ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การพัฒนาน้ำยาอีไลซ่าและอุปกรณ์สำเร็จรูปเชิงพาณิชย์เพื่อการตรวจวิเคราะห์อะฟลาทอกซินบีหนึ่ง

หน่วยงาน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การพัฒนาน้ำยาอีไลซ่าและอุปกรณ์สำเร็จรูปเชิงพาณิชย์เพื่อการตรวจวิเคราะห์อะฟลาทอกซินบีหนึ่ง
นักวิจัย : พรงาม ลิ้มตระกูล , Porn-ngarm Limtrakul
คำค้น : Aflatoxins , Biochemistry , Biological sciences , Biology and biochemistry , BT-38-06-PPI-10-2 , Enzyme-Linked Immunosorbent Assay , Zea mays.L , ข้าวโพด , ชุดน้ำยาอีไลซ่า , ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ , สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา , สารพิษจากเชื้อรา , อะฟลาท็อกซิน
หน่วยงาน : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2540
อ้างอิง : http://www.nstda.or.th/thairesearch/node/1894
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

ข้าวโพด (Zea mays.L) เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย ทำรายได้ให้กับประเทศเป็นมูลค่า ประจำปีละ 10,000 ล้านบาท โดยเฉพาะข้าวโพดในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดปีละ 11-12 ล้านไร่ ผลผลิตรวมประมาณ 3.5-4.0 ล้านตัน แต่ในปัจจุบันสภาพการผลิตของประเทศมีแนวโน้มลดลงในปีการผลิต 2538/2539 พื้นที่ปลูกของประเทศเหลือประมาณ 9.2 ล้านไร่ ผลผลิตรวม 4.35 ล้านตัน ผลผลิตที่เพิ่มขั้นนี้เนื่องจากการใช้พันธุ์ข้าวโพดลูกผสมใหม่ที่ดีกว่าเดิม ถึงแม้พื้นที่ปลูกข้าวโพดของประเทศลดลง แต่ปริมาณการใช้ ข้าวโพดภายในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากอุตสาหกรรมด้านอาหารสัตว์ของประเทศมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น จากที่เคยใช้ประมาณ 2 ล้านตันในปี 2532/2533 มาเป็นปริมาณการใช้ที่เพิ่มขึ้น ในปี 2537/2538 ประมาณ 3.3-3.5 ล้านตัน ปัญหาสำคัญของการผลิตข้าวโพดในปีปัจจุบันที่ทำให้การส่งออกลดลง ตลอดจนมีผลกระทบต่อการใช้ข้าวโพดในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ภายในประเทศ คือด้านคุณภาพข้าวโพดที่มีเชื้อราและสารพิษอะฟลาทอกซินปนเปื้อนในปริมาณ มากกว่า 50 ppb. จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขและป้องกันพัฒนาวิธีการ ตรวจวัดการปนเปื้อนดังกล่าว ด้วยวิธีการที่ รวดเร็ว ประหยัดและง่ายต่อผู้ใช้ โดยทั่วไปการตรวจวัดปริมาณอะฟลาทอกซินใช้วิธีโครมาโตกราฟฟีผิวบาง (TLC) หรือโครมาโตกราฟฟีสมรรถนะสูง (HPLC) ซึ่งจะต้องใช้ขั้นตอน และระยะเวลาการตรวจวัดนานไม่ต่ำกว่า 1-2 วัน ใช้บุคคลากรที่ชำนาญและกระทำได้ในห้องปฏิบัติการเท่านั้น เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการพัฒนา เทคนิคและน้ำยาอีไลซ่า (ELISA) สำเร็จรูปจำหน่ายในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เพื่อตรวจวัดปริมาณอะฟลาทอกซินบีหนึ่งที่ปนเปื้อนในวัสดุทางการเกษตรและ ผลิตภัณฑ์อาหาร โดยอาศัยการผลิตแอนติบอดี้ชนิดโพลีโคลนัลหรือโมโนโคลนัลต่ออะฟลาทอกซินบี หนึ่ง เทคนิคอีไลซ่าเป็นวิธีการตรวจวัดที่ไว มีความจำเพาะสูง เหมาะสมที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในสถานที่ต่างๆ นอกห้องปฏิบัติการได้สะดวก และไม่จำเป็นต้องใช้บุคคลากรที่มีความชำนาญเฉพาะทาง แต่การตรวจวัดโดยวิธีการอีไลซ่า ยังไม่เป็นที่นิยมในประเทศเขตร้อนชื้นซึ่งมีการปนเปื้อนของอะฟลาทอกซิน ในวัสดุทางการเกษตรและอุตสาหกรรม อาหารสัตว์ค่อนข้างสูง ทั้งนี้เป็นเพราะน้ำยาอีไลซ่าสำเร็จรูป มีราคาค่อนข้างแพง ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศที่อยู่ห่างไกล เช่น สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ทำให้ไม่เกิดความคล่องตัวในการใช้งาน ในปี พ.ศ. 2535-2538 คณะนักวิจัยหมาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ทำการวิจัยและพัฒนาน้ำยาอีไลซ่าวิธีการดังกล่าวนี้สำเร็จเพื่อใช้ในการ ตรวจวัดปริมาณอะฟลาทอกซินบีหนึ่ง ที่ปนเปื้อนในวัสดุทางการเกษตรเช่น เมล็ดข้าวโพดและถั่วลิสง โดยได้รับทุนสนับสนุนการทำวิจัยจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แห่งชาติ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ น้ำยาอีไลซ่าที่พัฒนาขึ้นนั้น สามารถวัดปริมาณอะฟลาทอกซินได้มีความถูกต้อง แม่นยำ CV ? 10% มีความไวตรวจวัด AFB1 ได้ถึง 2pg จากการศึกษา corss reactivity ของอนุพันธ์ชนิดต่างๆ ของ อะฟลาทอกซิน พบว่ามี cross reactivity ต่อ AFB1 (100%), AFG1 (68%), AFB2 (10%), AFG2(2%), AFM1 (1%), AFL I (10%), AFL II (18%) คุณภาพของน้ำยาที่ใช้มีความสัมพันธ์อย่างดีกับ วิธี TLC (R = 0.87) และเทียบเคียงอย่างดีกับน้ำยาอีไลซ่ายี่ห้อต่างๆ จากต่างประเทศ (R = 0.92) International Diagnostic System Corp สหรัฐอเมริกา และ Ridascreen สาธารณรัฐเยอรมัน วิธีตรวจวัดรวดเร็วและง่ายมาก ใช้เวลาน้อยกว่า 1 ชั่วโมงนับจากการเตรียมสารตัวอย่าง อย่างไรก็ตามยังไม่ได้มีการนำน้ำยานี้ไปใช้ในภาคสนามและผลิตสำเร็จรูปเพื่อ เชิงพาณิชย์ ในปี พ.ศ. 2538 นักวิจัยได้เสนอโครงการวิจัยใหม่เพื่อต่อเนื่องจากโครงการวิจัยเดิม โดยขยายงานวิจัยเพื่อนำไปสู่ผู้ใช้และจำหน่ายในตลาดเป้าหมาย ในด้านเชิงพาณิชย์ มุ่งที่จะให้มีบริษัทคนกลางจากในและต่างประเทศมารับช่วงหรือถ่ายทอด เทคโนโลยีที่พัฒนาแล้ว จากห้องปฏิบัติการไปสู่ผู้ใช้และจำหน่ายได้ในตลาดได้ต่อไป ชุดตรวจสอบน้ำยาอีไลซ่า และอุปกรณ์สำเร็จที่เตรียมเองในห้องปฏิบัติการเพื่อการตรวจวิเคราะห์อะฟลา ทอกซินบีหนึ่ง แบ่งได้เป็น 2 ชุดคือ ชนิดหลุมและชนิดหวี แต่ละชุดตรวจสอบนั้น อาศัยหลักการอีไลซ่าแบบแข่งขันเช่นเดียวกันชนิดหลุมจะเป็นการวิเคราะห์ปริมา ณอะฟลาทอกซินแบบปริมาณโดยอ่านค่าจากเครื่องอ่านอีไลซ่าหรือแบบกึ่งปริมาณจาก การเทียบสีด้วยตาเปล่าเป็นช่วงพิกัดต่างๆ กัน ดังนี้ 0-20, 20-40, 40-120 พีพีบี สำหรับน้ำยาอีไลซ่าชนิดหวีจะเป็นการวิเคราหะเชิงคุณภาพ ตัวอย่างเช่น ตรวจสอบการปนเปื้อนของอะฟลาทอกซินมากกว่าหรือน้อยกว่า 50 พีพีบี เป็นต้น คณะวิจัยได้เตรียมชุดตรวจสอบน้ำยาอีไลซ๋าทั้ง 2 ชุดในเชิงพาณิชย์ โดยกำหนดรูปแบบกล่องและขวดบรรจุภัณฑ์ในขั้นแรกจำนวน 1,200 ชุด เพื่อนำไปใช้ทดสอบในสภาพจริงตามพื้นที่เป้าหมาย ก่อนที่จะนำน้ำยาอีไลซ่านี้ออกไปใช้ทางภาคสนาม นักวิจัยได้ศึกษาอายุและคุณภาพการใช้งานของน้ำยาและอุปกรณ์สำเร็จรูปทั้ง 2 ชนิด ประกอบด้วยหลุมหรือหวีพลาสติกที่เคลือบด้วยแอนติบอดี้ต่ออะฟลาทอกซิน, น้ำยาเอ็นไซม์คอนจูเกต (Aflatoxin peroxidase conjugate),สารพิษอะฟลาทอกซินมาตรฐาน, น้ำยาล้างหลุมหรือหวีพลาสติกและตัวทำให้เกิดสีหรือสับสเตรท โดนนำน้ำยาและอุปกรณ์ดังกล่าวมาเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิห้อง (25-300ซ) ทำการตรวจสอบประสิทธิภาพของน้ำยาต่างๆ โดยเทียบกับน้ำยาที่เตรียมขึ้นใหม่ (กลุ่มควบคุม) ทุกครั้ง โดยใช้หลักการที่ว่าน้ำยาทางอิมมูนวิทยาสามารถเก็บได้ที่ 25-300ซ เป็นเวลานาน 10 วัน จะมีความหมายใกล้เคียงกับ อายุของน้ำยาที่เก็บรักษาไว้ 40ซ เป็นเวลานาน 1 ปี เราจึงทำการศึกษาอายุของน้ำยาทั้ง 2 อุณหภูมิคือ อุณหภูมิห้องก่อนเพื่อจะได้ทราบผลอย่างรวดเร็ว และขณะเดียวกันได้ทำการศึกษาที่อุณหภูมิที่ 40ซ ควบคู่ไปด้วย ผลการตรวจสอบพบว่าน้ำยาและอุปกรณ์ทั้งหมดมีอายุนานกว่า 10 วัน เมื่อเก็บที่อุณหภูมิ 25-300ซ ขณะเดียวกันได้ทำการศึกษาอายุของน้ำยาและอุปกรณ์ที่อุณหภูมิ 40ซ พบว่าสามารถมีอายุการทำงานอย่างน้อย 8 เดือน สำหรับชนิดหลุมและ 12 เดือนสำหรับชนิดหวีจากการได้สำรวจความนิยมของผู้ใช้ต่อชุดตรวจสอบน้ำยาอีไล ซ่าได้แก่ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเจ้าหน้าที่ส่งสริมการเกษตร เจ้าหน้าที่สหกรณ์เกษตร ผู้รับซื้อผลผลิตในท้องถิ่นรายใหญ่พบว่ายังไม่เป็นที่นิยมเพราะคิดว่าน้ำยา การตรวจวัดนี้ยุงยากมีขั้นตอนหลายขั้นตอนไม่เหมาะสมกับธุรกิจรับซื้อข้าวโพด จากเกษตรกรรายย่อยที่ต้องการความรวดเร็ว และไม่อยากเสียค่าใช้จ่ายในการตรวจวัดเพิ่ม แต่ได้แนะนำว่าน้ำยาอีไลซ่านี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานราชการ หรือเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดมาตรฐานสินค้า รองลงมาคือบริษัทรับซื้อผลผลิตทางการเกษตร เพราะเป็นจุดสุดท้ายที่จะนำผลผลิตไปใช้ประโยชน์ สำหรับความนิยมของเจ้าหน้าที่สหกรณ์การเกษตร เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดต่อชนิดของชุดตรวจสอบ พบว่าชุดตรวจสอบอีไลซ่าชนิดหลุมเป็นที่นิยมและเหมาะสมในการนำไปใช้มากกว่า ชนิดหวี

บรรณานุกรม :
พรงาม ลิ้มตระกูล , Porn-ngarm Limtrakul . (2540). การพัฒนาน้ำยาอีไลซ่าและอุปกรณ์สำเร็จรูปเชิงพาณิชย์เพื่อการตรวจวิเคราะห์อะฟลาทอกซินบีหนึ่ง.
    ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ.
พรงาม ลิ้มตระกูล , Porn-ngarm Limtrakul . 2540. "การพัฒนาน้ำยาอีไลซ่าและอุปกรณ์สำเร็จรูปเชิงพาณิชย์เพื่อการตรวจวิเคราะห์อะฟลาทอกซินบีหนึ่ง".
    ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ.
พรงาม ลิ้มตระกูล , Porn-ngarm Limtrakul . "การพัฒนาน้ำยาอีไลซ่าและอุปกรณ์สำเร็จรูปเชิงพาณิชย์เพื่อการตรวจวิเคราะห์อะฟลาทอกซินบีหนึ่ง."
    ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, 2540. Print.
พรงาม ลิ้มตระกูล , Porn-ngarm Limtrakul . การพัฒนาน้ำยาอีไลซ่าและอุปกรณ์สำเร็จรูปเชิงพาณิชย์เพื่อการตรวจวิเคราะห์อะฟลาทอกซินบีหนึ่ง. ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ; 2540.