| ชื่อเรื่อง | : | กาพย์เซิ้งบั้งไฟ : ศึกษาเฉพาะกรณี อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร |
| นักวิจัย | : | อร่ามจิต ชิณช่าง |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2531 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1192531000020 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | ปริญญานิพนธ์มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาประเพณีบุญบั้งไฟของจังหวัดยโสธร โดยเน้นศึกษาในด้านกาพย์เซิ้งบั้งไฟเป็นประเด็นสำคัญ ศึกษากาพย์เซิ้งบั้งไฟบทบาทในด้านพิธีกรรม นาฎกรรมวรรณกรรม โลกทัศน์ของชาวอีสานที่มนุษย์มีต่อมนุษย์ มนุษย์มีต่อธรรมชาติ และมนุษย์มีต่อสิ่งเหนือธรรมชาติ วิธีการศึกษา เป็นการเก็บข้อมูลภาคสนามในงานประเพณีบุญบั้งไฟจังหวัดยโสธร ในเดือนพฤษภาคมพ.ศ.2529 ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2531 มุ่งรวบรวมข้อมูลที่เป็นเรื่องถ่ายทอดทางมุขปาฐะเป็นสำคัญ โดยใช้วิธีสอบถาม สัมภาษณ์ สังเกต ทั้งมีส่วนร่วม และไม่มีส่วนร่วมในประเพณีบุญบั้งไฟส่วนข้อมูลที่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรนั้น ใช้เป็นข้อมูลประกอบเพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎีวิเคราะห์ และเสนอผลงานแบบพรรณา วิเคราะห์ ผลการวิจัย 1. ในด้านพิธีกรรมพบว่า ลักษณะเนื้อหาของกาพย์เซิ้งบั้งไฟ จะเป็นการบวงสรวงอ้อนวอนแต่พญาแถนและสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่เคารพของคนในท้องถิ่นให้มาช่วยดลบันดาลให้ฝนตกตามฤดูกาล นอกจากนี้ยังเล่าถึงตำนานการทำบุญบั้งไฟ การขอความร่วมมือในการบริจาค เงินและสิ่งของเพื่อสมทบการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ การอวยพรให้ผู้บริจาค เรื่องเบ็ดเตล็ดที่เป็นเหตุการณ์ในสังคม เช่น ปีการท่องเที่ยว ปีพระชนมพรรษาครบ 5 รอบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และยุคอีสานเขียว นอกจากนี้ก็เป็นเรื่องตลกขบขัน หยาบโลน ที่ทำให้ผู้มาร่วมงานสนุกสนานรื่นเริง 2. ในด้านนาฎกรรมพบว่า การเซิ้งบั้งไฟเป็นการละเล่นพื้นเมืองชนิดหนึ่ง ซึ่งเล่นกันทั่วไปในภาคอีสาน เป็นการฟ้อนประกอบการขับกาพย์เซิ้ง ส่วนศิลปการฟ้อนเซิ้งบั้งไฟในยุคแรกไม่มีระเบียบแบบแผนที่แน่นอนเพียงแต่ฟ้อนขึ้นลงตามจังหวะช้าๆ ของกลอนตุ้ม ฟังฮาดและโทนการเซิ้งบั้งไฟนิยมเซิ้งเป็นกลุ่มตั้งแต่ 3-5 คนขึ้นไป มีหัวหน้าเป็นต้นเสียงขับกาพย์นำ ส่วนคนอื่นคอยร้องรับไปเรื่อยๆ ปัจจุบันท่ารำในการฟ้อนเซิ้งบั้งไฟของจังหวัดยโสธร ได้วิวัฒนาการไปอย่างอ่อนช้อย สวยงาม โดยประดิษฐ์ท่ารำมาจากท่าทำงานในกิจวัตรประจำวันผสมกับท่าแม่บทในการฟ้อนทั่วไป จังหวะและท่วงทำนองของกลองยาวตลอดจนเครื่องดนตรีอีสานทำให้ผู้ฟ้อนผู้มาร่วมงานสนุกสนาน ครึกครื้นอย่างเต็มที่ ส่วนการเซิ้งหลังจากร่วมขบวนแห่แล้วจะนิยมใช้เพลงลูกทุ่งที่กำลังนิยมเซิ้งแทนกาพย์เซิ้งบั้งไฟแบบเดิม 3. ในด้านวรรณกรรมพบว่า กาพย์เซิ้งบั้งไฟเป็นคำประพันธ์ท้องถิ่นอีสานที่ใช้ร้องในขบวนแห่บั้งไฟ แต่งด้วยกาพย์อีสาน มีลักษณะบังคับดังนี้คือ 3.1 คณะ ไม่กำหนดแน่นอนว่าบทหนึ่งมีจำนวนกี่บาท กล่าวคือ เริ่มต้นจนจบเรื่องถือว่าเป็น 1 บท 3.2 กาพย์เซิ้งบั้งไฟมี 2 ชนิด คือ กาพย์บาทคึก หรือกาพย์บาทคี่ บาทหนึ่งมี7 คำ แบ่งเป็น 2 ตอนคือ ตอนหน้า 3 คำ ตอนหลัง 4 คำ หรือจะเขียนเป็นตอนเดียว 7 คำเลยก็ได้ ส่วนกาพย์บาทคู่หรือกาพย์บาทขอนนั้นบาทหนึ่งมี 8 คำ แบ่งเป็น 2 ตอน ตอนหน้า 4 คำตอนหลัง 4 คำ หรือจะเขียนเป็นตอนเดียว 8 คำก็ได้ 3.3 สัมผัส เน้นการสัมผัสนอก และเป็นสัมผัสเสียงสระ คือ คำสุดท้ายของบาทที่ 1จะสัมผัสกับคำที่ 3 ของบาทต่อไปถ้าขัดข้องอนุโลมให้สัมผัสกับคำที่ 1 หรือ 2 ก็ได้ 3.4 คำที่นำมาสัมผัส นิยมนำคำที่มีระดับเสียงวรรณยุกต์เดียวกันสัมผัสกันเพื่อความไพเราะยิ่งขึ้น 3.5 กาพย์เซิ้งบั้งไฟและบทบาทด้านวรรณกรรมพบว่า ได้สื่อความคิดทางสังคมไว้หลายด้าน เช่น ประพฤติปฏิบัติตามประเพณีโบราณ การเป็นคนดี ความสามัคคี การมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่น การแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้กาพย์เซิ้งบั้งไฟยังสร้างความสนุกสนานครั้งใหญ่ให้แก่ประชาชนเป็นทางออกและแหวกกรอบประเพณีเพื่อหลีกหนีความเป็นจริง ความจำเจของสังคมเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดในชีวิตประจำวันก่อนที่จะลงมือทำงานหนักคือทำนาต่อไป 4. ในด้านโลกทัศน์พบว่า กาพย์เซิ้งบั้งไฟของจังหวัดยโสธร สะท้อนโลกทัศน์ดังนี้คือ 4.1 โลกทัศน์ที่มนุษย์มีต่อมนุษย์ ชาวยโสธรต้องการ การยกย่อง ต้องการให้ลูกหลานได้รับการศึกษาสูงเพื่อเป็นเจ้านาย ต้องการความมีสุขสมบูรณ์แข็งแรงและอายุยืน การปฏิบัติตามฮีตสิบสอง ความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตนเอง ความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และต้องการผู้นำที่ประกอบด้วยทศพิธราชธรรม 4.2 โลกทัศน์ที่มนุษย์มีต่อธรรมชาติ ชาวยโสธรเชื่อว่า การประพฤติปฏิบัติให้สอดคล้องกับธรรมชาตินั้นจะทำให้ปลอดภัยและมีความสุข 4.3 โลกทัศน์ที่มนุษย์มีต่อสิ่งเหนือธรรมชาติ ชาวยโสธรได้รับอิทธิพลทางความเชื่อสืบทอดมาแต่โบราณ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับดวงวิญญาณ ภูติผีปีศาจ เชื่อว่าวิญญาณนั้นสามารถบันดาลให้เกิดสิ่งดีและไม่ดีขึ้นได้ จึงพยายามเซ่นสรวงบูชาด้วยการเซิ้งและการจุดบั้งไฟ เพื่อถวายแด่พญาแถน ผาแดง-นางไอ่ เจ้าปู่ เจ้าพ่อหลักเมือง เทวดา และพระธาตุเกศแก้ว ด้านศาสนาพุทธ ชาวยโสธรนับถือศาสนาพุทธเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต มีการฮดสรงพระภิกษุก่อนวันแห่บั้งไฟ และเชื่อว่าการทำบุญในประเพณีบุญบั้งไฟจะได้ไปเกิดในโลกพระศรีอาริย์ ซึ่งจะพบแต่ความสุขความอุดมสมบูรณ์ตลอดไป 5. ในด้านเศรษฐกิจและสังคม พบว่า การจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟมีทั้งผลดีและผลเสีย หากท้องถิ่นรู้จักประยุกต์สิ่งที่ดีงามก็จะเป็นผลดีทางด้านการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาชมงานมากยิ่งขึ้น ซึ่งล้วนนำรายได้มาสู่ท้องถิ่นและเป็นผลให้การพัฒนาท้องถิ่นเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นส่วนผลเสียในด้านความฟุ่มเฟือย ในบางเรื่องควรจะตัดออกเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน |
| บรรณานุกรม | : |
อร่ามจิต ชิณช่าง . (2531). กาพย์เซิ้งบั้งไฟ : ศึกษาเฉพาะกรณี อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. อร่ามจิต ชิณช่าง . 2531. "กาพย์เซิ้งบั้งไฟ : ศึกษาเฉพาะกรณี อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. อร่ามจิต ชิณช่าง . "กาพย์เซิ้งบั้งไฟ : ศึกษาเฉพาะกรณี อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2531. Print. อร่ามจิต ชิณช่าง . กาพย์เซิ้งบั้งไฟ : ศึกษาเฉพาะกรณี อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2531.
|
