ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การวิเคราะห์โครงสร้างการบริหารงานและประสิทธิผลของหน่วยการปกครองท้องถิ่นศึกษาเปรียบเทียบระหว่างสุขาภิบาลและเทศบาล

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การวิเคราะห์โครงสร้างการบริหารงานและประสิทธิผลของหน่วยการปกครองท้องถิ่นศึกษาเปรียบเทียบระหว่างสุขาภิบาลและเทศบาล
นักวิจัย : วรพิทย์ มีมาก
คำค้น : 166 P.
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2532
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1222532000005
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโครงสร้างของสุขาภิบาลเกี่ยวกับการกระจายอำนาจและรูปแบบที่เหมาะสมสำหรับสุขาภิบาล รวมทั้งศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารงานและประสิทธิผลของสุขาภิบาลโดยเปรียบเทียบกับเทศบาล เพื่อประกอบการยกระดับของสุขาภิบาล ประชากรที่ใช้ศึกษา ได้แก่ สุขาภิบาลที่มีฐานะการคลังเพียงพอที่จะบริหารงานประจำของตนเองได้ จำนวน 18 แห่งและเทศบาลที่มีรายได้จริง โดยไม่รวมเงินอุดหนุนประมาณ10 ล้านบาท จำนวน 34 แห่ง สำหรับตัวอย่างที่นำมาใช้ในการศึกษาจะเลือกมาโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิแยกออกตามพื้นที่เป็น 6 ภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือภาคกลาง ภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ซึ่งจะได้สุขาภิบาลและเทศบาล รวมทุกพื้นที่อย่างละ 9 แห่ง จำแนกออกเป็นสุขาภิบาลขนาดเล็ก 6 แห่ง สุขาภิบาลขนาดใหญ่3 แห่ง เทศบาลขนาดเล็ก 4 แห่ง และเทศบาลขนาดใหญ่5 แห่ง สำหรับกลุ่มบุคคลที่จะนำมาเป็นกลุ่มตัวอย่าง แยกออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ ฝ่ายการเมืองกับข้าราชการประจำ โดยสุขาภิบาลมีจำนวน 77 และ 81 คน ตามลำดับ และเทศบาลมีจำนวน 103 และ 54 คน ตามลำดับ การวิจัยจะกระทำทั้งวิจัยเอกสารและวิจัยสำรวจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบไปด้วยการสัมภาษณ์การสังเกตการณ์ และแบบสอบถาม สำหรับแบบสอบถามมีอยู่2 ส่วน คือ ส่วนแรกให้แสดงทรรศนะเกี่ยวกับการบริหารงานและประสิทธิผล ทั้งของเทศบาลและสุขาภิบาล ส่วนที่ 2 ให้แสดงทรรศนะเกี่ยวกับโครงสร้างและอุปสรรคที่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของสุขาภิบาลโดยเฉพาะ ผลลัพธ์จากการวิจัยมีดังนี้ 1. จากการวิจัยเอกสารพบว่า การปกครองท้องถิ่นรูปแบบสุขาภิบาลยังคงมีแนวโน้มของการรวบอำนาจมากกว่า การกระจายอำนาจ 2. การวิจัยสำรวจพบว่า 2.1 รูปแบบของคณะกรรมการสุขาภิบาล ตาม พ.ร.บ.สุขาภิบาล (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2528 มีความเหมาะสม มากที่สุดสำหรับสุขาภิบาลในปัจจุบัน และในอนาคต เทศบาลแบบนายกเทศมนตรีกับสภามีความเหมาะสมมากกว่า รูปแบบอื่น 2.2 ประเภทของหน่วยงาน ได้แก่ สุขาภิบาลและเทศบาลไม่สามารถบ่งชี้ความแตกต่างและไม่มีน้ำหนักในการอธิบายการบริหารงานและประสิทธิผลขององค์การได้ รวมทั้งการบริหารงานและประสิทธิผลขององค์การเองก็ไม่ สามารถจำแนกสุขาภิบาลและเทศบาลออกจากกันได้ ข้อเสนอแนะจากการวิจัยมี 2 ประการคือ 1. ข้อเสนอแนะระยะสั้น 1.1 ให้มีการปรับปรุงระดับรายได้ของสุขาภิบาลที่มีฐานะการคลังเพียงพอที่จะบริหารงานประจำของตนเองได้ จากเดิม 3 ล้านบาทเป็น 5 ล้านบาท และหลักเกณฑ์การเปลี่ยนฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาลจากเดิม ซึ่งใช้รายได้ 5 ล้านบาท เพิ่มเป็น 8 ล้านบาท สำหรับทิศทางการเปลี่ยนแปลงมีดังนี้ ต่ำกว่า 5 ล้านบาท คณะกรรมการผสมที่มีนายอำเภอเป็นประธาน 5 ล้านบาท คณะกรรมการผสมที่มีผู้แทนท้องถิ่นเป็นประธาน 8 ล้านบาท เทศบาล เหตุผลของการเปลี่ยนแปลงรายได้ใหม่ เนื่องจากสัดส่วนรายจ่ายต่อรายได้ของเทศบาล ระดับ 5 ล้านบาทมีแนวโน้มสูงขึ้น และระดับการเปลี่ยนแปลงของรายได้ค่อนข้างทรงตัว ทำให้เทศบาลระดับนี้ต้องแบกภาระมาก ในขณะที่เทศบาลระดับ 8 ล้านบาทภาระนี้จะลดลง ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงระดับจากสุขาภิบาลเป็นเทศบาลที่รายได้ 5 ล้านบาท จะทำให้เทศบาลประสบ ภาวะชะงักงันในการพัฒนา 1.2 ควรจัดให้มี "เขตการบริหารกิจการร่วม" ขึ้นระหว่างสุขาภิบาลกับหน่วยงานอื่นเพื่อมเพิ่ม รายได้และพัฒนาประสิทธิผลขององค์การ 1.3 ควรจัดอบรมเพิ่มพูนความรู้ทางการบริหารงานให้แก่คณะกรรมการสุขาภิบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รวมทั้งจัดทำคู่มือและฝึกอบรมเกี่ยวกับการวางแผน ตลอดจนเสริมทักษะในการปฏิบัติงานที่จำเป็นให้แก่สุขาภิบาล 2. ข้อเสนอแนะระยะยาว ข้อเสนอนี้จำเป็นต้องมีการปรับปรุงกฎหมายสุขาภิบาล สำหรับข้อเสนอมีดังนี้ 2.1 ให้เพิ่มทางเลือกของการเปลี่ยนฐานะของสุขาภิบาลไปเป็นเทศบาลให้มากขึ้น ณ ระดับรายได้ 5 ล้านบาท โดยผู้วิจัยเสนอ 3 รูปแบบ คือ ก. ต่ำกว่า 5 ล้านบาท คณะกรรมการผสมที่มีนายอำเภอเป็นประธาน 5 ล้านบาท คณะกรรมการที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 8 ล้านบาท เทศบาล ข. ต่ำกว่า 5 ล้านบาท คณะกรรมการผสมที่มีนายอำเภอเป็นประธาน 5 ล้านบาท นายอำเภอเป็นฝ่ายบริหารและสภาเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ 8 ล้านบาท เทศบาล ค. ต่ำกว่า 5 ล้านบาท คณะกรรมการผสมที่มีนายอำเภอเป็นประธาน 5 ล้านบาท ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมาจากการเลือกตั้ง 8 ล้านบาท เทศบาล รูปแบบดังกล่าวข้างต้น สุขาภิบาลสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมของท้องถิ่น นอกจากนี้เทศบาลควรปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับสุขาภิบาลด้วย 2.2 ให้มีการปรับปรุงหน้าที่ของสุขาภิบาลโดยการปรับปรุง มาตรา 25 ว่าด้วยหน้าที่ของสุขาภิบาลใหม่ให้เหมาะสมกับสุขาภิบาลมากขึ้น 2.3 ให้มีการปรับปรุงการคลังของสุขาภิบาลโดยการเพิ่มเติม มาตรา 29 ว่าด้วยการคลังและทรัพย์สินของสุขาภิบาล 2.4 ให้มีการปรับปรุงการกระจายอำนาจให้แก่สุขาภิบาลมากขึ้น โดยการปรับปรุงมาตรา 23 และ 24 (ว่าด้วยการวางแผน)มาตรา 25 ทวิและมาตรา 25 ตรี (ว่าด้วยการทำกิจการนอกเขตสุขาภิบาล)

บรรณานุกรม :
วรพิทย์ มีมาก . (2532). การวิเคราะห์โครงสร้างการบริหารงานและประสิทธิผลของหน่วยการปกครองท้องถิ่นศึกษาเปรียบเทียบระหว่างสุขาภิบาลและเทศบาล.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
วรพิทย์ มีมาก . 2532. "การวิเคราะห์โครงสร้างการบริหารงานและประสิทธิผลของหน่วยการปกครองท้องถิ่นศึกษาเปรียบเทียบระหว่างสุขาภิบาลและเทศบาล".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
วรพิทย์ มีมาก . "การวิเคราะห์โครงสร้างการบริหารงานและประสิทธิผลของหน่วยการปกครองท้องถิ่นศึกษาเปรียบเทียบระหว่างสุขาภิบาลและเทศบาล."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2532. Print.
วรพิทย์ มีมาก . การวิเคราะห์โครงสร้างการบริหารงานและประสิทธิผลของหน่วยการปกครองท้องถิ่นศึกษาเปรียบเทียบระหว่างสุขาภิบาลและเทศบาล. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2532.