| ชื่อเรื่อง | : | ความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวล ปัจจัยพื้นฐานกับความ สามารถในการดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์ของผู้ดูแล |
| นักวิจัย | : | อรทัย โสมนรินทร์ |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2538 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=41001 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | โรคเอดส์เป็นโรคติดต่อที่กำลังแพร่ระบาดไปอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจ ผู้ป่วยต้องมีการเปลี่ยน แปลงรูปแบบการดำรงชีวิตประจำวัน ปรับเปลี่ยนความต้องการ ดูแลตนเองโดยทั่วไปให้สอดคล้องกับภาวะเจ็บป่วย เพื่อสนองตอบ ความต้องการในการดูแลตนเองที่เฉพาะในขณะนั้น ญาติผู้ให้การ การดูแลผู้ป่วยจะเป็นบุคคลสำคัญที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตผู้ป่วย มากขึ้น จากสาเหตุที่มีการดูแลตนเองหลายอย่างที่ผู้ป่วยต้อง พึ่งพาผู้อื่นช่วยกระทำทดแทนเพื่อให้มีสุขภาพร่างกาย และ จิตใจที่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามสภาพเหมาะสมกับสภาวะของโรค ป้องกันมิให้การดำเนินของโรครุนแรงจนเกิดเป็นเอดส์โดยเร็ว เนื่องจากโรคเอดส์เป็นโรคที่ยังไม่มียารักษาให้หาย ย่อมก่อให้ เกิดความเครียดและความวิตกกังวลทั้งตัวผู้ป่วยเองและผู้ดูแล ซึ่งความวิตกกังวลที่มากเกินไปจะเป็นตัวแปรที่ก่อให้เกิด ปัญหาอย่างมากและมีผลต่อการรับรู้ การคิด การเรียนรู้ ส่งผล ให้ความสามารถในการดูแลผู้ป่วยลดน้อยลง นอกจากนี้ปัจจัย พื้นฐานยังมีอิทธิพลต่อความสามารถในการดูแลผู้ป่วย เพื่อเป็น แนวทางในการส่งเสริมให้ผู้ดูแลมีความสามารถที่ถูกต้องเหมาะสม ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงมีความสนใจศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความ วิตกกังวล ปัจจัยพื้นฐาน กับความสามารถในการดูแลผู้ป่วย โรคเอดส์ของผู้ดูแล โดยใช้กรอบแนวคิดของโอเร็มเป็นแนวทาง ในการศึกษา กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการดูแล ผู้ป่วยโรคเอดส์มากที่สุด ซึ่งพาผู้ป่วยมาติดตามการรักษา ที่ตึก ผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในโรงพยาบาลบำราศนราดูร โรงพยาบาล ศิริราช จำนวน 160 ราย ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการ สัมภาษณ์ข้อมูลส่วนตัว หลังจากนั้นให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบ สอบถามความวิตกกังวล และความสามารถในการดูแลผู้ป่วย โรคเอดส์ และนำข้อมูลมาวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของตัวแปร โดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ และเลือกตัวทำนายที่ดีที่สุดโดยการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบ ขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า ความวิตกกังวลของผู้ดูแล มีความ สัมพันธ์ทางลบกับความสามารถในการดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์อย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (r = -.3961) ปัจจัยพื้นฐาน พบว่า รายได้ครอบครัว ระยะเวลาในการดูแล และระดับการ ศึกษา มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความสามารถในการดูแลผู้ป่วย โรคเอดส์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (r = .2780 r = .2572 และ r = .1813 ตามลำดับ) สำหรับสถานภาพสมรส มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความสามารถในการดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = -.1405) และจาก ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน พบว่า ความวิตกกังวล ระดับการศึกษา ระยะเวลาในการดูแล และรายได้ครอบครัว เป็น กลุ่มตัวทำนายที่ดีที่สุด โดยสามารถร่วมอธิบายความผันแปรของ ความสามารถในการดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์ของผู้ดูแลได้ร้อยละ 30.68 ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 จากผลการศึกษา ผู้ดูแลที่มีความวิตกกังวลต่ำ มีระดับ การศึกษาสูง ระยะเวลาในการดูแลที่นานและรายได้ครอบครัว ต่อเดือนสูง จะมีความสามารถในการดูแลผู้ป่วยมาก ผู้วิจัยจึง มีข้อเสนอแนะว่า การส่งเสริมให้ผู้ดูแลมีความสามารถในการ ดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์มากขึ้น จะต้องคำนึงถึงความวิตกกังวล และให้ข้อมูลที่ถูกต้องในส่วนที่ยังไม่รู้ หรืออาจให้ผู้ดูแลเข้า มามีส่วนร่วมในการวางแผนการดูแลผู้ป่วยร่วมกับพยาบาล |
| บรรณานุกรม | : |
อรทัย โสมนรินทร์ . (2538). ความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวล ปัจจัยพื้นฐานกับความ สามารถในการดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์ของผู้ดูแล.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. อรทัย โสมนรินทร์ . 2538. "ความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวล ปัจจัยพื้นฐานกับความ สามารถในการดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์ของผู้ดูแล".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. อรทัย โสมนรินทร์ . "ความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวล ปัจจัยพื้นฐานกับความ สามารถในการดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์ของผู้ดูแล."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2538. Print. อรทัย โสมนรินทร์ . ความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวล ปัจจัยพื้นฐานกับความ สามารถในการดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์ของผู้ดูแล. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2538.
|
