| ชื่อเรื่อง | : | การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้มุ้งชุบสารไพรีทรอยด์ และการพ่นดีดีทีเพื่อควบคุมไข้มาลาเรียในประเทศไทย |
| นักวิจัย | : | มาลินี ประสิทธิสุข |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2537 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=40903 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การศึกษาได้ดำเนินการที่ จังหวัดตาก โดยคัดเลือก ท้องที่ออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นท้องที่สำหรับการศึกษา การใช้มุ้งชุบสารไพรีทรอยด์แลมดาไซฮาโลทริน ประกอบด้วย 10 กลุ่มบ้าน ครอบคลุมบ้าน 189 หลัง ประชากร 1,010 คน ในท้องที่หมู่ 2 และ 4 ตำบลสามหมื่น กลุ่มที่สองเป็นท้องที่ พ่นดีดีทีประกอบด้วย 12 กลุ่มบ้าน มีบ้าน 294 หลัง ประชากร 1,315 คน ในพื้นที่หมู่ 1 และ 3 ตำบลสามหมื่น กลุ่มที่สามเป็นท้องที่เปรียบเทียบไม่ใช้ทั้งมุ้งชุบสาร เคมีและดีดีที แต่มีการเจาะเลือดค้นหาผู้ป่วยและให้การ รักษาตามปกติ ประกอบด้วย 6 กลุ่มบ้าน ซึ่งเคยพ่นดีดีที ของหมู่ 7 และ 10 ตำบลแม่จะเรา ประชากร 695 คน บ้าน 171 หลัง ได้ศึกษาข้อมูลทางสังคมวิทยาของพื้นที่ รวมทั้งข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับความรู้ ทัศนคติ การยอมรับ การใช้มุ้งชุบป้องกันมาลาเรีย ศึกษาข้อมูลทางระบาดวิทยา กีฏวิทยา ภูมิคุ้มกันวิทยา เศรษฐกิจสังคมและพฤติกรรม ของชาวกะเหรี่ยง การชุบมุ้งทำในถุงพลาสติกแยกชุบเดี่ยว สารไพรีทรอยด์ที่ใช้ชุบในขนาด 20 มิลลิกรัมต่อตารางเมตร แจกมุ้งให้ชาวบ้านโดยชาวบ้านทำงานพัฒนาถนนเข้าหมู่บ้าน ทดแทนเป็นค่ามุ้ง ทำการชุบมุ้ง 3 ปี ๆ ละครั้งในเดือน มิถุนายน ระหว่างปี 2534-2536 สำหรับพื้นที่ดีดีที ได้ ดำเนินการพ่นดีดีทีในขนาด 2 กรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร และดำเนินการพ่นปีละ 1 ครั้งช่วงระยะเวลาเดียวกับการ ใช้มุ้งชุบ จากการศึกษาพบว่ายุงพาหะนำไข้มาลาเรียในท้องที่ มีความไวต่อสารไพรีทรอยด์สูง และพบว่าฤทธิ์คงทน (residual effect) ของแลมดาไซฮาโลทริน ขนาด 20 มิลลิกรัมต่อตารางเมตร (0.02 gm.a.i/m(2)) บนมุ้งไนลอน สามารถมีฤทธิ์ฆ่ายุงได้นานมากกว่า 1 ปี การชุบมุ้งจึงสามารถทำเพียงปีละครั้ง ประชาชนชาวกะเกรี่ยง ให้ความร่วมมือและยอมรับการใช้มุ้งชุบไพรีทรอยด์เป็น อย่างดี สามารถชุบมุ้งได้ด้วยตนเอง การศึกษาทางกีฏวิทยา ไม่พบว่าทั้งมุ้งชุบแลมดาไซฮาโลทรินและการพ่นดีดีทีมีผล ต่อความชุกชุมและอายุขัยของยุงพาหะในพื้นที่ จากการ ศึกษาในกระท่อมทดลองพบว่ามุ้งชุบเพอร์มีทริน หรือ เดลตามีทริน หรือ แลมดาไซฮาโลทริน หรือ อีโธเฟนพรอกซ์ มีฤทธิ์ขับไล่และมีฤทธิ์ในการฆ่ายุงได้ แต่จากการนำมุ้ง ชุบไพรีทรอยด์ดังกล่าวไปศึกษาในบ้านชาวบ้านในพื้นที่ พบว่ามุ้งชุบสารไพรีทรอยด์ที่ขาดหรือมุ้งที่กางตลบด้าน หนึ่งขึ้น (มุ้งกางไม่เรียบร้อย) ไม่มีผลในการขับไล่ยุง ที่เข้ามาหากินเลือดคนในมุ้ง แต่มุ้งที่ชุบสารเคมีดังกล่าว ข้างต้นสามารถฆ่ายุงได้เป็นอย่างดี สารเพอร์มีทรินชุบมุ้ง ให้ผลในการฆ่ายุงดีที่สุด การศึกษาด้านระบาดวิทยาพบว่า ทั้งการใช้มุ้งชุบแลมดาไซฮาโลทริน และการพ่นดีดีที ให้ผลในการลดอัตราความชุกของโรคและอุบัติการเกิด โรคมาลาเรียได้ แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากข้อจำกัด ในการกำหนดแบบและแนวทางการศึกษาในสนามซึ่งเกี่ยว ข้องกับประชาชนไม่สามารถทำการสุ่มเลือกพื้นที่ศึกษาได้ ดังได้กล่าวไว้ในรายละเอียด การศึกษานี้ยังไม่ได้ศึกษา ยืนยันซ้ำ ผลการวิจัยด้านระบาดวิทยาจึงไม่สามารถสรุป ยืนยันได้ในเรื่องการลดปัญหาการเกิดโรคมาลาเรียอย่าง ชัดเจน จำเป็นต้องมีการศึกษาเพื่อสรุปผลยืนยันต่อไป |
| บรรณานุกรม | : |
มาลินี ประสิทธิสุข . (2537). การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้มุ้งชุบสารไพรีทรอยด์ และการพ่นดีดีทีเพื่อควบคุมไข้มาลาเรียในประเทศไทย.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. มาลินี ประสิทธิสุข . 2537. "การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้มุ้งชุบสารไพรีทรอยด์ และการพ่นดีดีทีเพื่อควบคุมไข้มาลาเรียในประเทศไทย".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. มาลินี ประสิทธิสุข . "การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้มุ้งชุบสารไพรีทรอยด์ และการพ่นดีดีทีเพื่อควบคุมไข้มาลาเรียในประเทศไทย."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2537. Print. มาลินี ประสิทธิสุข . การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้มุ้งชุบสารไพรีทรอยด์ และการพ่นดีดีทีเพื่อควบคุมไข้มาลาเรียในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2537.
|
