ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษาการแสดงออกของไธมิดิเลท ซินเทส ในการคาดเดาการได้ประโยชน์จากการรักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัดสูตรที่มีอ๊อกซาลิพลาตินร่วมกับฟลูโอโรยูราซิลเทียบกับการได้ฟลูโอโรยูราซิลเพียงชนิดเดียวในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่สาม

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษาการแสดงออกของไธมิดิเลท ซินเทส ในการคาดเดาการได้ประโยชน์จากการรักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัดสูตรที่มีอ๊อกซาลิพลาตินร่วมกับฟลูโอโรยูราซิลเทียบกับการได้ฟลูโอโรยูราซิลเพียงชนิดเดียวในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่สาม
นักวิจัย : ศิยามล มิ่งมาลัยรักษ์
คำค้น : -
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : สืบพงศ์ ธนสารวิมล , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะแพทยศาสตร์
ปีพิมพ์ : 2557
อ้างอิง : http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/45748
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (วท.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2557

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาการแสดงออกของยีนไธมิดิเลท ซินเทสในการคาดเดาประโยชน์จากการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดสูตรที่มีอ๊อกซาลิพลาตินร่วมกับฟลูโอโรยูราซิลเทียบกับการรักษาด้วยฟลูโอโรยูราซิลเพียงชนิดเดียว ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่สาม โดยดูอัตราการรอดชีวิตโดยปลอดโรคที่ 5 ปี วิธีดำเนินการ: เก็บข้อมูลจากเวชระเบียน และภาพถ่ายทางรังสีวิทยาย้อนหลังและไม่พบการกระจายไปยังอวัยวะอื่น ในกลุ่มประชากรที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่สามตั้งแต่ 1 มกราคม 2548 ถึง 31 ธันวาคม 2552 และได้รักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัด และย้อมชิ้นเนื้อเพื่อหาค่าการแสดงออกของ ไธมิดิไดเลท ซินเทส ผลการศึกษา: ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่สาม 128 ราย กลุ่มที่มีการแสดงออกของไธมิดิเลท ซินเทสสูงมีร้อยละ 32.8 จากการติดตาม 5 ปี พบว่า ผู้ป่วยกลุ่มนี้ จะมีอัตราการรอดชีวิตโดยปลอดโรคที่ 5 ปี ร้อยละ 61.9 เมื่อเทียบกับร้อยละ 65.1 ในกลุ่มที่มีการแสดงออกของไธมิดิเลท ซินเทสต่ำ ( p=0.722 ) กลุ่มที่ได้ยาอ๊อกซาลิพลาตินร่วมด้วยมีอัตราการรอดชีวิตโดยปลอดโรคที่ 5 ปีดีกว่าการได้ฟลูโอโรยูราซิลชนิดเดียว ( ร้อยละ 70.6 เทียบกับ 59.7, p=0.21) เมื่อจำแนกตามการแสดงออกของไธมิดิเลท ซินเทส กลุ่มที่ได้รับอ๊อกซาลิพลาตินร่วมด้วยจะมีอัตราการรอดชีวิตโดยปลอดโรคที่ 5 ปีดีกว่าได้ฟลูโอโรยูราซิลชนิดเดียวเมื่อมีการแสดงออกของไธมิดิเลท ซินเทสสูง แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 71.4 เทียบกับ 52.4, p=0.204, แตกต่างกันร้อยละ 19) และจะเห็นความแตกต่างน้อยกว่าถ้ามีการแสดงออกของไธมิดิเลท ซินเทสต่ำ (ร้อยละ 70 เทียบกับ 62.5, p=0.487, แตกต่างกันร้อยละ 7.5) สรุปผลการศึกษา: การแสดงออกของไธมิดิเลท ซินเทสอาจจะเป็นปัจจัยคาดเดาการได้รับประโยชน์ของการเพิ่มอ๊อกซาลิพลาตินในสูตรการรักษาเสริมในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่สาม

บรรณานุกรม :
ศิยามล มิ่งมาลัยรักษ์ . (2557). การศึกษาการแสดงออกของไธมิดิเลท ซินเทส ในการคาดเดาการได้ประโยชน์จากการรักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัดสูตรที่มีอ๊อกซาลิพลาตินร่วมกับฟลูโอโรยูราซิลเทียบกับการได้ฟลูโอโรยูราซิลเพียงชนิดเดียวในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่สาม.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ศิยามล มิ่งมาลัยรักษ์ . 2557. "การศึกษาการแสดงออกของไธมิดิเลท ซินเทส ในการคาดเดาการได้ประโยชน์จากการรักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัดสูตรที่มีอ๊อกซาลิพลาตินร่วมกับฟลูโอโรยูราซิลเทียบกับการได้ฟลูโอโรยูราซิลเพียงชนิดเดียวในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่สาม".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ศิยามล มิ่งมาลัยรักษ์ . "การศึกษาการแสดงออกของไธมิดิเลท ซินเทส ในการคาดเดาการได้ประโยชน์จากการรักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัดสูตรที่มีอ๊อกซาลิพลาตินร่วมกับฟลูโอโรยูราซิลเทียบกับการได้ฟลูโอโรยูราซิลเพียงชนิดเดียวในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่สาม."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2557. Print.
ศิยามล มิ่งมาลัยรักษ์ . การศึกษาการแสดงออกของไธมิดิเลท ซินเทส ในการคาดเดาการได้ประโยชน์จากการรักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัดสูตรที่มีอ๊อกซาลิพลาตินร่วมกับฟลูโอโรยูราซิลเทียบกับการได้ฟลูโอโรยูราซิลเพียงชนิดเดียวในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่สาม. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2557.