| ชื่อเรื่อง | : | พัฒนาผู้สูงอายุในครอบครัว โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน : กรณีศึกษานักสังคมสงเคราะห์ โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป |
| นักวิจัย | : | สดใส คุ้มทรัพย์อนันต์ |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2540 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=60485 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การศึกษาเรื่องการพัฒนาผู้สูงอายุในครอบครัวโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน : กรณีศึกษา นักสังคมสงเคราะห์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความรู้ความเข้าใจของนักสังคมสงเคราะห์ต่อแนวคิดการใช้ ชุมชนเป็นฐานเพื่อการพัฒนาผู้สูงอายุในครอบครัว และศึกษาการจัดกิจกรรมของนักสังคม สงเคราะห์ในชมรมผู้สูงอายุ ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับบทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ ในการจัดกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุ วิธีการศึกษาเป็นการศึกษาแบบสำรวจ โดยศึกษาข้อมูล จากเอกสารและภาคสนาม ประชากรกลุ่มตัวอย่างคือ นักสังคมสงเคราะห์โรงพยาบาลศูนย์/ โรงพยาบาลทั่วไป จำนวน 80 แห่ง ๆ ละ 1 ราย รวมทั้งหมด 80 ราย ส่งแบบสอบถามทาง ไปรษณีย์ ได้รับแบบสอบถามคืน 78 ชุด คิดเป็นร้อยละ 97.5 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ประมวลผลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทาง สังคมศาสตร์ SPSS (Statistical Package for the Social Science) ผลการศึกษาพบว่านักสังคมสงเคราะห์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 31-40 ปี (อายุเฉลี่ย 35 ปี) สมรสแล้วอยู่ด้วยกัน สำเร็จ การศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ร้อยละ 87.2 สำหรับนักสังคมสงเคราะห์ ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทมีร้อยละ 12.8 โดยสำเร็จการศึกษาสาขาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ทางการแพทย์ ร้อยละ 5.1 นอกนั้นสำเร็จจากสาขาอื่น ๆ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาทั้งปริญญาตรี และปริญญาโท สาขาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์มีร้อยละ 50 ระดับตำแหน่ง 3-5 มีร้อยละ 52.5 ซึ่งสอดคล้องกับระยะเวลาในการปฏิบัติงาน คือ 1-10 ปี ซึ่งมีร้อยละ 57.7 ส่วนการ ปฏิบัติงานด้านผู้สูงอายุ นักสังคมสงเคราะห์ร้อยละ 76.9 ปฏิบัติงานด้านผู้สูงอายุ เช่น การพิจารณาค่ารักษาพยาบาล การให้คำแนะนำปรึกษาเฉพาะราย/กลุ่ม การติดตามญาติ การ เยี่ยมบ้าน การส่งเรื่องต่อเข้าสถานสงเคราะห์ ฯลฯ โรงพยาบาลที่นักสังคมสงเคราะห์ ปฏิบัติงานอยู่ ส่วนใหญ่ร้อยละ 82.1 มีการจัดตั้งชมรมผู้สูงอายุแล้ว นักสังคมสงเคราะห์ ร้อยละ 69.2 มีส่วนร่วมจัดกิจกรรมกลุ่มผู้สูงอายุและเคยได้รับความรู้ตลอดจนประสบการณ์ ในการจัดกิจกรรมกลุ่มร้อยละ 51.3 ในด้านความรู้ความเข้าใจของนักสังคมสงเคราะห์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ในแนวคิดการใช้ชุมชนเป็นฐานนั้น ปรากฏว่านักสังคมสงเคราะห์มีความรู้ในหมวดแนวคิด พื้นฐานการใช้ชุมชนเป็นฐาน หมวดการจัดตั้งองค์กรประชาชน หมวดกิจกรรม หมวดการประสานงาน อยู่ในเกณฑ์ดี แต่มีความรู้หมวดเครือข่ายทางสังคมอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ส่วนหมวดการฝึก อบรม หมวดการจัดตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน และหมวดการตรวจสอบและประเมินผลอยู่ในเกณฑ์น้อย ด้านความคิดเห็นของนักสังคมสงเคราะห์ในการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาผู้สูงอายุใน ชมรมผู้สูงอายุนั้น จากการศึกษาพบว่านักสังคมสงเคราะห์เห็นด้วยมากเรื่องกิจกรรม ที่จัดให้ผู้สูงอายุควรตอบสนองปัญหาความต้องการของผู้สูงอายุด้านจิตใจ ร่างกาย และ สังคม สำหรับการมีส่วนร่วมของทีมงาน ปรากฏว่าบุคลากรทางการแพทย์ เช่น นักสังคมสงเคราะห์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด นักจิตวิทยา และแพทย์ ควรมีส่วนร่วมอย่างมากในการจัดกิจกรรม เพื่อผู้สูงอายุ และบุคลากรภายนอกที่ควรมีส่วนร่วมมากคือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ประชาสงเคราะห์จังหวัด และองค์กรเอกชน ส่วนการเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำงานของนักสังคม สงเคราะห์ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นว่า ควรมีส่วนร่วมคิดร่วมปฏิบัติและร่วมวางแผน มากพอ ๆ กัน ด้านกิจกรรมที่ควรจัดสำหรับผู้สูงอายุนั้น นักสังคมสงเคราะห์มีความคิดเห็นว่า ควรจัดกิจกรรมด้านสุขภาพอนามัย ด้านนันทนาการ ด้านศาสนา และด้านบำเพ็ญประโยชน์ และเนื้อหาของกิจกรรมด้านสุขภาพอนามัยควรมีความหลากหลาย และครอบคลุมทุกเรื่อง เช่น การดูแลสุขภาพอนามัยตนเอง โรคต่าง ๆ ของผู้สูงอายุ สัมพันธภาพในครอบครัวผู้สูงอายุ ปัญหาของผู้สูงอายุ และการเตรียมตัวก่อนวัยเกษียณอายุ การจัดกิจกรรมกลุ่มนอกจากจะมี วิทยากรทางด้านสุขภาพอนามัย และผู้ชำนาญเฉพาะสาขาแล้ว ยังมีวิทยากรในกลุ่มผู้สูงอายุ ที่มาจากชุมชนและสามารถบรรยายประสบการณ์ชีวิตได้ นักสังคมสงเคราะห์มีหลักเกณฑ์ในการ คัดเลือกวิทยากรดังกล่าว คือ มีสุขภาพกาย-จิตดี ครอบครัวมีความสุข มีความประพฤติดี และมีความรู้ดี กิจกรรมย่อยในแต่ละด้าน นักสังคมสงเคราะห์มีความคิดเห็นว่ากิจกรรมย่อยที่ควร ได้รับความนิยมจากผู้สูงอายุมาก ได้แก่ กิจกรรมด้านศาสนา ซึ่งมีกิจกรรมย่อยที่ควรจัด ให้ผู้สูงอายุ คือ การบรรยายธรรมะ การฝึกสมาธิ และการสวดมนต์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ที่ควรจัดให้ผู้สูงอายุในระดับปานกลาง ได้แก่ กิจกรรมนันทนาการ คือ การละเล่นพื้นบ้าน การเล่นดนตรีไทย กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ คือ การบริจาคเงินและสิ่งของ การออกเยี่ยม ผู้สูงอายุในโรงพยาบาลและที่บ้าน กิจกรรมด้านฝึกอาชีพ คือการจักสาน การประดิษฐ์ดอกไม้ และการทำขนมหวาน กิจกรรมการใช้ประสบการณ์ของผู้สูงอายุเพื่อครอบครัวและสังคม คือ การเลี้ยงดูเด็ก การดูแลบ้าน และการสอนดนตรี ส่วนกิจกรรมด้านทัศนศึกษานอกสถานที่ นักสังคมสงเคราะห์มีความคิดเห็นว่า ประธานชมรมฯ คณะกรรมการชมรมฯ ควรมีส่วนร่วมมากที่สุด และนักสังคมสงเคราะห์มีความ คิดเห็นในด้านรายได้ของผู้สุงอายุว่า จำนวนผู้สูงอายุที่มาเข้าร่วมกิจกรรมนั้นส่วนใหญ่ มีรายได้ปานกลางและรายได้น้อย ประการสุดท้ายการประเมินผลความสำเร็จของการจัดกิจกรรม เพื่อพัฒนาผู้สูงอายุ นักสังคมสงเคราะห์มีความคิดเห็นว่าควรประเมินจากผู้สูงอายุดูแล ตนเองได้ และจำนวนผู้สูงอายุเข้าร่วมกิจกรรมมาก สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ด้านผู้สูงอายุนั้นพบว่า นักสังคมสงเคราะห์มีปัญหาด้านบริการและบริหารใกล้เคียงกัน ร้อยละ 46.1 และร้อยละ 44.9 ตามลำดับ แต่มีปัญหาด้านวิชาการน้อยที่สุด ซึ่งปัญหาด้านบริการที่พบ ได้แก่ งาน สังคมสงเคราะห์ไม่มีกรอบการปฏิบัติงานด้านผู้สูงอายุที่ชัดเจน ปัญหาด้านบริหาร พบว่างาน สังคมสงเคราะห์ไม่มีนโยบายและแผนงานด้านผู้สูงอายุที่ชัดเจน และปัญหาด้านวิชาการ พบว่าขาดการส่งเสริมสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็งเพื่อร่วมแก้ไขปัญหาผู้สูงอายุ ข้อเสนอแนะในการพัฒนาผู้สูงอายุในครอบครัวโดยใช้แนวคิดการใช้ชุมชนเป็นฐาน สามารถสรุปได้เป็น 2 ระดับ คือ 1. ระดับปฏิบัติการ นักสังคมสงเคราะห์หรือผู้ปฏิบัติงาน ควรมีทัศนคติที่ดีต่อ ผู้สูงอายุ ตลอดจนมีความรู้ความเข้าใจในแนวคิดการใช้ชุมชนเป็นฐาน และควรมีการจัดเก็บ ข้อมูลด้านผู้สูงอายุในรูปแบบของงานวิจัย 2. ระดับนโยบาย ควรมีนโยบายและแผนงานสังคมสงเคราะห์ด้านผู้สูงอายุอย่างชัดเจน ควรมีองค์กรกลางประสานงานนักสังคมสงเคราะห์ในกระทรวงสาธารณสุข มีการศึกษาวิจัย ข้อมูลด้านผู้สูงอายุ เพื่อจัดส่งเป็นคู่มือในการปฏิบัติงานแก่นักสังคมสงเคราะห์หรือผู้ ปฏิบัติงาน และควรมีการประชาสัมพันธ์ความรู้ด้านผู้สูงอายุผ่านสื่อมวลชน จากผลการศึกษาการพัฒนาผู้สูงอายุในครอบครัวโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน จะเห็นได้ว่า นักสังคมสงเคราะห์มีบทบาทสำคัญในงานผู้สูงอายุ และถ้ามีความรู้การใช้ชุมชนเป็นฐาน ตลอดจนเรียนรู้การทำงานจากการใช้กิจกรรมเป็นสื่อ โดยมีการทำงานเป็นคณะ (Team Work) และมีการทำงานในรูปสหวิชาชีพ (Interdisciplinary Approaches) ด้วย จะเพิ่ม ประสิทธิภาพในการทำงานเพื่อพัฒนาให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุข |
| บรรณานุกรม | : |
สดใส คุ้มทรัพย์อนันต์ . (2540). พัฒนาผู้สูงอายุในครอบครัว โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน : กรณีศึกษานักสังคมสงเคราะห์ โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. สดใส คุ้มทรัพย์อนันต์ . 2540. "พัฒนาผู้สูงอายุในครอบครัว โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน : กรณีศึกษานักสังคมสงเคราะห์ โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. สดใส คุ้มทรัพย์อนันต์ . "พัฒนาผู้สูงอายุในครอบครัว โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน : กรณีศึกษานักสังคมสงเคราะห์ โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2540. Print. สดใส คุ้มทรัพย์อนันต์ . พัฒนาผู้สูงอายุในครอบครัว โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน : กรณีศึกษานักสังคมสงเคราะห์ โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2540.
|
