| ชื่อเรื่อง | : | ปัญหาเกี่ยวกับการชำระบัญชีในห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัดและบริษัทเอกชนจำกัด |
| นักวิจัย | : | พวงเพ็ชร์ พงษ์ไพเชฐ |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2536 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=59728 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | ผลของการเลิกกิจการในห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทเอกชนจำกัดที่ได้เลิกกิจการ ไปด้วยเหตุอื่น นอกจากเหตุแห่งการล้มละลาย ทำให้ห้างหุ้น ส่วนหรือบริษัทดังกล่าว ต้องหยุดประกอบธุรกิจการค้าตามปกติ สภาพนิติบุคคลของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทยังคงมีอยู่ต่อไป ตราบเท่าที่จำเป็น เพื่อการชำระบัญชี การชำระบัญชีตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วนบริษัท จึงถือ ได้ว่าเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในกรณีที่มี การเลิกกิจการห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท แต่การที่บทบัญญัติ ของกฎหมายที่มีอยู่ ในทางปฏิบัติได้ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นได้ หลายกรณี เช่น บทบัญญัติในการถอนทะเบียนบริษัทร้างและ การขอคืนสู่ทะเบียนตามมาตรา 1246 บ.พ.พ. ก่อให้เกิด ช่องว่างและปัญหาในทางปฏิบัติ โดยผู้ประกอบการของบริษัท อาจปล่อยบริษัทให้เลิกไปเอง ด้วยวิธีการถอนทะเบียน บริษัทร้าง ซึ่งในทางกฎหมาย มีผลให้บริษัทดังกล่าว เลิกกันไปโดยผลแห่งกฎหมายถือว่าบริษัทสิ้นสภาพนิติบุคคล ลงทันที เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อบริษัทออกจากทะเบียน และได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา บริษัทจึงไม่สามารถกระทำ การใด ๆ ต่อไปได้ แม้แต่การจดทะเบียนเลิกหรือจัดการชำระบัญชี ดังนั้น จึงอาจถือได้ว่าบทบัญญัติการถอนทะเบียนบริษัทร้าง เป็นหนทางหนึ่งที่ผู้ประกอบการในบริษัทเอกชนจำกัด ใช้เพื่อ เลิกกิจการของตนโดยมีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงการดำเนินการตาม ขั้นตอนตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลิกบริษัทและการชำระบัญชี เนื่องจากตามมาตรา 1246 อนุมาตรา (1)ไม่ได้บัญญัติไว้โดย ชัดแจ้งว่าบริษัทจะหยุดประกอบกิจการนานเท่าใด นายทะเบียน จึงจะทำการถอนทะเบียนบริษัทร้าง ในทางปฏิบัติเป็นอำนาจของ นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทที่จะดำเนินการถอนทะเบียนบริษัทร้าง เมื่อบริษัทไม่ส่งงบดุลติดต่อกัน 3 ปี แต่ในทางกฎหมายกลับ ไม่มีบทบัญญัติไว้แต่อย่างใด ในเรื่องการขอคืนสู่ทะเบียนตามมาตรา 1246 อนุมาตรา (6) กฎหมายกำหนดให้มีการร้องขอต่อศาลสั่งให้บริษัทดังกล่าว กลับคืนสู่ทะเบียนได้ ในทางปฏิบัติ กรณีที่บริษัทยังมีหนี้ สินที่ค้างชำระ และเป็นหนี้ยังไม่ขาดอายุความ ไม่ว่าบริษัท จะเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ บริษัทผู้ถือหุ้นหรือเจ้าหนี้มี สิทธิร้องขอต่อศาลสั่งให้บริษัทกลับคือสู่ทะเบียนได้ เพื่อให้บริษัทกลับคืนมามีสภาพเป็นนิติบุคคลเหมือนเดิม และจัดการใช้หนี้ หรือบังคับชำระหนี้นั้นได้เนื่องจาก กฎหมายบัญญัติให้กรรมการและผู้ถือหุ้นต้องรับผิดอยู่ต่อไป แม้บริษัทจะถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนแล้ว ตามที่บัญญัติไว้ ในมาตรา 1246 อนุมาตรา (5) และในทางกฎหมายผู้มีสิทธิ ร้องขอต่อศาลสั่งให้บริษัทคืนสู่ทะเบียนได้ตลอดเวลา เพราะ ไม่มีบทบัญญัติกำหนดระยะเวลาที่จะร้องขอต่อศาลให้บริษัท กลับคืนสู่ทะเบียนไว้ดังนั้น เมื่อบริษัททิ้งร้างไปและ นายทะเบียนทำการถอนทะเบียนบริษัทร้าง 3 ปี หรือ 10 ปีผ่านไป บริษัทเกิดต้องการจะประกอบกิจการขึ้นมาใหม่ ก็มาร้องขอต่อ ศาลให้กลับคืนสู่ทะเบียนได้ เมื่อคิดจะเลิกบริษัทก็ปล่อย ให้ร้างไปอีก นายทะเบียนก็ต้องดำเนินการถอนทะเบียน บริษัทร้างใหม่อีกจึงทำให้บทบัญญัติในการถอนทะเบียน บริษัทร้างไม่เกิดความเคร่งครัดในทางปฏิบัติ ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจของผู้ชำระบัญชีที่เกี่ยวกับ คดีล้มละลายเป็นปัญหาในทางกฎหมาย เนื่องมาจากบทบัญญัติใน บ.พ.พ. มาตรา 1247 วรรคแรก ที่ว่าให้ห้างหุ้นส่วนหรือ บริษัทซึ่งล้มละลาย ให้จัดการชำระบัญชีไปตามกฎหมายล้มละลาย เท่าที่ยังใช้อยู่ตามแต่จะทำได้ แต่ในขณะเดียวกันตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 กลับไม่มีบทบัญญัติที่กำหนดไว้ในเรื่อง การจัดการชำระบัญชีไว้แต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อมีกรณีที่ นิติบุคคลถูกฟ้องให้ล้มละลายตามกฎหมายล้มละลายหรือเป็น การล้มละลายโดยไม่สมัครใจของลูกหนี้ ในกรณีนี้ก็จะไม่ สามารถดำเนินการชำระบัญชีได้เนื่องจาก ในกฎหมายล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะเข้ามาจัดการชำระบัญชีหรือทำ หน้าที่เสมือนผู้ชำระบัญชีในทางปฏิบัติก็ต่อเมื่อศาลได้มี คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วเท่านั้น ตามมาตรา 22 แต่ใน ช่วงระยะเวลาที่ศาลได้รับคำฟ้องและระหว่างการพิจารณา แม้ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวก่อนก็ตาม จะไม่มี ผู้ใดคอยดูแลและมีหน้าที่รับผิดชอบในการงาน หรือทรัพย์สิน ของลูกหนี้ในขณะนั้น จึงอาจก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น ได้แก่ การงานหรือทรัพย์สินของลูกหนี้ เนื่องจากในกรณีนี้ จะไม่มีการชำระบัญชีและตั้งผู้ชำระบัญชีตาม บ.พ.พ.เพื่อ ความสะดวกในทางปฏิบัติของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เองและ เพื่อเป็นการช่วยบรรเทาภาระหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ ทรัพย์ โดยการพิจารณาและเปรียบเทียบกับหลักกฎหมายล้มละลาย ของประเทศอังกฤษ เกี่ยวกับการตั้งผู้ชำระบัญชีชั่วคราวซึ่ง แม้ว่าหลักเกณฑ์ในการเลิกบริษัท และการชำระปัญชีจะแตกต่าง จากกฎหมายไทย แต่ในกรณีตามกฎหมายไทย โดยเฉพาะในกฎหมายจึง ควรจะนำบทบัญญัติเกี่ยวกับผู้ชำระบัญชีชั่วคราว ตามกฎหมาย ล้มละลายของอังกฤษมาใช้เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติตาม บ.พ.พ.มาตรา 1247 วรรคแรกดังกล่าวข้างต้น โดยนำเรื่อง ผู้ชำระบัญชีชั่วคราวมาใช้ในขณะที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ชั่วคราว หรือก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตาม มาตรา 22 แห่งพ.ร.บ.ล้มละลายฯ หรือนำมาใช้ในกรณีตาม หลักเกณฑ์ของ บ.พ.พ.ในกรณีที่ไม่สามารถตกลงกันตั้งผู้ชำระ บัญชี หรือไม่มีตัวผู้ชำระบัญชี ศาลในคดีแพ่งอาจนำบทบัญญัติ เกี่ยบกับการตั้งผู้ชำระบัญชีชั่วคราวเข้ามาใช้ได้ เพื่อ ประโยชน์แก่การชำระบัญชีทั้งในกรณีตาม บ.พ.พ.และตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ ของไทย ปัญหาเกี่ยวกับการชำระหนี้ ในกรณีที่หนี้ถึงกำหนด ชำระแล้ว แต่อายุความแห่งสิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้เดิมมี กำหนดยาวกว่าอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 1272 เจ้าหนี้ ไม่ได้ใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนด 2 ปี ตามมาตรา 1272 แต่กลับรอให้หนี้ของตนครบกำหนด อายุความตามมูลหนี้เดิมที่ มีอยู่ แล้วค่อยมาเรียกร้องให้ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจัด การชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ดังกล่าวในภายหลัง มีปัญหาว่า เจ้าหนี้ดังกล่าวจะมีสิทธิกระทำได้หรือไม่และในกรณีที่ หนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระ แม้ว่าจะพ้นกำหนด 2 ปีตามมาตรา 1272 ไปแล้ว เจ้าหนี้จะมีวิธีบังคับชำระหนี้ได้อย่างไรบ้าง ทั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่น ๆ เกี่ยวกับตัวผู้ชำระบัญชี อำนาจและหน้าที่ของผู้ชำระบัญชี ขั้นตอนและวิธีการชำระบัญชี และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ได้วิเคราะห์ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครอง สิทธิของบุคคลทั่วไป โดยเฉพาะเจ้าหนี้ประการหนึ่งและเพื่อ กำหนดบทบาทของผู้ชำระบัญชีให้ชัดเจนมากขึ้นอีกประการหนึ่ง อันจะเป็นผลทำให้บทบัญญัติการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนสามัญ จดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัดและบริษัทเอกชนจำกัดสามารถใช้ บังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในปัจจุบันเมื่อ กฎหมายที่มีอยู่ได้ก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติดังกล่าว มาแล้วข้างต้น จึงควรที่มีการปรับปรุงแก้ไขวิธีการในทาง ปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมายที่มีอยู่เว้นแต่ในกรณีที่ไม่ สามารถปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมายที่มีอยู่ได้ จึงควรที่ จะมีการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายต่อไปในที่สุด |
| บรรณานุกรม | : |
พวงเพ็ชร์ พงษ์ไพเชฐ . (2536). ปัญหาเกี่ยวกับการชำระบัญชีในห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัดและบริษัทเอกชนจำกัด.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. พวงเพ็ชร์ พงษ์ไพเชฐ . 2536. "ปัญหาเกี่ยวกับการชำระบัญชีในห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัดและบริษัทเอกชนจำกัด".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. พวงเพ็ชร์ พงษ์ไพเชฐ . "ปัญหาเกี่ยวกับการชำระบัญชีในห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัดและบริษัทเอกชนจำกัด."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2536. Print. พวงเพ็ชร์ พงษ์ไพเชฐ . ปัญหาเกี่ยวกับการชำระบัญชีในห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัดและบริษัทเอกชนจำกัด. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2536.
|
