| ชื่อเรื่อง | : | ผลกระทบการเมืองจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี พ.ศ.2540 ศึกษาเปรียบเทียบกรณีประเทศไทย และประเทศมาเลเซีย |
| นักวิจัย | : | สุรพล เมฆตะวันฉาย |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2543 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=54665 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาสาเหตุจากการเข้าขอความ ช่วยเหลือ จากองค์กรระหว่างประเทศ ของประเทศไทยมีความแตกต่างกับประเทศมาเลเซีย ที่จัดการวิกฤตด้วยตนเอง (2) เพื่อให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ของประเทศไทยกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ เพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตเพื่อความมั่นคง และมีเสถียรภาพของประเทศในอนาคต (3) เพื่อให้สังคมมีแนวคิดใหม่ ไม่ควรนำเอาเศรษฐกิจ เป็นตัวชี้นำ โดยที่ยุทธศาสตร์ใหม่ควรให้ความสำคัญในเรื่องความเป็นปึกแผ่นของสังคม และความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมมากกว่าการวัดจากรายได้เพียงอย่างเดียว กรณีวิกฤตการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และขยายไปสู่ทั่วภูมิภาคเอเชีย สาเหตุของปัญหาส่วนใหญ่แต่ละประเทศมีความใกล้เคียงกัน เช่น เกิดจากการขาดดุลบัญชีเดิน สะพัดเป็นจำนวนมากติดต่อกันหลายปี การที่รัฐบาลอนุญาตให้มีการผ่อนปรนนำเงินตราเข้า อย่างเสรี ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจในประเทศมีการกู้ยืมเงินเป็นสกุลเงินตราต่างประเทศ โดยที่เงินทุนส่วนใหญ่ที่นำเข้ามาเป็นการกู้ยืมระยะสั้น แต่นำมาลงทุนในประเทศเป็น โครงการอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นการลงทุนในระยะยาว ผู้ลงทุนจากต่างประเทศ เกิดความ ไม่มั่นใจในประเทศไทยก่อน และความไม่มั่นใจได้ลุกลามไปทั่วภูมิภาค ผลกระทบที่ตามมา เงินได้ทยอยไหลกลับออกจากประเทศไทยและในภูมิภาค ประกอบกับมีการเก็งกำไรในค่าเงิน ทั่วภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าค่าเงินในภูมิภาคนี้จะลดลงเป็นอย่างมาก และได้เกิดปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นอย่างมากติดต่อกัน จึงทำให้ไม่มีความ สามารถในการชำระหนี้เงินกู้ให้กับต่างประเทศรัฐบาลของแต่ละประเทศได้ดำเนินนโยบาย ต่าง ๆ เพื่อให้ประเทศเข้าสู่ในภาวะปกติโดยได้ออกแผนการนโยบายต่าง ๆ เป็นการกระตุ้น เศรษฐกิจภายในประเทศ และเร่งออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้ประเทศมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และการเมือง แนวความคิดในการแก้ไขปัญหาของรัฐทั้งสองใน ปี พ.ศ.2540 มีความแตกต่างกันมาก ประเทศไทยได้ประกาศให้ค่าเงินบาทลอยตัว และเข้าขอความช่วยเหลือกับกองทุนการเงินระหว่าง ประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ต้อง ปฏิบัติตามพันธกรณีหากต้องการได้รับเงินช่วยเหลือ ทำให้เกิดผลกระทบต่าง ๆ ตามมาอย่างมากมาย โดยเฉพาะผลกระทบทางด้านสังคม เกิดปัญหาการว่างงาน ธุรกิจล้มละลายเพิ่มมากขึ้น และธุรกิจ ขนาดเล็กได้เลิกกิจการเป็นจำนวนมาก พันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของกองทุนการเงิน ระหว่างประเทศ คือรัฐบาลไทยต้องเปิดให้มีการลงทุนและการค้าแบบเสรี โดยที่ธุรกิจภายใน ประเทศไม่มีการปรับตัวเพื่อให้สามารถที่จะแข่งขันและตั้งตัวได้แล้ว ธุรกิจภายในประเทศ ก็ไม่สามารถที่จะแข่งขันได้ มีการเลิกกิจการ เกิดปัญหาทางด้านสังคมตามมา โดยเฉพาะ ปัญหาทางด้านการว่างงาน นโยบาย มาตรการต่าง ๆ ไม่มีความต่อเนื่องจากรัฐบาลก่อน ไม่มีการ สานต่อนโยบายที่เป็นประโยชน์ให้กับประชาชน โดยที่รัฐไม่มีการจัดการและกำหนดยุทธศาสตร์ ที่ดีเพียงพอในการกำหนดนโยบายทางด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะเศรษฐกิจในระดับมหภาค ทำให้ สภาวะทางการเมืองไม่มีเสถียรภาพมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหลายครั้งอันเนื่องมาจากที่รัฐ ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้โดยเฉพาะปัญหาวิกฤตทางการเงินในปี พ.ศ.2540 ประเทศมาเลเซีย รัฐบาลเลือกวิธีการจัดการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง แตกต่างกับประเทศไทย เป็นอันมาก โดยที่ไม่หวังพึ่งการช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งจะสร้างปัญหา และผลกระทบต่าง ๆ ตามมามากมาย เช่น กรณีในประเทศไทย โดยมีการออกมาตรการควบคุมเงินตรา อย่างเข้มงวด มีการกำหนดค่าเงินริงกิตคงที่และสภาวะทางการเมืองของรัฐบาลไม่มั่นคง มีการ ปลดรองนายกรัฐมนตรี ที่มีแนวทางการที่จะขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หากไม่เกิดปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ อย่างรุนแรงภายในประเทศมาเลเซียแล้ว โอกาสที่เกิดการ เปลี่ยนแปลงทางการเมืองค่อนข้างเป็นไปได้ยากมาก การที่รัฐบาลประเทศมาเลเซีย ยังให้ความ คุ้มครองธุรกิจในประเทศ โดยไม่เปิดเสรีในภาคการลงทุนและการค้า เนื่องจากไม่ต้องรับภาระ เงื่อนไขใด ๆ เพราะไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศ เพื่อให้ธุรกิจในประเทศมีการปรับตัว โดยที่ปัญหาเศรษฐกิจหากไม่ได้รับการแก้ไขแล้วจะเป็นสาเหตุใหญ่ที่จะสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาล รัฐบาลในประเทศต่าง ๆ ที่เปิดให้ประเทศของตนมีการค้าแบบเสรีอย่างเต็มที่ กับการที่จะ สงวนอุตสาหกรรมและธุรกิจบางประเภท หรือการขยายระยะเวลาการเปิดเสรีออกไปเพื่อให้ธุรกิจและ อุตสาหกรรมภายในประเทศมีการปรับตัวในการค้าเสรี ทั้ง 2 กรณี มีทั้งส่วนที่ได้รับประโยชน์และเสีย ประโยชน์ทั้ง 2 กรณี หากไม่มีการเปิดเสรีแล้วธุรกิจภายในประเทศจะไม่มีการพัฒนา ส่วนการเปิดเสรี ประเทศที่เปิดรับจะสามารถเรียนรู้วิธีการจัดการ เทคโนโลยี และที่สำคัญมีการลงทุน ถึงแม้ว่า การลงทุนจากต่างประเทศทำให้อุตสาหกรรมภายในประเทศไม่สามารถต่อสู้ทั้งทางด้านเงินทุน เทคโนโลยี และการจัดการ อุตสาหกรรมภายในประเทศที่ไม่มีการจัดเตรียม และปรับตัวต้องปิดกิจการก่อให้เกิดปัญหา ทางด้านสังคมต่างๆ ตามมาอีกมากมาย โดยเฉพาะปัญหาทางด้านแรงงาน เหตุนี้เองรัฐจะต้องเลือกวิธีการ จัดการกับปัญหาทางด้านเศรษฐกิจให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล หรือหาแนวทางการจัดการและการกำหนดนโยบายของรัฐ ควรที่จะให้มีผลกระทบต่อทางด้านภาคประชาชน ให้น้อยที่สุด โดยเน้นนโยบายแห่งชาติและการพัฒนาโดยมีจุดศูนย์รวมการพัฒนาโดยมีชาติเป็หลักสำคัญ |
| บรรณานุกรม | : |
สุรพล เมฆตะวันฉาย . (2543). ผลกระทบการเมืองจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี พ.ศ.2540 ศึกษาเปรียบเทียบกรณีประเทศไทย และประเทศมาเลเซีย.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. สุรพล เมฆตะวันฉาย . 2543. "ผลกระทบการเมืองจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี พ.ศ.2540 ศึกษาเปรียบเทียบกรณีประเทศไทย และประเทศมาเลเซีย".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. สุรพล เมฆตะวันฉาย . "ผลกระทบการเมืองจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี พ.ศ.2540 ศึกษาเปรียบเทียบกรณีประเทศไทย และประเทศมาเลเซีย."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2543. Print. สุรพล เมฆตะวันฉาย . ผลกระทบการเมืองจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี พ.ศ.2540 ศึกษาเปรียบเทียบกรณีประเทศไทย และประเทศมาเลเซีย. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2543.
|
