| ชื่อเรื่อง | : | ผลของยา Praziquantel Triclabendazole และ Artesunate ต่อตัวเต็มวัยพยาธิใบไม้ตับ (Fasciola gigantica) ในหลอดทดลอง |
| นักวิจัย | : | อภิรมย์ เจริญไชย |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2543 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=33154 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการทดลองยา praziquantel, triclabendazole ซึ่งเป็นยา ที่ใช้รักษาโรคพยาธิใบไม้ตับ fascioliasis และ artesunate ซึ่งเป็นยาที่รักษาโรคมาลาเรีย ต่อการเปลี่ยนแปลงของผนังลำตัว อวัยวะสืบพันธุ์ พฤติกรรมเช่น การเคลื่อนไหวและการ วางไข่ของตัวเต็มวัยพยาธิใบไม้ตับ ~iFasciola gigantica~i ในหลอดทดลอง ผลของยา praziquantel ต่อการเคลื่อนไหวของพยาธิพบว่าทันทีที่สัมผัสยาความเข้มข้น 20, 40, 80 และ 160 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร พยาธิหดตัวเกร็งอย่างรุนแรงและเป็นอัมพาต (spastic paralysis) หลังจากนั้นประมาณ 30 นาทีจะกลับมาเคลื่อนไหวบางส่วนของลำตัว ได้ จากนั้นจะเคลื่อนไหวน้อยลงจนหยุดเคลื่อนไหวในที่สุด เวลาเฉลี่ยที่พยาธิสัมผัสยา จนหยุดการเคลื่อนไหวคือ 64.00, 53.00, 53.00 และ 45.00 ชั่วโมงตามลำดับ พบว่าเวลา เฉลี่ยที่พยาธิสัมผัสยาจนหยุดการเคลื่อนไหวของกลุ่มทดลองจะน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติอย่างยิ่ง (p < 0.001) ร้อยละของพยาธิที่เคลื่อนไหวมีความสัมพันธ์เชิงเส้น แบบผกผันกับความเข้มข้นและระยะเวลาที่สัมผัสยา (r(2) = 0.24) ส่วนผลของยา tricla- bendazole ต่อการเคลื่อนไหวของพยาธิพบว่าทันทีที่สัมผัสยาความเข้มข้น 5, 10, 20, 40 และ 80 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร พบว่าพยาธิจะเคลื่อนไหวได้ตามปกติจากนั้นจะเคลื่อนไหวน้อยลง และหยุดการเคลื่อนไหวในที่สุด เวลาเฉลี่ยที่พยาธิสัมผัสยาจนหยุดการเคลื่อนไหวคือ 41.00, 35.00, 30.00, 22.00 และ 18.00 ชั่วโมงตามลำดับ พบว่าเวลาเฉลี่ยที่พยาธิสัมผัสยาจนหยุด การเคลื่อนไหวของกลุ่มทดลองจะน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติอย่างยิ่ง (p < 0.001) ร้อยละของพยาธิที่เคลื่อนไหวมีความสัมพันธ์เชิงเส้นแบบผกผันกับความเข้มข้น และระยะเวลาที่สัมผัสยา (r(2) = 0.21) ส่วนผลของยา artesunate ต่อการเคลื่อนไหวของ พยาธิพบว่าทันทีที่สัมผัสยาความเข้มข้น 50, 100, 200 และ 400 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร พยาธิ จะเคลื่อนไหวได้ตามปกติจากนั้นจะเคลื่อนไหวน้อยลงและหยุดการเคลื่อนไหวในที่สุด เวลา เฉลี่ยที่พยาธิสัมผัสยาจนหยุดการเคลื่อนไหวคือ 39.00, 31.00, 21.00 และ 18 ชั่วโมงตามลำดับ เวลาเฉลี่ยที่พยาธิสัมผัสยาจนหยุดการเคลื่อนไหวของกลุ่มทดลองจะน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติอย่างยิ่ง (p < 0.001) ร้อยละของพยาธิที่เคลื่อนไหวมีความสัมพันธ์เชิง เส้นแบบผกผันกับความเข้มข้นและระยะเวลาที่สัมผัสยา (r(2) = 0.15) เมื่อตัวเต็มวัยของพยาธิสัมผัสยา praziquantel ความเข้มข้น 20, 40, 80 และ 160 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรเป็นเวลา 30 นาที, 2, 6, 24 และ 48 ชั่วโมง การศึกษาด้วยกล้อง จุลทรรศน์แบบธรรมดาพบผนังลำตัวบวมเป็นกระเปาะ ผนังลำตัวลอกหลุด เซลล์ภายในรังไข่ อัณฑะ และvitelline gland จะอยู่กันอย่างหลวม ๆ สลายตัวและฝ่อในที่สุด เมื่อศึกษาด้วย กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดพบผนังลำตัวจะบวมเป็นสัน มีรูพรุน เกิดตุ่มเล็ก ๆ (micro-nodule) เป็นกลุ่ม ๆ คล้ายดอกกะหล่ำ (cauliflower-like) ผนังลำตัวบวมเป็นกระเปาะ แล้วแตกออกแล้วลอกหลุดความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงจะแปรผันกับความเข้มข้นและ ระยะเวลาที่สัมผัสยา ค่าเฉลี่ยระดับความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงผนังลำตัวเมื่อพยาธิ สัมผัสยาเป็นเวลา 48 ชั่วโมงคือ 2.70, 2.95, 3.03 และ 3.63 ตามลำดับ พบว่าค่าเฉลี่ย ระดับความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงผนังลำตัวของพยาธิในกลุ่มทดลองมากกว่ากลุ่ม ควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติอย่างยิ่ง (p < 0.001) ส่วนพยาธิสัมผัสยา triclabendazole ความเข้มข้น 5, 10, 20, 40 และ 80 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรเป็นเวลา 30 นาที, 2, 6, 24 และ 48 ชั่วโมง การศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบธรรมดาพบผนังลำตัวบวมเป็นกระเปาะ ผนัง ลำตัวลอกหลุด เซลล์ภายในรังไข่ อัณฑะ และ vitelline gland อยู่กันอย่างหลวม ๆ สลายตัว และฝ่อในที่สุด เมื่อศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดพบผนังลำตัวจะบวม เป็นสัน ผนังลำตัวเป็นรูพรุน เกิดตุ่มเล็ก ๆ (micro-nodule) เป็นกลุ่ม ๆ ผนังลำตัวบวมเป็น กระเปาะ กระเปาะแตกออกทำให้ผนังลำตัวลอกหลุดความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลง จะแปรผันกับความเข้มข้นและระยะเวลาที่สัมผัสยา ค่าเฉลี่ยระดับความรุนแรงของการ เปลี่ยนแปลงผนังลำตัวเมื่อพยาธิสัมผัสยาเป็นเวลา 48 ชั่วโมงคือ 3.36, 3.83, 3.90, 4.27 และ 4.72 ตามลำดับ พบว่าค่าเฉลี่ยระดับความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงผนังลำตัวของ พยาธิในกลุ่มทดลองมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติอย่างยิ่ง (p < 0.001) เมื่อพยาธิสัมผัสยา artesunate ความเข้มข้น 50, 100, 200 และ 400 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร เป็นเวลา 30 นาที, 2, 6, 24 และ 48 ชั่วโมง การศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบธรรมดาพบ ผนังลำตัวบวมเป็นกระเปาะ ผนังลำตัวลอกหลุด เซลล์ภายในรังไข่ อัณฑะ และ vitelline gland อยู่กันอย่างหลวม ๆ สลายตัวและฝ่อในที่สุด เมื่อศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบ ส่องกราดพบผนังลำตัวจะบวมเป็นกระเปาะ กระเปาะแตกออกทำให้ผนังลำตัวลอกหลุด ความรุนแรงจะแปรผันกับความเข้มข้นและระยะเวลาที่สัมผัสยา ค่าเฉลี่ยระดับความรุนแรง ของการเปลี่ยนแปลงผนังลำตัวเมื่อพยาธิสัมผัสยาเป็นเวลา 48 ชั่วโมงคือ 3.97, 4.90, 4.92 และ 4.97 ตามลำดับ พบว่าค่าเฉลี่ยระดับความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงผนังลำตัว ของพยาธิในกลุ่มทดลองมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติอย่างยิ่ง (p < 0.001) ผลของยา praziquantel ต่อการวางไข่ของพยาธิที่สัมผัสยาความเข้มข้น 20, 40, 80 และ 160 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรเป็นเวลา 48 ชั่วโมง พยาธิในกลุ่มทดลองมีอัตราการลดลงของไข่ (egg reduction rate) เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมคือ 26.06%, 70.74%, 56.94% และ 48.20% ตามลำดับ จำนวนไข่เฉลี่ยต่อพยาธิคือ 209.40, 82.86, 121.95 และ 146.71 ฟองตามลำดับ พบว่าที่ความเข้มข้น 40, 80 และ 160 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรมีจำนวนไข่เฉลี่ยต่อพยาธิน้อยกว่า กลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ปริมาณไข่พยาธิในกลุ่มทดลองมี ความสัมพันธ์เชิงเส้นแบบผกผันกับความเข้มข้นของยา (r = -0.21) ผลของยา triclabendazole ต่อการวางไข่ของพยาธิที่สัมผัสยาความเข้มข้น 5, 10, 20, 40 และ 80 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร เป็นเวลา 48 ชั่วโมง พบว่าพยาธิมีอัตราการวางไข่มากกว่ากลุ่มควบคุมคือ 5.72%, 5.13%, 31.52%, 39.14% และ 19.66% ตามลำดับ จำนวนไข่เฉลี่ยต่อพยาธิ คือ 299.42, 297.75, 372.47, 394.05 และ 338.90 ฟองตามลำดับ โดยพบจำนวนไข่เฉลี่ยต่อพยาธิของกลุ่มทดลองและกลุ่ม ควบคุมไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p > 0.05) ปริมาณไข่พยาธิในกลุ่มทดลอง มีความสัมพันธ์เชิงเส้นกับความเข้มข้นของยา (r = 0.09) ผลของยา artesunate ต่อการวางไข่ ของพยาธิที่สัมผัสยาความเข้มข้น 50, 100, 200 และ 400 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรเป็นเวลา 48 ชั่วโมง พบว่าพยาธิอัตราการวางไข่มากกว่ากลุ่มควบคุมคือ 72.77%, 19.70%, 67.32%, และ 24.09% ตามลำดับ จำนวนไข่เฉลี่ยต่อพยาธิ คือ 204.14, 141.44, 197.71 และ 146.62 ฟอง ตามลำดับ จำนวนไข่เฉลี่ยต่อพยาธิของกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมไม่มีความแตกต่างอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติ (p > 0.05) ปริมาณไข่พยาธิในกลุ่มทดลองมีความสัมพันธ์เชิงเส้นกับความ เข้มข้นของยา (r = 0.21) โดยสรุปจะเห็นว่ายา praziquantel, triclabendazole และ artesunate มีผลต่อการเปลี่ยน แปลงของผนังลำตัวและอวัยวะสืบพันธุ์ของพยาธิ ~iF. gigantica~i เหมือนกัน กล่าวคือทำให้ ผนังลำตัวบวมและลอกหลุด ทำให้เซลล์ในรังไข่ อัณฑะและ vitelline gland อยู่กันอย่างหลวม ๆ สลายตัวและฝ่อในที่สุด แต่ยา praziquantel จะทำให้พยาธิเป็นอัมพาตชั่วขณะ (spastic paralysis) และลดการวางไขของพยาธิ ส่วนยา triclabendazole และ artesunate จะทำให้ พยาธิอ่อนแรงและหยุดการเคลื่อนไหว ทำให้พยาธิวางไข่เพิ่มขึ้นแต่ปริมาณไข่ไม่แตกต่างอย่าง มีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม แม้ว่ายาทั้ง 3 ชนิดจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลง ของพยาธิเหมือนกันแต่กลไกการออกฤทธิ์แตกต่างกัน |
| บรรณานุกรม | : |
อภิรมย์ เจริญไชย . (2543). ผลของยา Praziquantel Triclabendazole และ Artesunate ต่อตัวเต็มวัยพยาธิใบไม้ตับ (Fasciola gigantica) ในหลอดทดลอง.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. อภิรมย์ เจริญไชย . 2543. "ผลของยา Praziquantel Triclabendazole และ Artesunate ต่อตัวเต็มวัยพยาธิใบไม้ตับ (Fasciola gigantica) ในหลอดทดลอง".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. อภิรมย์ เจริญไชย . "ผลของยา Praziquantel Triclabendazole และ Artesunate ต่อตัวเต็มวัยพยาธิใบไม้ตับ (Fasciola gigantica) ในหลอดทดลอง."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2543. Print. อภิรมย์ เจริญไชย . ผลของยา Praziquantel Triclabendazole และ Artesunate ต่อตัวเต็มวัยพยาธิใบไม้ตับ (Fasciola gigantica) ในหลอดทดลอง. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2543.
|
