน."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2557. Print. นิภารัตน์ รูปไข่ . อิทธิพลของความสามารถในการฟื้นพลังและความกดดันทางวิชาการที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา โดยมีแรงจูงใจในการเรียนเป็นตัวแปรส่งผ่าน. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2557.
|
