ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การจัดจำแนกเชื้อรา Colletotrichum ที่เป็นสาเหตุโรคพืชเศรษฐกิจในภาคเหนือของประเทศไทยในระดับโมเลกุล

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การจัดจำแนกเชื้อรา Colletotrichum ที่เป็นสาเหตุโรคพืชเศรษฐกิจในภาคเหนือของประเทศไทยในระดับโมเลกุล
นักวิจัย : ชัยวัฒน์ โตอนันต์
คำค้น : Amplified Fragment Length Polymorphism (AFLP) , Colletotrichum spp. , Phyllogeny , ribosomal DNA (rDNA)
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2554
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=PDF4280047 , http://research.trf.or.th/node/2322
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

จากการแยกและเก็บรวบรวมเชื้อรา Colletrotrichum ที่เป็นสาเหตุของโรคแอนแทรกโนสของพืชเศรษฐกิจในเขตภาคเหนือของไทย พบว่าสามารถแยกเชื้อราดังกล่าวได้จากพืช 52 ชนิด รวม 88 ไอโซเลท โดยเชื้อราที่แยกได้มีลักษณะทางสัณฐานวิทยาที่แตกต่างกันไป เช่น สีของโคโลนีที่พบ มีตั้งแต่สีขาว, เขียว, ส้ม และเทา มีอัตราการเจริญเติบโตบนอาหารเลี้ยงเชื้อแตกต่างกันตั้งแต่ 0.82 ถึง 1.72 เซนติเมตรต่อวัน เมื่อทำการศึกษาลักษณะและรูปร่างของ conidia พบว่าเชื้อราส่วนใหญ่สร้าง conidia รูปทรงกระบอก มีขนาดตั้งแต่ 3.00-4.68 x 12.38-14.34 ไมโครเมตร มีการสร้าง appressoria ทั้งที่มีลักษณะเป็นแบบผิวเรียบและผิดขรุขระ มีขนาดตั้งแต่ 5.58-8.22 x 9.09-13.73 ไมโครเมตร นอกจากนี้ยังพบว่าเชื้อราบางไอโซเลทมีการสร้าง sclerotia เช่น เชื้อราที่แยกได้จากกล้วย กล้วยไม้ ข้าวฟ่าง ทับทิม มะนาว และส้ม เป็นต้น ส่วนเชื้อราที่สร้าง setae บนอาหารเลี้ยงเชื้อนั้นพบเพียงไอโซเลทเดียวคือเชื้อราที่แยกได้จากมะนาว เมื่อนำลักษณะทางสัณฐานวิทยาดังกล่าวมาใช้ในการจัดจำแนกชนิด ตามหลักเกณฑ์ของ Sutton (1980) พบว่าเชื้อราส่วนใหญ่จัดเป็นเชื้อรา C. gloeosporioides โดยพบมีมากถึง 54 ไอโซเลทจากพืชอาศัย 22 ชนิด โดยที่มะม่วงจัดเป็นพืชอาศัยที่แยกเชื้อได้จำนวนมากที่สุดคือ 23 ไอโซเลท นอกจากนี้ยังพบเชื้อรา C. capsici, C. coccodes และ C. lagenarium อย่างละ 2 ไอโซเลท, และเชื้อรา C. graminicola 1 ไอโซเลท ส่วนเชื้อรา Colletotrichum อื่น ๆ รวม 27 ไอโซเลทที่เหลือนั้น ไม่สามารถจำแนกชนิดได้ เมื่อทำการสุ่มนำเชื้อรา Colletotrichum spp. จำนวน 13 ไอโซเลท ที่แยกได้จากพืชต่าง ๆ ดังนี้ คือ Begonia sp., Coffea arabica, Caladium bicolar, Citrus reticulata, Codiaeum variegatum, Diospyros kaki, Euphoria longana, Limonium sp., Lycopersicon esculentum, Musa sapientum และ Sorghum bicolor มาศึกษาหาความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของเชื้อราภายในกลุ่ม โดยนำมาสกัดดีเอ็นเอและทำการเพิ่มปริมาณในตำแหน่ง nuclear rDNA ด้วยเทคนิค PCR โดยใช้ primer ITS 5 และ P 3 จากนั้นนำผลผลิต PCR ที่ได้ มาทำการวิเคราะห์หาลำดับเบสโดยเปรียบเทียบกับข้อมูลลำดับเบสของเชื้อรา Colletotrichum spp. จำนวน 17 สปีชีส์ ได้แก่ C. acutatum, C. capsici, C. coccodes, C. dematium, C. destructivum, C. fragariae, C. fuscum, C. gloeosporioides, C. graminicola, C. kahawae, C. lindemuthianum, C. linicola, C. musae, C. orbiculare, C. sublineolum, C. trichellum และ C. trifolii ที่ได้จาก The DNA databank of Japan (DDBJ) โดยนำผลที่ได้มาสร้าง neighbor-joining tree และวิเคราะห์หาค่า boststrap เปรียบเทียบข้อมูล 1,000 ครั้ง ด้วยโปรแกรม PAUP version 4.0 และคำนวณค่า data matrix ด้วย PAUP version 3.1 พบว่าเชื้อราที่นำมาทดลองสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการหาลำดับเบสในตำแหน่งอินเทอร์นัลทรานสไครพ์สเพเซอร์นี้ กลุ่มที่ได้จะสอดคล้องกับกลุ่มที่แยกโดยใช้ลักษณะทางสัณฐานวิทยา คือ C. gloeosporioides, C. capsici และ C. coccodes ยกเว้นเชื้อราที่แยกได้จาก Musa sapientum ที่ถูกจัดเป็นเชื้อรา C. musae ดังนั้นลำดับเบสบน rDNA เป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของเชื้อราในจีนัส Colletotrichum และใช้ในการจัดจำแนกได้ในระดับสปีชีส์ (species) นอกจากนี้ จากการสุ่มวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของเชื้อรา Colletotrichum spp. จำนวน 15 ไอโซเลทที่แยกได้จากพืชอาศัยชนิดต่างๆ คือ สตรอเบอรี่ 1, สตรอเบอรี่ 2, ทับทิม, ส้ม 1, ส้ม 2, ฝรั่ง, กล้วยหอม, กล้วยน้ำว้า, ลำไย, พลับ, กาแฟ, กล้วยไม้, ข้าวฟ่าง, มะนาว และพริก ด้วยเทคนิค AFLP (Amplified Fragment Length Polymorphism) โดยทำการสกัดดีเอ็นเอแล้วนำมาศึกษาลายพิมพ์ดีเอ็นเอด้วยเทคนิค AFLP โดยใช้ EcoRI/Msel เป็น adapter และใช้ EcoRI-A/MseI-C เป็น primer ในการทำ PCR ครั้งที่หนึ่ง และใช้ EcoRI-A/MseI-CAG, EcoRI-A/MseI-CAC, EcoRI-A/Msel-CAT, และ EcoRI-AC/MseI-C เป็น primer ในการทำ PCR ครั้งที่สอง ปรากฏว่า พบแถบดีเอ็นเอที่แสดงความแตกต่างภายในสปีชีส์ (polymorphic bands) รวม 154 แถบ เมื่อนำแถบดีเอ็นเอดังกล่าวไปวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม UPGMA (Unweighted Paired Group Method Using averages) and parsimony ผลปรากฏว่าสามารถแบ่งกลุ่มเชื้อราที่นำมาทดสอบออกเป็น 11 กลุ่ม มีค่า similarity 0.7 ดังนี้คือ กลุ่มที่ 1 ประกอบด้วยเชื้อราที่แยกได้จากสตรอเบอรี่ 1 และสตรอเบอรี่ 2, กลุ่มที่ 2 ประกอบด้วยเชื้อราที่แยกได้จากทับทิม, กลุ่มที่ 3 ประกอบด้วยเชื้อราที่แยกได้จากกล้วยหอมและกล้วยน้ำว้า, กลุ่มที่ 4 ประกอบด้วยเชื้อราที่แยกได้จากลำไย, กลุ่มที่ 5 ประกอบด้วยเชื้อราที่แยกได้จากพลับ, กลุ่มที่ 6 ประกอบด้วยเชื้อราที่แยกได้จากมะนาว, กลุ่มที่ 7 ประกอบด้วยเชื้อราที่แยกได้จากกาแฟ และข้าวฟ่าง, กลุ่มที่ 8 ประกอบด้วยเชื้อราที่แยกได้จากพริก, กลุ่มที่ 9 ประกอบด้วยเชื้อราที่แยกได้จากฝรั่ง, กลุ่มที่ 10 ประกอบด้วยเชื้อราที่แยกได้จากกล้วยไม้ และกลุ่มที่ 11 ประกอบด้วยเชื้อราที่แยกได้จากส้ม 1 และส้ม 2 โดยที่ผลจากการวิเคราะห์ลายพิมพ์ดีเอ็นเอนี้ยังพบว่า เชื้อราที่แยกได้จากพืชอาศัยชนิดเดียวกันมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันสูง และถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ยกเว้นเชื้อราที่แยกได้จากกาแฟและข้าวฟ่างที่แยกได้จากพืชต่างชนิดกันแต่พบว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันสูง จึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน จากที่กล่าวว่า จะเห็นได้ว่าเทคนิค AFLP มีประโยชน์ในการใช้จัดจำแนกเชื้อราในสกุล Colletotrichum ซึ่งจัดเป็นเชื้อรากลุ่มใหญ่และมีความซับซ้อนมากได้ถึงระดับสายพันธุ์ (strains)

บรรณานุกรม :
ชัยวัฒน์ โตอนันต์ . (2554). การจัดจำแนกเชื้อรา Colletotrichum ที่เป็นสาเหตุโรคพืชเศรษฐกิจในภาคเหนือของประเทศไทยในระดับโมเลกุล.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ชัยวัฒน์ โตอนันต์ . 2554. "การจัดจำแนกเชื้อรา Colletotrichum ที่เป็นสาเหตุโรคพืชเศรษฐกิจในภาคเหนือของประเทศไทยในระดับโมเลกุล".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ชัยวัฒน์ โตอนันต์ . "การจัดจำแนกเชื้อรา Colletotrichum ที่เป็นสาเหตุโรคพืชเศรษฐกิจในภาคเหนือของประเทศไทยในระดับโมเลกุล."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2554. Print.
ชัยวัฒน์ โตอนันต์ . การจัดจำแนกเชื้อรา Colletotrichum ที่เป็นสาเหตุโรคพืชเศรษฐกิจในภาคเหนือของประเทศไทยในระดับโมเลกุล. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2554.