| ชื่อเรื่อง | : | การศึกษาประสิทธิภาพการบริหารการพัฒนาของสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบลใน จังหวัดร้อยเอ็ด |
| นักวิจัย | : | ดำรงศักดิ์ แก้วเพ็ง |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2540 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=60376 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การศึกษาเรื่อง การศึกษาประสิทธิภาพการบริหารการพัฒนาของสภาตำบลและองค์การ บริหารส่วนตำบลในจังหวัดร้อยเอ็ด มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพและปัจจัยที่มี อิทธิพลต่อประสิทธิภาพในการบริหารการพัฒนา ตลอดจนเพื่อเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงและ เสนอแนวทางการแปรสภาพของสภาตำบลไปสู่การเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ให้มีประสิทธิภาพในอนาคต การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพเป็นหลัก ซึ่งได้ เลือกและแบ่งพื้นที่ในการศึกษาเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 มีสภาตำบลโพนทราย และสภาตำบลเด่นราษฎร์ กลุ่มที่ 2 มีสภาตำบลยางคำ และสภาตำบลท่าหาดยาว กลุ่มที่ 3 มีองค์การบริหารส่วนตำบลเหนือเมือง ใช้เครื่องมือในการศึกษา 2 ลักษณะคือ 1) การศึกษา และการวิเคราะห์จากเอกสาร 2) การศึกษาภาคสนามโดยใช้การสัมภาษณ์ การประชุมกลุ่ม และ การสังเกต จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงคุณภาพแล้วนำเสนอในเชิงพรรณนา ผลการศึกษา พบว่า ประสิทธิภาพการบริหารการพัฒนาทั้ง 3 กลุ่ม มีความแตกต่างกัน โดยกลุ่มที่ 3 ได้แก่ อบต. เหนือเมือง มีประสิทธิภาพการบริหารงานมากกว่าสภาตำบล เพราะว่าโครงสร้างอำนาจ หน้าที่ตามกฎหมายเอื้ออำนวยต่อการบริหารในการจัดเก็บภาษีและมีรายได้จากทรัพยากร มีบุคลากร โดยเฉพาะการยืมข้าราชการมาช่วยปฏิบัติงานที่มีความรู้ความสามารถ มีการพัฒนา บุคลากรอยู่เสมอ และมีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานที่ดี ผู้นำมีความเสียสละและมีความเป็น ประชาธิปไตย ตั้งใจในการปฏิบัติงาน มีความรู้และประสบการณ์ในการบริหารงาน ตลอดจน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีบทบาทที่ถูกต้องในการให้คำแนะนำปรึกษาการบริหารงาน จึงทำให้ อบต.เหนือเมือง สามารถกำหนดปัญหา การวางแผน และดำเนินโครงการได้ตามแผนพัฒนาตำบล ที่ตรงกับความต้องการของชาวบ้าน มีการติดตามประเมินผลการดำเนินงาน สามารถกำหนดการ ใช้จ่ายได้ตามขั้นตอนและตามข้อบังคับงบประมาณรายจ่าย สามารถจัดทำบัญชี การลงทะเบียน ต่าง ๆ ได้ถูกต้องตามกฎระเบียบข้อบังคับของทางราชการ ในขณะเดียวกันสภาตำบล แม้ว่ากฎหมายจะไม่เอื้ออำนวยในการบริหารเหมือนเช่นกับ อบต. แต่พบว่า สภาตำบลกลุ่ม 2 ได้แก่ สภาตำบลยางคำ และสภาตำบลท่าหาดยาว มีผู้นำที่มี ความรู้และประสบการณ์ในการบริหารงานจากการเป็นผู้นำของกลุ่ม มีความตั้งใจและเสียสละ ในการปฏิบัติงาน ประธานและเลขานุการสภาตำบลไม่ครอบงำในการบริหารงาน เจ้าหน้าที่ หลายฝ่ายทั้งของรัฐบาล และมูลนิธิประสานความร่วมมือพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ (GRID) มีบทบาท ที่เหมาะสมในการให้ความรู้ คำแนะนำปรึกษา เสริมสร้างศักยภาพในการบริหารงาน ประชาชน มีการรวมกลุ่มต่าง ๆ มากเพื่อสร้างพลังอำนาจต่อรอง ทำให้การบริหารการพัฒนามีประสิทธิภาพ ได้เช่นเดียวกัน แต่สภาตำบลกลุ่ม 1 ได้แก่ สภาตำบลโพนทราย และสภาตำบลเด่นราษฎร์ มีผู้นำที่ขาดความรู้และทักษะในการบริหาร การกำหนดปัญหา การวางแผน การดำเนินงานแผน พัฒนา ตอบสนองความต้องการของชาวบ้าน ขาดการติดตามประเมินผล และกฏระเบียบข้อบังคับ ต่าง ๆ เจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ ประธานและเลขานุการสภาตำบลครอบงำการบริหารงาน ประชาชนขาดการรวมกลุ่ม จึงทำให้การบริหารงานมีน้อยกว่ากลุ่มอื่น ๆ จากผลการศึกษาผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะดังนี้ 1) หน่วยงานรัฐ GRID และผู้นำสภาตำบล กลุ่ม 2 ควรจะประสานความร่วมมือจัดการฝึกอบรมในการบริหารและการปฏิบัติงานแก่สมาชิก สภาตำบลและ อบต. ตลอดจนพนักงานส่วนตำบล 2) สภาตำบลและ อบต. ควรจะจัดเก็บและเพิ่ม อัตราการจัดเก็บภาษีให้เพิ่มขึ้นและทั่วถึง และดำเนินโครงการด้านการพาณิชย์ หรือธุรกิจ ชุมชน เพื่อเพิ่มรายได้แก่ตำบลมากขึ้น ส่วนการแปรสภาพสู่การเป็น อบต. มีข้อเสนอแนะดังนี้ 1) รัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน และ อบต. ควรจะประชาสัมพันธ์ สนับสนุนส่งเสริม ให้ผู้ที่มี ความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารท้องถิ่น การจัดตั้งและพัฒนากลุ่มอาชีพ และจัดให้มีการ ศึกษาฝึกอบรมแบบมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง 2) อบต. ควรจะจัดสรรงบประมาณไว้สำหรับจัดหา หรือว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญมาเป็นที่ปรึกษาในการบริหารงาน และพัฒนาบุคลากรเป็นของตนเอง 3) จังหวัดควรกำหนดนโยบายในการสนับสนุนส่งเสริมให้หลายฝ่าย (พหุภาคี) มาพัฒนาท้องถิ่น โดยอาจเลือกอำเภอหรือตำบลที่มีความพร้อมและสมัครใจให้เป็นโครงการนำร่อง แล้วทำการวิจัย เชิงปฏิบัติการเพื่อปรับปรุงแก้ไขและการขยายผลต่อไป การศึกษาครั้งต่อไป ควรมีการศึกษาหาปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการบริหาร การพัฒนาของสภาตำบลและ อบต. โดยใช้ทฤษฎีหรือมุมมองอื่น ควรมีการศึกษาโครงสร้าง องค์กรการบริหารงานที่เหมาะสมกับองค์กรในระดับท้องถิ่น และควรศึกษาหารูปแบบแนวทาง หรือวิธีการเสริมสร้างความเข้มแข็งในการบริหารงานแก่ อบต. ที่สามารถพึ่งตนเองได้ |
| บรรณานุกรม | : |
ดำรงศักดิ์ แก้วเพ็ง . (2540). การศึกษาประสิทธิภาพการบริหารการพัฒนาของสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบลใน จังหวัดร้อยเอ็ด.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ดำรงศักดิ์ แก้วเพ็ง . 2540. "การศึกษาประสิทธิภาพการบริหารการพัฒนาของสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบลใน จังหวัดร้อยเอ็ด".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ดำรงศักดิ์ แก้วเพ็ง . "การศึกษาประสิทธิภาพการบริหารการพัฒนาของสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบลใน จังหวัดร้อยเอ็ด."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2540. Print. ดำรงศักดิ์ แก้วเพ็ง . การศึกษาประสิทธิภาพการบริหารการพัฒนาของสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบลใน จังหวัดร้อยเอ็ด. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2540.
|
