ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความแม่นยำในการวิเคราะห์องค์ประกอบน้ำนม

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความแม่นยำในการวิเคราะห์องค์ประกอบน้ำนม
นักวิจัย : ณิฐิมา เฉลิมแสน
คำค้น : -
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2546
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1162546000821
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยบางประการที่กระทบต่อความแม่นยำของผลการวิเคราะห์องค์ประกอบและจำนวนโซมาติกเซลล์ (SCC) ในนมดิบ ดำเนินการโดยแบ่งเป็น 5 การทดลอง ดังนี้ การทดลองที่ 1 เปรียบเทียบการใช้โบรโนพอล (0.02%)โปตัสเซียมไดโครเมต (0.04%) และเม็ดโซเดียมเอไซด์ (0.03%) เป็นวัตถุกันเสียในตัวอย่างนมดิบ โดยวิเคราะห์องค์ประกอบ และ SCC ในตัวอย่างนมดิบที่ไม่ใส่วัตถุกันเสีย (กลุ่มควบคุม) และใส่วัตถุกันเสียแต่ละชนิด เก็บที่อุณหภูมิ 4 (+,ฐ)C เป็นเวลา 0, 7, 14,21 และ 28 วัน (กลุ่มควบคุมวิเคราะห์ที่ 0 วัน) ด้วยวิธีอินฟราเรดสเปกโทรโฟโตเมตรีสำหรับองค์ประกอบ และวิธีฟลูออโร-ออปโตอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับ SCC ผลปรากฏว่าโบรโนพอลให้ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบ และ SCC ใกล้เคียงกับโปตัสเซียมไดโครเมต เมื่อวิเคราะห์ภายใน 7 วัน โซเดียมเอไซด์ให้ผลการวิเคราะห์ต่ำที่สุด การทดลองที่ 2 ศึกษาระดับความเข้มข้นที่เหมาะสมของโปตัสเซียมไดโครเมต และโซเดียมเอไซด์ในตัวอย่างนมดิบแบ่งตัวอย่างนมไม่ใส่วัตถุกันเสีย และใส่โปตัสเซียมไดโครเมต 0.02, 0.06, 0.10,0.20, 0.30, 0.40% (wt/vol) และ 0.40% (wt/vol) และใส่โซเดียมเอไซด์บริสุทธิ์0.04, 0.08% (wt/vol) และเม็ดโซเดียมเอไซด์ (0.03%) วิเคราะห์องค์ประกอบ และ SCCเช่นเดียวกับการทดลองที่ 1 ปรากฏว่าความเข้มข้นของโปตัสเซียมไดโครเมตที่เหมาะสมคือ0.30% (wt/vol) ส่วนโซเดียมเอไซด์ควรใช้ในรูปบริสุทธิ์ 0.04% (wt/vol) เพราะเป็นระดับต่ำสุดที่ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบและ SCC ไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อวิเคราะห์ภายใน7 วัน การทดลองที่ 3 ศึกษาผลของการให้ความร้อนแก่นมดิบในระบบพาสเจอร์ไรส์ และUHT และอายุการเก็บนม UHT ต่อองค์ประกอบน้ำนม ปรากฏว่าการให้ความร้อนทั้งสองระบบทำให้ไขมัน แล็กโทส และเนื้อนมลดลง แต่โปรตีนไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อเก็บนม UHT ไว้หนึ่งเดือน แล็กโทส และเนื้อนมลดลง ส่วนไขมัน และโปรตีนเริ่มลดลงเมื่อเก็บไว้นานกว่าสองเดือน การทดลองที่ 4 ศึกษาผลของระยะเวลาการให้ความร้อนแก่ตัวอย่างนมดิบก่อนวิเคราะหส์องค์ประกอบน้ำนม และ SCC โดยอุ่นตัวอย่างนมนาน 5, 10, 15, 20, 25 และ30 นาที ปรากฏว่าระยะเวลาอุ่นตัวอย่าง 5-15 นาที ให้ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบน้ำนมและ SCC ไม่แตกต่างกัน (P>0.05) แต่การใช้เวลานานขึ้นทำให้ผลการวิเคราะห์เปลี่ยนแปลงการทดลองที่ 5 เปรียบเทียบผลการวิเคราะห์องค์ประกอบน้ำนมโดยวิธีอินปราเรดสเปกโทรโฟโตเมตรี กับวิธีทางเคมี (วิธีอ้างอิง) พบว่าไขมันที่วิเคราะห์ด้วยวิธีแบบค็อกสูงที่สุดรองลงมาคือวิธีโมจอนเนียร์ และวิธีอินฟราเรดสเปกโทรโฟโตเมตรีตามลำดับ สามารถนำผลการวิเคราะห์ด้วยวิธีอินฟราเรดสเปกโทรโฟโตเมตรี ทำนายผลการวิเคราะห์ด้วยวิธีทางเคมีทั้งสองวิธีได้ (R('2) = 0.9834 และ 0.9883 สำหรับวิธีแบบค็อก และมอจอนเนียร์ตามลำดับ) ผลวิเคราะห์ไขมันด้วยวิธีแบบค็อก สามารถทำนายผลวิเคราะห์ด้วยวิธีโมจอนเนียร์ได้โดยมีค่า R('2) = 0.9931 ส่วนค่าเฉลี่ยของผลการวิเคราะห์โปรตีน แล็กโทส และเนื้อนมด้วยวิธีอินฟราเรดสเปกโทรโฟโตเมตรีไม่แตกต่างกับวิธีทางเคมี (P>0.05) สามารถนำผลวิเคราะห์ด้วยวิธีอินฟราเรดสเปกโทรโฟโตเมตรีไปทำนายผลการวิเคราะหส์ด้วยวิธีทางเคมีได้ โดยมีค่า R('2) = 0.9158, 0.9348 และ 0.9764 สำหรับโปรตีน แล็กโทสและเนื้อนมตามลำดับ

บรรณานุกรม :
ณิฐิมา เฉลิมแสน . (2546). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความแม่นยำในการวิเคราะห์องค์ประกอบน้ำนม.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
ณิฐิมา เฉลิมแสน . 2546. "ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความแม่นยำในการวิเคราะห์องค์ประกอบน้ำนม".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
ณิฐิมา เฉลิมแสน . "ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความแม่นยำในการวิเคราะห์องค์ประกอบน้ำนม."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2546. Print.
ณิฐิมา เฉลิมแสน . ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความแม่นยำในการวิเคราะห์องค์ประกอบน้ำนม. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2546.