| ชื่อเรื่อง | : | ผลของการเติมโพลีเมอร์ต่อการสร้างตะกอนเม็ดของระบบยูเอเอสบีในการบำบัดน้ำเสียที่มีความเข้มข้นสูง |
| นักวิจัย | : | ธงชัย มหัจฉริยวงศ์ |
| คำค้น | : | น้ำเสีย -- การบำบัด -- วิธีทางชีวภาพ |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | ชวลิต รัตนธรรมสกุล , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะวิศวกรรมศาสตร์ |
| ปีพิมพ์ | : | 2549 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/8323 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (วศ.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549 การศึกษาผลของการเติมโพลีเมอร์ต่อการสร้างตะกอนเม็ดของระบบยูเอเอสบี โดยเป็นการศึกษาถึงความเข้มข้นของโพลีเมอร์ที่เหมาะสมด้วยวิธี Jar Test ซึ่งมีการศึกษาความเข้มข้นตั้งแต่ ไม่เติมโพลีเมอร์, เติมโพลีเมอร์ 1, 2, 4, 6 และ 8 มก./ก.เอสเอส หลังจากนั้นจะศึกษาถึงผลของความถี่ในการเติมโพลีเมอร์ตอประสิทธิภาพของระบบยูเอเอสบี ซึ่งเดินระบบโดยใช้ถังปฏิกรณ์ลักษณะเหมือนกันจำนวน 3 ถัง ถังปฏิกรณ์ที่ 1 ไม่มีการเติมโพลีเมอร์ ถังปฏิกรณ์ที่ 2 เติมโพลีเมอร์สัปดาห์ละครั้ง และถังปฏิกรณ์ที่ 3 เติมโพลีเมอร์สัปดาห์ละสองครั้ง โดยควบคุมให้มีการเติมปริมาณโพลีเมอร์โดยรวมในหนึ่งสัปดาห์เท่ากับถังปฏิกรณ์ที่ 2 แต่เติมแยกย่อยออกเป็นสองครั้ง ซึ่งการเติมโพลีเมอร์นั้นจะเติมในช่วงแรกของช่วงเริ่มต้นเดินระบบ ส่วนน้ำเสียที่ใช้เป็นน้ำเสียสังเคราะห์ ซึ่งค่าอัตราภาระบรรทุกสารอินทรีย์อยู่ในช่วง 2-4 กก.ซีโอดี/ลบ.ม./วัน การศึกษาความเข้มข้นของโพลีเมอร์ที่เหมาะสมจากการทดลอง Jar Test นั้น พบว่าความเข้มข้นที่เหมาะสมของโพลีเมอร์เท่ากับ 2 มก./ก.เอสเอส จึงเลือกใช้ค่าความเข้มข้นนี้ในการเดินระบบยูเอเอสบี สำหรับผลของความถี่ในการเติม โพลีเมอร์ที่มีต่อประสิทธิภาพของระบบยูเอเอสบีนั้น พบว่าในช่วงเริ่มต้นเดินระบบ (Start Up) ถังปฏิกรณ์ที่ 2 มีความเสถียรของระบบมากที่สุด เนื่องจากการหลุดออกของของแข็ง แขวนลอยเฉลี่ยน้อยที่สุดเท่ากับ 88 มก./ล. เมื่อเทียบกับถังปฏิกรณ์ที่ 1 ซึ่งเท่ากับ 456 มก./ล. และถังปฏิกรณ์ที่ 3 ที่เท่ากับ 123 มก./ล. สำหรับประสิทธิภาพในการบำบัดซีโอดีของทั้งสามถังปฏิกรณ์มีค่ามากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ จากการเดินระบบระยะยาวพบว่า เม็ดตะกอนจุลินทรีย์ของถังปฏิกรณ์ที่ 2 มีขนาด D[subscript 50] ใหญ่ที่สุดเท่ากับ 177.4 ไมโครเมตร เมื่อเทียบกับถังปฏิกรณ์ที่ 1 ซึ่งเท่ากับ 140.3 ไมโครเมตร และถังปฏิกรณ์ที่ 3 ที่เท่ากับ 135.6 ไมโครเมตร และเม็ดตะกอนจุลินทรีย์ของถังปฏิกรณ์ที่ 2 มีความหนาแน่นมากกว่าถังปฏิกรณ์อื่นๆ และมีค่าความสามารถจำเพาะในการสร้างมีเทน (SMA) เท่ากับ 0.44 ก.ซีโอดี-มีเทน/ก.วีเอสเอส/วัน ที่อัตราภาระบรรทุกสารอินทรีย์เท่ากับ 4 กก.ซีโอดี/ลบ.ม./วัน ผลการทดลองสรุปได้ว่าการเติมโพลีเมอร์ลงในระบบยูเอเอสบี เป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยทำให้ตะกอนจุลินทรีย์มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งความถี่ที่เหมาะสมในการเติมโพลีเมอร์นั้น พบว่าการเติมโพลีเมอร์สัปดาห์ละครั้งเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด โดยระบบยูเอเอสบีสามารถบำบัดน้ำเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีเสถียรของระบบสูง |
| บรรณานุกรม | : |
ธงชัย มหัจฉริยวงศ์ . (2549). ผลของการเติมโพลีเมอร์ต่อการสร้างตะกอนเม็ดของระบบยูเอเอสบีในการบำบัดน้ำเสียที่มีความเข้มข้นสูง.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ธงชัย มหัจฉริยวงศ์ . 2549. "ผลของการเติมโพลีเมอร์ต่อการสร้างตะกอนเม็ดของระบบยูเอเอสบีในการบำบัดน้ำเสียที่มีความเข้มข้นสูง".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ธงชัย มหัจฉริยวงศ์ . "ผลของการเติมโพลีเมอร์ต่อการสร้างตะกอนเม็ดของระบบยูเอเอสบีในการบำบัดน้ำเสียที่มีความเข้มข้นสูง."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549. Print. ธงชัย มหัจฉริยวงศ์ . ผลของการเติมโพลีเมอร์ต่อการสร้างตะกอนเม็ดของระบบยูเอเอสบีในการบำบัดน้ำเสียที่มีความเข้มข้นสูง. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2549.
|
