| ชื่อเรื่อง | : | พัฒนาการของชุมชนรอบทะเลสาบสงขลาตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 |
| นักวิจัย | : | ยงยุทธ ชูแว่น |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2529 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=55814 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมและที่เป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการของ ชุมชนรอบทะเลสาบสงขลาในระยะตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 และจะศึกษาความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างราชธานีกับหัวเมืองในบริเวณนี้ ซึ่งจะเป็น ลักษณะของความสัมพันธ์ระหว่างเมืองปลายแดนกับราชธานี นอกจากนั้นก็ได้ศึกษาการปฏิสัมพันธ์ ระหว่างเมืองในบริเวณดังกล่าวและกับเมืองที่อยู่ใกล้เคียง ผลการศึกษาพบว่าการค้ากับต่างประเทศและการที่ทางราชธานีได้กัลปนาโดยการยกที่ดิน และผู้คนให้กับวัดวาอารามต่างๆ ในบริเวณนี้อย่างต่อเนื่อง มีผลทำให้ชุมชนขยายตัวเติบโตขึ้น เป็นบ้านเป็นเมืองและมีความเป็นปึกแผ่น อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งภายในและการรุกรานจาก ศูนย์อำนาจภายนอกก็เป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการของบ้านเมืองในบริเวณดังกล่าวอยู่ไม่น้อย ปัจจัย ต่างๆ เหล่านี้มีความเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างราชธานีกับ หัวเมืองในบริเวณนี้และยังมีผลต่อการปฏิสัมพันธ์ระหว่างเมืองดังกล่าวและกับเมืองที่อยู่ใกล้ เคียงด้วย ช่วงเวลาตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ปรากฎว่าทางราชธานี ไม่สามารถที่จะแต่งตั้งเจ้าเมืองให้มาปกครองเมืองพัทลุงและเมืองสงขลา ซึ่งตั้งอยู่ในเขต ดังกล่าวได้อย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากในบางช่วงเวลาทางราชธานีจำเป็นต้องให้กลุ่มอำนาจ อื่นๆ เข้ามามีอิทธิพลอยู่ในเมืองทั้งสอง และเมื่อสามารถแต่งตั้งเจ้าเมืองให้มาปกครองโดยตรง แล้วก็ปรากฎว่าส่วนใหญ่ทางราชธานีไม่อาจที่จะเข้าไปควบคุมอำนาจของบรรดาเจ้าเมืองดังกล่าว ได้อย่างรัดกุม สาเหตุที่ทำให้ลักษณะของความสัมพันธ์ทางการเมืองดำรงอยู่เช่นนี้ก็เนื่องมาจาก ว่าทั้งเมืองพัทลุงและเมืองสงขลาอยู่ห่างไกลและประกอบกับเงื่อนไขความยุ่งยากทางการเมือง ภายในราชธานีเองเป็นตัวกำหนดที่สำคัญ กลุ่มอำนาจที่ทางราชธานี อนุญาต ให้เข้ามามีอิทธิพลอยู่ในเมืองพัทลุงและเมืองสงขลา ก็คือ กลุ่มเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช และ กลุ่มพ่อค้าชาวอิสลาม กลุ่มอำนาจดังกล่าวได้ แข่งขันกันหาประโยชน์จากการค้ากับต่างประเทศจนสามารถสร้างสมอำนาจขึ้นมาท้าทายแก่ราชธานี และในขณะเดียวกันก็ยังได้ขยายอำนาจออกไปยังหัวเมืองใกล้เคียง ปรากฎการณ์เช่นนี้จะเห็นได้ อย่างชัดเจนในระยะครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 17 สำหรับในช่วงเวลาที่ทางราชธานีสามารถแต่งตั้งเจ้าเมืองให้มาปกครองเมืองพัทลุงและ เมืองสงขลาได้โดยตรงอย่างต่อเนื่อง ในตอนครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 18 ก็ปรากฎว่าทาง ราชธานีไม่อาจที่จะเข้ามาควบคุมอำนาจของบรรดาเจ้าเมืองได้อย่างทั่วถึง ด้วยเหตุนี้เองเมื่อ มีการกัลปนาให้กับวัดวาอารามต่างๆ ทางราชธานีจึงได้เพิ่มอำนาจแก่ผู้นำสงฆ์ให้มีบทบาทในชุมชน เพิ่มขึ้นซึ่งมีผลทำให้สถาบันศาสนาเข้าไปคานกับอิทธิพลของบรรดาเจ้าเมืองเหล่านี้ได้ระดับหนึ่ง ตั้งแต่ประมาณกลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา การเมืองภายในราชธานีเริ่มมีความ มั่นคงขึ้น ดังนั้นในระยะนี้เองจึงได้เริ่มวางรากฐานการปกครองหัวเมืองในลักษณะใหม่ โดยการ แต่งตั้งขุนนางที่มีความใกล้ชิดและสนิทสนมกับราชสำนักให้มาปกครองเมืองพัทลุงและสงขลา กลุ่ม ขุนนางดังกล่าวต่างก็ได้รับการแต่งตั้งโดยวิธีสืบสายตระกูลกันมา จากลักษณะของความสัมพันธ์ ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปนี้จึงทำให้เมืองพัทลุงและเมืองสงขลาเปลี่ยนฐานะจากการเป็นเมือง ปลายแดนมาเป็นเมืองภายในราชอาณาจักรในระยะตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา |
| บรรณานุกรม | : |
ยงยุทธ ชูแว่น . (2529). พัฒนาการของชุมชนรอบทะเลสาบสงขลาตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ยงยุทธ ชูแว่น . 2529. "พัฒนาการของชุมชนรอบทะเลสาบสงขลาตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ยงยุทธ ชูแว่น . "พัฒนาการของชุมชนรอบทะเลสาบสงขลาตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2529. Print. ยงยุทธ ชูแว่น . พัฒนาการของชุมชนรอบทะเลสาบสงขลาตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2529.
|
