ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

โครงการวิจัย เรื่อง ครอบครัวศึกษา : รูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาครอบครัวที่เข้มแข็ง

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : โครงการวิจัย เรื่อง ครอบครัวศึกษา : รูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาครอบครัวที่เข้มแข็ง
นักวิจัย : สุภา อักษรดิษฐ์
คำค้น : -
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2545
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4240004 , http://research.trf.or.th/node/1066
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การวิจัยเรื่องครอบครัวศึกษา : รูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาครอบครัวที่เข้มแข็งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาความเข้มแข็งของครอบครัวโดยแบ่ง การศึกษาออกเป็น 3 ระยะ คือ 1) การประเมินสถานการณ์และศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำ หลักสูตรท้องถิ่นเรื่องครอบครัวศึกษา 2) การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นโดยท้องถิ่นเรื่องครอบครัว ศึกษา และ 3) การศึกษาผลการใช้หลักสูตรครอบครัวเพื่อพัฒนาความเข้มแข็งของครอบครัว การวิจัยครั้งนี้เป็นการประเมินสถานการณ์และศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำหลักสูตร ครอบครัวศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาวะพื้นฐานของชุมชน โรงเรียนและครอบครัว ศึกษาความเชื่อและค่านิยมของโรงเรียนตลอดจนความคิดเห็นของโรงเรียนที่มีต่อการพัฒนาความ เข้มแข็งในครอบครัว และศึกษาแนวคิดของครอบครัวและโรงเรียนในการจัดหลักสูตรครอบครัว ศึกษาในท้องถิ่น วิธีการวิจัยที่ใช้คือการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยมีหมู่บ้าน 2 หมู่บ้านซึ่งตั้ง อยู่ตรงรอยต่อระหว่างตำบลในเมืองกับตำบลรอบนอกในจังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือของประเทศไทย ผลการวิจัยมีดังนี้ ชุมชนที่ศึกษาเป็นชุมชนกึ่งเมืองกึ่งชนบท ชาวบ้านยากจน ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ทำสวน และมีวิถีชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ยังคงพบการหาเลี้ยงชีวิตด้วยพืชผักพื้นบ้านและปลา ซึ่งเป็นอาหารที่หาได้ตามท้องนาและแม่น้ำ อีกส่วนหนึ่งมีอาชีพรับจ้างทำงานในโรงงานอุตสาห กรรมในชุมชนข้างเคียงหรือค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ขณะที่ความเจริญแบบเมือง เทคโนโลยี และห้าง สรรพสินค้าจำนวนมากได้คืบคลานแพร่กระจายเข้ามาในวิถีชีวิตมากขึ้น ครอบครัวของเด็กที่ศึกษาครั้งนี้มี 2 ลักษณะ ครึ่งหนึ่งเป็นครอบครัวเดี่ยวหรือครอบครัว พ่อแม่ลูก ซึ่งเด็กอาศัยอยู่กับพ่อแม่ อีกส่วนหนึ่งเป็นครอบครัวแตกสลาย ซึ่งเด็กจะอาศัยอยู่กับพ่อ หรือแม่เพียงลำพังหรืออยู่กับญาติผู้ใหญ่ที่สูงอายุ พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กส่วนใหญ่มีการศึกษา น้อย ประกอบอาชีพไม่มั่นคง มีรายได้น้อย มีปัญหาหนี้สิน การหย่าร้าง สภาพครอบครัวแตกแยก เนื่องมาจากการดื่มสุรา การพนัน ครอบครัวส่วนใหญ่มีปัญหาเกี่ยวกับการครองเรือน การอบรม เลี้ยงดูเด็กและเยาวชน การเชื่อมโยงการเรียนรู้จากโรงเรียนสู่บ้าน และการถ่ายทอดค่านิยมตลอด จนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในครอบครัว จากปัญหาดังกล่าวครอบครัวจึงต้องการให้โรงเรียนมีบทบาทต่อการเสริมสร้างความเข้ม แข็งให้ครอบครัวด้วยการร่วมกันทำหลักสูตรท้องถิ่นเเเรื่องครอบครัวศึกษาเพื่อเสริมสร้างความเข้ม แข็งให้ครอบครัว โดยใช้วิธีการจัดประชุมชี้แจง การจัดกลุ่มเสวนา การให้ความรู้ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ และการเผยแพร่ทางหอกระจายข่าว องค์ความรู้ที่ครอบครัวต้องการประกอบด้วย ความรู้เกี่ยวกับ การครองเรือน การอบรมเลี้ยงดูเด็กและวัยรุ่น การประกอบอาชีพ และการดูแลสุขภาพอนามัย ทั้งนี้ ในการประเมินสถานการณ์พบว่าโรงเรียนและครอบครัวมีความพร้อมและลักษณะที่เอื้อต่อการ ดำเนินการ จึงเป็นไปได้ที่จะจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นเรื่องครอบครัวศึกษาเพื่อพัฒนาครอบครัวที่เข้ม แข็งขึ้นในชุมชนนี้ The purpose of this research was to study social background of community for being data of developing family concentrational mode. These were 3 steps research: 1) situational assessment for study possibility to make local family study curriculum. 2) Developing local family study by local resources. 3) Study achievement of using local curriculum for developing family concentration. This research was the assessment of situation in family study management. The study was under the basic of schooling background, family background, people’s belief, people’s value and school personnel’s opinion in developing family concentration. These datas were taken to develop family study curriculum. This research was participatory action research. Two villages located at the joint of urban and rural areas in the Northern Province. Research Result The communities in the research, one was semi-urban area, another was semi- local area. There earn of living depended on agriculture products, such as rice-farming, gardening. Their ways of living depended on vegetable, fish and plants, which were from local natural resources. Some of them earned their living running small shop, employees in nearby factories. There were also influenced by rural culture, such as new technology, shopping centre in their way of lives Children’s families used for study in this research were divided into 2 groups: one was Nuclear Family, which the children lived with parents, another group was Broken Homes, which the children lived with guardians. The relatives and guardians were old, poor, low educated and unstable occupations. These guardians were in troubles of debt, divorcement, conflict of alcoholic drinks and gambling. These problems impacted children at home to school. These guardians’ improve conducts conveyed unsuitable behaviors to the children in their families. From the problems above, families need the roles of school to solve their problems by making curriculum to support their family stabilities. The process can be done by conference, workshop, media campaigning. The campaigning is to make their understanding about family-life, child-care, health-care and professional training. From the assessment discovered that schools and families in the community were ready for the action. It is possible to develop concentrated family curriculum for their community.

บรรณานุกรม :
สุภา อักษรดิษฐ์ . (2545). โครงการวิจัย เรื่อง ครอบครัวศึกษา : รูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาครอบครัวที่เข้มแข็ง.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สุภา อักษรดิษฐ์ . 2545. "โครงการวิจัย เรื่อง ครอบครัวศึกษา : รูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาครอบครัวที่เข้มแข็ง".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สุภา อักษรดิษฐ์ . "โครงการวิจัย เรื่อง ครอบครัวศึกษา : รูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาครอบครัวที่เข้มแข็ง."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2545. Print.
สุภา อักษรดิษฐ์ . โครงการวิจัย เรื่อง ครอบครัวศึกษา : รูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาครอบครัวที่เข้มแข็ง. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2545.