ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษาการย่อยสลายคราบน้ำมันที่ปนเปื้อนบนก้อนหิน

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษาการย่อยสลายคราบน้ำมันที่ปนเปื้อนบนก้อนหิน
นักวิจัย : ประไพพิศ เทพารส
คำค้น : BIOREMEDIATION , BIODEGRADATION , GRAVEL , LOCOMOTIVE DEPOT , MOTOR OIL , DIESEL OIL , USED OIL
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2543
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=44763
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

จากการตรวจสอบแหล่งที่มีการปนเปื้อนน้ำมันบริเวณโรงรถจักรดีเซลบางซื่อ พบว่ามีการ ปนเปื้อนของน้ำมันเป็นบริเวณกว้าง เนื่องมาจากบริเวณนี้ใช้เป็นที่ในการทำความสะอาด ซ่อมแซม และเปลี่ยนถ่ายน้ำมัน (น้ำมันดีเซล, น้ำมันหล่อลื่น) ของหัวรถจักร ซึ่งน้ำมันที่ใช้แล้วจะถูก ถ่ายทิ้งลงดิน ด้วยสาเหตุนี้เองทำให้มีการปนเปื้อนของน้ำมันบนหิน ในดิน และตามแหล่งน้ำ เป็นบริเวณกว้าง ซึ่งเป็นระยะเวลานานนับสิบปี ดังนั้นจึงมีความพยายามในการที่จะหาวิธีลด น้ำมันที่ปนเปื้อนในบริเวณนี้ โดยการศึกษาเริ่มต้นจากบริเวณที่มีการปนเปื้อน พบว่าอุณหภูมิ โดยเฉลี่ยอยู่ในช่วง 30-32(+,ฐ)C, pH โดยเฉลี่ยอยู่ในช่วง 6.7-7.2, ปริมาณสารอาหาร บนก้อนหินที่ปนเปื้อนด้วยน้ำมัน ในรูปฟอสเฟต-ฟอสฟอรัสคิดเป็น 0.472 มก./ลิตร, ในรูป ไนเตรต-ไนโตรเจนคิดเป็น 0.068 มก./ลิตร ส่วนแอมโมเนีย-ไนโตรเจน ไม่สามารถ ตรวจสอบได้ และปริมาณน้ำมันโดยเฉลี่ยที่ปนเปื้อนต่อก้อนหิน 1 กิโลกรัมคิดเป็น 8.23 กรัม ส่วนการศึกษาเชื้อที่มีความสามารถในการย่อยสลายน้ำมัน ในบริเวณนี้พบว่า เชื้อที่แยกได้ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเชื้อในสกุล ~iPseudomonas~i ผลจากการศึกษาในห้องปฏิบัติการใน shake flask เพื่อหากลุ่มเชื้อที่มีความสามารถ ในการย่อยสลายน้ำมันที่ปนเปื้อนได้ดีพบว่ากลุ่มเชื้อที่ได้จากการเพิ่มจำนวนเชื้อจากดินจาก บริเวณที่มีการปนเปื้อนสามารถย่อยสลายน้ำมันชนิดนี้ได้ดีที่สุด (60% ในระยะเวลา 30 วัน) และจากความพยายามในการแยกกลุ่มเชื้อเหล่านี้ในห้องปฏิบัติการ และนำมาเลี้ยงกลับเพื่อ ศึกษาการย่อยสลายน้ำมัน พบว่าความสามารถในการย่อยสลายน้ำมันมีค่าต่ำมาก (น้อยกว่า 5% ในระยะเวลา 30 วัน) และจากการศึกษาผลของส่วนประกอบของอาหารเลี้ยงเชื้อต่อการย่อยสลาย น้ำมันที่ปนเปื้อน (10 กรัม/ลิตร) พบว่า แอมโมเนียมไนเตรต (1.0 กรัม/ลิตร), โปแตสเซี่ยม คลอไรด์ (1.9 กรัม/ลิตร) และ 0.1 โมลาร์ โซเดียมฟอสเฟตบัพเฟอร์ pH 7 สามารถลด ปริมาณน้ำมันที่ปนเปื้อนได้มากที่สุด โดยที่อัตราส่วนของน้ำมันที่ย่อยสลายได้ต่อไนโตรเจน ต่อ ฟอสฟอรัส คิดเป็น 100:3:1 ส่วนการศึกษาการย่อยสลายน้ำมันที่ปนเปื้อนบริเวณรอบๆ ก้อนหิน ใน tray โดยวิธี solid-phase พบว่าการย่อยสลายน้ำมันเกิดขึ้นน้อยมาก (ประมาณ 15% ในระยะเวลา 6 เดือน) อย่างไรก็ตามได้พบว่าการเติมสารอาหารที่จำเป็นให้แก่เชื้อ สามารถเพิ่มจำนวนเชื้อได้มากขึ้น ส่วนการศึกษาโดยวิธี slurry-phase พบว่าการย่อยสลายน้ำมันมีประสิทธิภาพมากขึ้น (ประมาณ 40% ในระยะเวลา 6 เดือน) และพบว่าจำนวนเชื้อดั้งเดิมโดยรอบก้อนหินที่ปนเปื้อนมีปริมาณมาก เพียงพอ (10(4) CFU/มล.) ดังนั้นการเติมเชื้อเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยสลายน้ำมัน ที่ปนเปื้อนจึงไม่มีผล ในแง่ของการศึกษาผลของสารลดแรงตึงผิวต่อการย่อยสลายน้ำมัน พบว่า การเติม 2% (w/v) Sodium dodecyl sulfate (SDS) ไม่สามารถช่วยเพิ่มความสามารถในการย่อยสลายน้ำมัน ชนิดนี้ได้ ทั้งในการศึกษาใน shake flask และ tray

บรรณานุกรม :
ประไพพิศ เทพารส . (2543). การศึกษาการย่อยสลายคราบน้ำมันที่ปนเปื้อนบนก้อนหิน.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
ประไพพิศ เทพารส . 2543. "การศึกษาการย่อยสลายคราบน้ำมันที่ปนเปื้อนบนก้อนหิน".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
ประไพพิศ เทพารส . "การศึกษาการย่อยสลายคราบน้ำมันที่ปนเปื้อนบนก้อนหิน."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2543. Print.
ประไพพิศ เทพารส . การศึกษาการย่อยสลายคราบน้ำมันที่ปนเปื้อนบนก้อนหิน. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2543.