ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษาฤทธิ์ของว่านชักมดลูกต่อระบบสืบพันธุ์ของหนูเพศเมีย

หน่วยงาน ฐานข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษาฤทธิ์ของว่านชักมดลูกต่อระบบสืบพันธุ์ของหนูเพศเมีย
นักวิจัย : เสมอ ถาน้อย , สุทิสา ถาน้อย , สุทิสา ถาน้อย
คำค้น : female rats., , reproductive system, , utero , ระบบสืบพันธุ์, , ระบบสืบพันธุ์ของหนูเพศเมีย , ว่านชักมดลูก, , หนูเพศเมีย,
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2552
อ้างอิง : -
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

บทนำ

ว่านชักมดลูกเป็นสมุนไพรไทยที่ได้รับการกล่าวขานว่ามีสรรพคุณในการใช้ชักมดลูกเข้าอู่แก้มดลูกพิการแก้ปวดมดลูกแก้ประจำเดือนมาไม่ปกติทั้งนี้ยังขาดข้อมูลเชิงวิชาการจากงานวิจัยเพื่อยืนยันถึงผลของว่านชักมดลูกต่อการเปลี่ยนแปลงในระบบสืบพันธุ์เพศหญิงดังนั้นงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของสารสกัดว่านชักมดลูกต่อการแสดงออกของตัวรับฮอร์โมน estrogen ในรังไข่และผลต่อกระบวนการสร้างเซลล์ไข่ (Oogenesis) ในหนูเพศเมีย


วิธีการทดลอง

สัตว์ทดลองที่ใช้ได้แก่หนูเพศเมียพันธุ์ Sprague-Dawley อายุ 8 สัปดาห์น้ำหนัก200-250 กรัมจำนวน 60 ตัวแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มกลุ่มละ 12 ตัวกลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุมได้รับ Propyleneglycol เป็นเวลา 90 วันกลุ่มที่ 2, 3, 4 และ 5 เป็นกลุ่มทดลองได้รับสารสกัดว่านชักมดลูกใน Propyleneglycol ขนาด 1, 10, 100 และ 1000 มิลลิกรัม / น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม / วันตามลำดับโดยป้อนทางปากติดต่อกันเป็นเวลา 90 วันเมื่อครบกำหนดสัตว์ทดลองจะถูกทำให้ตายอย่างสงบจากนั้นนำ ovary มาศึกษาความหนาแน่นของตัวรับฮอร์โมน estrogen โดยวิธี Immunohistochemistry technique นับจำนวน estrogen receptor แล้วคิดเป็นร้อยละโดยเทียบกับจำนวนเซลล์ทั้งหมดและศึกษากระบวนการสร้างเซลล์ไข่ (Oogenesis) โดยวิธี Hematoxylin-cosin (H & E) procedures นับจำนวน follicle ในแต่ละระยะของ Ovarian follicle นำไปวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้ ANOVA 


ผลการทดลอง/วิจารณ์ผล

จากการศึกษาพบว่าร้อยละของ estrogen receptor ต่อจำนวนเซลล์ทั้งหมดในกลุ่มที่ได้รับว่านชักมดลูกขนาด 1000 มิลลิกรัม / น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม / วันเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p = 0. 02) และหากเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ได้รับขนาด1000มิลลิกรัมน้ำหนักตัวเกิโลกรัม / วันกับกลุ่มที่ได้รับขนาด 10 มิลลิกรัม / น้ำหนักตัวเกิโลกรัม / วันปรากฏว่ามีปริมาณเพิ่มขึ้นเช่นกัน (p-0. 02) อย่างไรก็ตามว่านชักมดลูกไม่มีผลต่อกระบวนการสร้างเซลล์ไข่ (Oogenesis) นอกจากนั้นพบว่าปริมาณของ estrogen receptor มีความสัมพันธ์กับเซลล์ไข่ระยะ mature follicle (R = 0. 453, p = 0. 023) แสดงให้เห็นว่าว่านชักมดลูกมีผลต่อการแสดงออกของตัวรับฮอร์โมน estrogen แต่จะไม่มีผลต่อกระบวนการสร้างเซลล์ไข่ในระยะอื่นนอกเหนือจากระยะ Imature follicle เนื่องจากสารสกัดว่านชักมดลูกมีสารที่เป็นส่วนประกอบหลายชนิดอาจจะเป็นไปได้ที่สารประกอบในส่วนที่ไปมีผลต่อการแสดงออกของตัวรับฮอร์โมน estrogen และกระบวนการสร้างเซลล์ไข่มีปริมาณน้อยจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผลการแสดงออกของตัวรับฮอร์โมน estrogen มีการเพิ่มขึ้นเมื่อได้รับขนาดที่สูงที่สุดในการทดลองในครั้งนี้สอดคล้องกับการศึกษาที่ผ่านมาที่มีการใช้ขนาดที่สูงก็มีผลไปในทิศทางเดียวกันอย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงของตัวรับฮอร์โมน estrogen จะมีความสัมพันธ์กับการพัฒนาเซลล์ไข่ในระยะ mature follicle เปลี่ยนแปลงของตัวรับฮอร์โมนต่อการเจริญของเซลล์ไข่ในระยะนี้ผeซึ่งอาจจะเเสดงถึงคจำเพาะของการ

บรรณานุกรม :
เสมอ ถาน้อย , สุทิสา ถาน้อย , สุทิสา ถาน้อย . (2552). การศึกษาฤทธิ์ของว่านชักมดลูกต่อระบบสืบพันธุ์ของหนูเพศเมีย.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.
เสมอ ถาน้อย , สุทิสา ถาน้อย , สุทิสา ถาน้อย . 2552. "การศึกษาฤทธิ์ของว่านชักมดลูกต่อระบบสืบพันธุ์ของหนูเพศเมีย".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.
เสมอ ถาน้อย , สุทิสา ถาน้อย , สุทิสา ถาน้อย . "การศึกษาฤทธิ์ของว่านชักมดลูกต่อระบบสืบพันธุ์ของหนูเพศเมีย."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2552. Print.
เสมอ ถาน้อย , สุทิสา ถาน้อย , สุทิสา ถาน้อย . การศึกษาฤทธิ์ของว่านชักมดลูกต่อระบบสืบพันธุ์ของหนูเพศเมีย. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี; 2552.