ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษาการพึ่งตนเองของชุมชนโดยแนววัฒนธรรมชุมชนเพื่อการปฏิบัติงาน สังคมสงเคราะห์ : ศึกษาเฉพาะกรณีบ้านตะเพินคี่ หมู่ ตำบลองค์พระ อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษาการพึ่งตนเองของชุมชนโดยแนววัฒนธรรมชุมชนเพื่อการปฏิบัติงาน สังคมสงเคราะห์ : ศึกษาเฉพาะกรณีบ้านตะเพินคี่ หมู่ ตำบลองค์พระ อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี
นักวิจัย : พรประภา สินธุนาวา
คำค้น : -
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2533
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=59351
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การศึกษาวิจัยเรื่อง การพึ่งตนเองของชุมชนโดยแนววัฒนาธรรม ชุมชน เพื่อการปฎิบัติงานสังคมสงเคราะห์ : ศึกษาเฉพาะกรณีบ้านตะเพินคี่ หมู่ ตำบลองค์พระอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี เริ่มมาจากความ คิดที่เห็นโครงการพัฒนาต่าง ๆ มักจะเข้าไปดำเนินงานในลักษณะสูตรสำเร็จ และค่อนข้างไม่ประสบผลสำเร็จในการพัฒนานั้น ซึ่งในการศึกษาสังคมสง เคราะห์จะเน้นมากในส่วนของการปฏิบัติงาน โดยควรคำนึงถึง ชุมชนเป็น ฐาน (Community based) และยอมรับในสิ่งที่ผู้รับบริการหรือกลุ่มเป้า หมายเป็นอยู่ ดังนั้น ในการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาถึงวิถีชีวิตและ องค์ประกอบของชุมชนที่ดำรงอยู่ในขณะปัจจุบันนี้ ที่มีผลต่อความพยายามพึ่งตน เองของประชาชน โดยนำแนววัฒนธรรมชุมชนเป็นวิธีการศึกษาลักษณะการพึ่ง ตนเองของชุมชนในด้านระบบการผลิต ระบบการอยู่ร่วมสัมพันธ์กัน และ ดานความเชื่อ คุณค่าทางประเพณีดั้งเดิม เมื่อทราบผลลักษณะการพึ่งตนเอง ของชุมชนแล้ว จะได้เป็นข้อมูลในการนำเอาเทคนิค กลวิธีทางสังคมสง เคราะห์เป็นเครืองมือในการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ชุมชนมาปรับใช้ให้ สอดคล้องเหมาะสมกับลักษณะของวัฒนธรรมชุมชนที่ศึกษา การศึกษานี้เป็นการศึกษาเฉพาะกรณี (Case Study) โดยศึกษา จากเอกสารต่าง ๆ ตลอดจนการพูดคุยข้อมูลเบื้องตนกับผู้รู้ในเรื่องที่เกี่ยว ข้องในการศึกษาและการศึกษาจากภาคสนาม โดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธี การเชิงคุณภาพ ในลักษณะการสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observation) และใช้การสัมภาษณ์ทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทาง การ รวมทั้งการนำแผนผังและจดบันทึกภาคสนามตลอดช่วงที่อยู่ในชุมชน โดยทำการศึกษากับประชากรที่ประกอบด้วยกลุ่มต่าง ๆ เช่น ทุกครัวเรือนจำ นวน 23 หลังคาเรือน บุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งในชุมชนและนอกชุมชน อย่างเช่น ผู้นำที่เป็นทางการ พวกผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและผู้นำทางลัทธิความเชื่อ คือ เจ้าวัดในหมู่บ้าน ตลอดจนผู้อาวุโส ผู้ที่รู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาและ เรื่องรวมของชุมชนกลุ่มเยาวชน รวมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้าไปดำเนินงาน ในชุมชน อย่างเช่นครูอาสาสมัครของศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน จังหวัด สุพรรณบุรี เจ้าหน้าที่ของกรมประชาสงเคราะห์ เป็นต้น เมื่อเก็บรวบรวมข้อ มูลที่ได้จากทั้งเอกสารและภาคสนามแล้ว นำมาตรวจสอบวิเคราะห์ข้อมูลด้วย วิธีการตีความ สร้างข้อสรุปแบบอุปมัย โดยใช้สถิติร้อยละ เสริมการวิ เคราะห์ข้อมูลและนำเสนอผลการศึกษาในรูปแบบของการบรรยายพรรณา ผลการศึกษาพบว่า ก. ชุมชนตะเพินคี่มีระบบการผลิตแบบยังชีพเพื่อการบริโภคเป็นหลัก โดยร้อยละ 100.0 ที่ทำการเกษตรปลูกข้าวไร่เป็นหลัก ในลักษณะ ไร่หมุน เวียน แบบตัด ฟัน โค่น เผา ใช้แรงงานครัวเรือนเป็นหลัก และปลูกพืช เศรษฐกิจเป็นรายได้หลักของครัวเรือน คือกระวาน มีการใช้ประโยชน์ และ ถือครองที่ดินทำการเพาะปลูกทั้งหมด แม้จะมีระบบการผลิตเพื่อขายด้วย แต่ก็ เป็นลักษณะของการปรับตัวของชุมชนให้เข้ากับระบบการค้าแบบทุนนิยมได้ โดยมีแรงงานในครัวเรือนเป็นแรงงานหลักที่สำคัญ มีแรงงานแลกเปลี่ยนและ แรงงานรับจ้างเพื่อช่วยเหลือกันในชุมชนด้วย ข. ในระบบการอยู่ร่วมสัมพันธ์กันในชุมชน พบว่า ชุมชนนี้มีสถาบัน ครอบครัวเป็นหน่วยพื้นฐานในการสนองตอบและให้การอบรมเลียงดูสมาชิกใน ครอบครัวได้อย่างสมบูรณ์มีระบบเครือญาติในการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชน ทั้งชุมชนเป็นเครือญาติกันเกือบทั้งหมู่บ้านองค์การตอบสนองความต้องการ ของตนในชุมชน มีการขัดเกลาสมาชิกในสังคมให้รู้จักและยอมรับกฎข้อห้าม ของหมู่บ้าน ทุกคนในหมู่บ้านต้องยอมรับกฎระเบียบข้อห้ามของหมู่บ้านที่ตั้งขึ้น จากผู้นำทางศาสนาลัทธิความเชื่อ มีการจัดการภายในชุมชนของตนเองได้ใน กรณีเกิดความขัดแย้งหรือข้อพิพาทกัน และมีความสัมพันธ์ช่วยเหลือเกื้อกูลกันระ หว่างชุมชนในด้านการเป็นเครือญาติประเพณี และทางด้านเศรษฐกิจ และยัง พบว่าคนในหมู่บ้านนี้มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินจากกฎเกณฑ์ข้อ ห้ามของชุมชนเอง ค. ระบบคุณค่า ศาสนาและความเชื่อ เป็นองค์ประกอบหลักของ วัฒนธรรมชุมชนในชุมชนนี้โดยมีลักษณะเด่นคือ การมีผู้นำทางลัทธิความเชื่อหรือ เจ้าวัด ที่เคร่งครัดในระเบียบความประพฤติปฏิบัติเป็นแบบอย่างที่ดีและ เป็นที่ยอมรับนับถือเป็นศูนย์รวมของจิตใจของตนในชุมชนมากที่สุด โดยการตั้ง กำหนดข้อห้ามจากเจ้าวัดนี้เองทำให้คนในชุมชนยอมรับและปฏิบัติตาม นับได้ว่า ชุมชนนี้ยังคงดำรงเอกลักษณ์และลัทธิความเชื่อไว้ได้มากที่สุดในชุมชนกะเหรี่ยง โนบริเวณเดียวกัน สรุปได้ว่า ในหมู่บ้านตะเพินคี่มีการพึ่งตนเองได้ตามจารีต ประเพณี ซึ่ง นอกจากขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทั้ง 3 ระบบดังกล่าวแล้ว ยังมีปัจจัยของสภาพ แวดล้อมทางทรัพยากรธรรมชาติที่เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตของเขาอยู่มาก ดังนั้นในการนำเทคนิคหรือกลวิธีทางสังคมสงเคราะห์มาใช้ปฏิบัติดำเนิน งานในชุมชนนี้ นักสังคมสงเคราะห์และนักพัฒนา ฯลฯ ควรยึดหลักประการหนึ่ง ของสังคมสงเคราะห์คือหลักการยอมรับ จึงควรมีการศึกษาให้เข้าใจก่อนที่จะ เข้าไปปฏิบัติงานเพราะถ้านักสังคมสงเคราะห์หรือผู้ทำงานพัฒนา ฯลฯ ไม่เข้า ใจลักษณะวัฒนธรรมชุมชนของเขาแล้ว อาจเป็นคนก่อปัญหาและนำปัญหาเข้าไป สร้างไว้ในหมู่บ้านเช่น บางคนอาจขึ้นไปปฏิบัติงานในชุมชนนี้ แล้วนำเหล้าไป ดื่มในชุมชน ซึ่งเป็นข้อห้ามที่ตนที่จะเข้าไปในหมู่บ้านต้องเข้าใจ ยอมรับ และ ปฏิบัติตามเพื่อมิให้เสียประเพณีของชุมชน และแม้จะพบว่ามีความขัดแย้งใน ชุมชนที่เกิดจากการพัฒนาที่เข้าไปทำให้เกิดความแตกแยกเป็นกลุ่มอำนาจเก่า และกลุ่มอำนาจใหม่ในชุมชน จึงเป็นส่วนที่นักสังคมสงเคราะห์จะใช้วิธีการ ทางสังคมสงเคราะห์จะใช้วิธีการทางสังคมสงเคราะห์ในการสร้างให้เกิด ความร่วมมือขึ้นโดยกลวิธีความเห็นพ้องต้องกันเป็นเอกฉันท์ในชุมชน ซึ่งผู้ศึก ษามีข้อเสนอแนะจากการศึกษาดังนี้ 1. ควรมีการให้ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องของสุข ภาพอนามัย เนื่องด้วยการคมนาคมลำบาก ทำให้เมื่อเวลาเจ็บป่วยจะพยา ยามรักษากันเองก่อนซึ่งใช้วิธีที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นควรมีหน่วยอนามัยเคลื่อนที่หรือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขขึ้นไปแนะนำและให้การรักษาในชุมชนเป็นระยะ ๆ 2. นักสังคมสงเคราะห์ควรเป็นผู้กระตุ้นให้คนในชุมชนรักษาสภาพ แวดล้อมและเห็นคุณเห็นโทษของทรัพยากรธรรมชาติ แม้ว่าชาวกะเหรี่ยง เองจะมีนิสัยรักธรรมชาติและได้ชื่อว่าเป็นผู้อนุรักษ์ป่าเผ่าหนึ่ง แต่กระ แสการซื้อขายที่ดินบริเวณหมู่บ้านใกล้เคียงมีสูงมาก แม้จะยังไม่กระทบถึง ชุมชนนี้นักก็ตาม แต่ควรจะกระตุ้นให้คนในชุมชนได้ตระหนัก 3. หน่วยงานหรือองค์กรพัฒนา ที่เข้าไปดำเนินงานในหมู่บ้านนี้ควรมี การเรียนรู้และเข้าใจในวัฒนธรรมชุมชนของหมู่บ้านนี้ให้ดีเสียก่อน 4. ควรมีการศึกษาวิจัยในแนววัฒนธรรมชุมชนในลักษณะหมู่บ้านแบบอื่น ที่แตกต่างจากที่ศึกษาครั้งนี้และในประเด็นต่าง ๆ ด้วย เพื่อการนำเทคนิคและ กลวิธีทางสังคมสงเคราะห์ชุมชนเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติงานที่เหมาะสมต่อไป

บรรณานุกรม :
พรประภา สินธุนาวา . (2533). การศึกษาการพึ่งตนเองของชุมชนโดยแนววัฒนธรรมชุมชนเพื่อการปฏิบัติงาน สังคมสงเคราะห์ : ศึกษาเฉพาะกรณีบ้านตะเพินคี่ หมู่ ตำบลองค์พระ อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
พรประภา สินธุนาวา . 2533. "การศึกษาการพึ่งตนเองของชุมชนโดยแนววัฒนธรรมชุมชนเพื่อการปฏิบัติงาน สังคมสงเคราะห์ : ศึกษาเฉพาะกรณีบ้านตะเพินคี่ หมู่ ตำบลองค์พระ อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
พรประภา สินธุนาวา . "การศึกษาการพึ่งตนเองของชุมชนโดยแนววัฒนธรรมชุมชนเพื่อการปฏิบัติงาน สังคมสงเคราะห์ : ศึกษาเฉพาะกรณีบ้านตะเพินคี่ หมู่ ตำบลองค์พระ อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2533. Print.
พรประภา สินธุนาวา . การศึกษาการพึ่งตนเองของชุมชนโดยแนววัฒนธรรมชุมชนเพื่อการปฏิบัติงาน สังคมสงเคราะห์ : ศึกษาเฉพาะกรณีบ้านตะเพินคี่ หมู่ ตำบลองค์พระ อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2533.