ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การรับรู้และพฤติกรรมของคนไทยต่อการสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะ

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การรับรู้และพฤติกรรมของคนไทยต่อการสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะ
นักวิจัย : เอมอร พุฒิพิสิฐเชฐ
คำค้น : -
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2541
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=60730
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การศึกษา การรับรู้และพฤติกรรมของคนไทยต่อการสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้เรื่องการสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะของผู้สูบบุหรี่และ ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ รวมทั้งศึกษาพฤติกรรมของผู้สูบบุหรี่ในเรื่องการสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะ และพฤติกรรมของผู้ไม่สูบบุหรี่ในการพิทักษ์สิทธิ์ตนเองจากการได้รับควันบุหรี่ในสถานที่สาธารณะ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นประชาชนจำนวน 600 คน จำแนกเป็นผู้สูบบุหรี่ 300 คน และผู้ไม่สูบบุหรี่ 300 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถามที่ผู้ศึกษา จัดทำขึ้นวิเคราะห์และประมวลผลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS ในการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าความแปรปรวนทางเดียว (One Way Analysis of Variance) โดยทดสอบความมีนัยสำคัญหาค่าที (T-test) ค่าเอฟ (F-test) มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และทำการทดสอบความแตกต่างรายคู่โดยวิธีของเชฟเฟ่ และการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของ เพียร์สัน (Pearson Correlation) ที่ระดับ 0.01 ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ ผู้สูบบุหรี่ร้อยละ 68.0 เป็นเพศชายส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 31-40 ปี จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาหรือเทียบเท่ามากที่สุด และส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ รับจ้างหรือบริการ ด้านสถานภาพสมรสพบว่ามีสถานภาพสมรสอยู่เป็นคู่ (ร้อยละ 47.0) โดย พบว่าส่วนใหญ่เป็นผู้ไม่มีโรคประจำตัวและดูแลสุขภาพตนเองในระดับปานกลางมากที่สุด ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ร้อยละ 50.3 เป็นเพศหญิง ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 18-30 ปี จบการ ศึกษาระดับปริญญาตรี และประกอบอาชีพพนักงานบริษัทเอกชนมากที่สุด ด้านสถานภาพสมรส พบว่า ส่วนใหญ่มีสถานภาพสมรสโสด (ร้อยละ 56.3) และกว่า 3 ใน 4 ของกลุ่มตัวอย่าง เป็น ผู้ไม่มีโรคประจำตัวและดูแลสุขภาพตนเองในระดับปานกลางมากที่สุด ในด้านการรับรู้ของผู้สูบบุหรี่และผู้ไม่สูบบุหรี่ ส่วนใหญ่ในภาพรวมมีการรับรู้อยู่ใน ระดับมาก และเมื่อพิจารณาการรับรู้ใน 3 ด้าน คือการรับรู้เรื่องอันตรายจากบุหรี่ที่มีผลกระทบ ต่อสุขภาพ การรับรู้เรื่องพระราชบัญญัติคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ.2535 และ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2540 และการรับรู้เรื่องสิทธิของผู้ไม่สูบบุหรี่ พบว่าการรับรู้ทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยการรับรู้เรื่องสิทธิของผู้ไม่สูบบุหรี่ มีคะแนนเฉลี่ย มากที่สุด ในด้านพฤติกรรมของผู้สูบบุหรี่ต่อการสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะ พบว่า ผู้สูบบุหรี่ ส่วนใหญ่จะดับบุหรี่ก่อนเข้าไปในเขตห้ามสูบบุหรี่ รวมทั้งก่อนสูบบุหรี่จะมองดูว่ามีป้ายห้าม สูบบุหรี่ในบริเวณนั้นหรือไม่ และมีความระมัดระวังไม่สูบบุหรี่ในสถานที่มีประชาชนอยู่เป็น จำนวนมาก เนื่องจากไม่ต้องการให้ควันบุหรี่รบกวนผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ซึ่งสะท้อนว่า ผู้สูบบุหรี่ ส่วนใหญ่ให้ความเคารพในกฎหมาย โดยมีเพียงส่วนน้อย (ร้อยละ 14.3) ที่สูบบุหรี่ในเขตห้าม สูบบุหรี่ เนื่องจากเห็นว่ามีคนอื่นสูบจึงคิดว่าตนเองสามารถสูบได้ รวมทั้งคิดว่ากฎหมายห้าม สูบบุหรี่ไม่มีผลบังคับใช้อย่างจริงจัง ส่วนพฤติกรรมของผู้ไม่สูบบุหรี่ต่อการพิทักษ์สิทธิ์ตนเองจากการได้รับควันบุหรี่ ในสถานที่สาธารณะ พบว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ส่วนใหญ่จะมีพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้ตนเอง ต้องได้รับควันบุหรี่ โดยการเดินเลี่ยง หรือไม่ไปอยู่ในสถานที่ที่มีผู้สูบบุหรี่อยู่ แต่ใน ส่วนการแสดงพฤติกรรมการพิทักษ์สิทธิ์ตนเองอย่างชัดเจน เช่นการเรียกร้องให้สถานที่ที่ตนเองอยู่ เป็นเขตปลอดบุหรี่ การพูดตำหนิผู้ที่สูบบุหรี่ในสถานที่ห้ามสูบ หรือการขอร้องให้ผู้ที่สูบบุหรี่ ใกล้ๆ หยุดสูบบุหรี่พบว่าอยู่ในระดับน้อย ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ไม่สูบบุหรี่ไม่ได้แสดง พฤติกรรมการพิทักษ์สิทธิ์ตนเอง คือความเกรงใจ ไม่กล้าพูด และการไม่มีอำนาจหน้าที่ ในการว่ากล่าวตักเตือน ส่วนสาเหตุที่ทำให้ผู้ไม่สูบบุหรี่แสดงพฤติกรรมการพิทักษ์สิทธิ์ ตนเองนั้นพบว่า เป็นเหตุผลส่วนตัวของผู้ไม่สูบบุหรี่ เช่นเหม็นไม่ชอบกลิ่นบุหรี่ ทราบว่า ควันบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากกว่าการทราบว่ากฎหมายกำหนดให้สถานที่ใดเป็นเขต ปลอดบุหรี่แล้วปฏิบัติตามนั้น ผลการทดสอบสมมติฐาน การรับรู้ของผู้สูบบุหรี่ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ในระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณาในรายด้าน พบว่า การรับรู้เรื่องอันตรายจากบุหรี่ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ และเรื่องสิทธิของผู้ไม่สูบบุหรี่พบว่า มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะในระดับปานกลาง ส่วนการรับรู้เรื่อง พระราชบัญญัติคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ.2535 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2540 มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะในระดับต่ำ การรับรู้ของผู้ไม่สูบบุหรี่พบว่า มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการพิทักษ์สิทธิ์ตนเอง จากการได้รับควันบุหรี่ในสถานที่สาธารณะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ในระดับ ปานกลาง และเมื่อพิจารณาในรายด้านพบว่าการรับรู้เรื่องอันตรายจากบุหรี่ที่มีผลกระทบต่อ สุขภาพและเรื่องสิทธิของผู้ไม่สูบบุหรี่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการพิทักษ์สิทธิ์ตนเอง จากการได้รับควันบุหรี่ในสถานที่สาธารณะในระดับปานกลาง ส่วนการรับรู้เรื่องพระราชบัญญัติ คุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ.2535 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2540 มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการพิทักษ์สิทธิ์ตนเองจากการได้รับควันบุหรี่ในสถานที่ สาธารณะในระดับต่ำ สำหรับข้อเสนอแนะต่อกระทรวงสาธารณสุข ควรมีนโยบายขยายเขตปลอดบุหรี่มากยิ่งขึ้น รวมทั้งควรให้ประชชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อดูแลให้กฎหมายมีผลในทาง ปฏิบัติอย่างแท้จริง ส่วนหน่วยงานที่ทำงานด้านบุหรี่และสุขภาพ ควรมีการรณรงค์ให้ความรู้ แก่ประชาชนในเรื่องอันตรายของบุหรี่ที่มีผลกระทบต่อผู้ไม่สูบบุหรี่ และเรื่องสิทธิของผู้ไม่ สูบบุหรี่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนเกิดความตระหนักถึงความสำคัญและนำไปสู่การมีพฤติกรรม การพิทักษ์สิทธิ์ตนเองต่อไป

บรรณานุกรม :
เอมอร พุฒิพิสิฐเชฐ . (2541). การรับรู้และพฤติกรรมของคนไทยต่อการสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะ.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
เอมอร พุฒิพิสิฐเชฐ . 2541. "การรับรู้และพฤติกรรมของคนไทยต่อการสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะ".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
เอมอร พุฒิพิสิฐเชฐ . "การรับรู้และพฤติกรรมของคนไทยต่อการสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะ."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2541. Print.
เอมอร พุฒิพิสิฐเชฐ . การรับรู้และพฤติกรรมของคนไทยต่อการสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะ. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2541.