ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

วิธีการวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรืองการหารในระดับ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : วิธีการวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรืองการหารในระดับ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
นักวิจัย : อภิญญา ตังประพฤธิกุล
คำค้น : -
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2543
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=33038
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาวิธีการวินิจฉัยมโนทัศน์ ที่คลาดเคลื่อนในเนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องการหาร จำนวนที่ตัวตั้งเป็นเลข 3 หลัก ตัวหารเป็นเลขหลักเดียว 2) เพื่อประเมินคุณภาพของวิธีการวินิจฉัย ได้แก่ ความตรง ความเที่ยง และความสามารถในการนำไปใช้กลุ่มที่ใช้ศึกษาเป็นนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 ในปีการศึกษา 2541 จำนวน 352 คน สังกัดสำนักงานการประถมศึกษา อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่แบบวัดเพื่อสำรวจ ข้อบกพร่อง, แบบวัดมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน, แบบวัดเพื่อย้อนรอยการคิดและแบบวัด พื้นฐานความเข้าใจ ~bสรุปผลการวิจัย~b 1. วิธีการวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนประกอบไปด้วย ขั้นตอนการสำรวจ ข้อบกพร่องเพื่อสร้างเป็นแบบการคิดที่เป็นไปได้ทั้งหมดของเนื้อหาที่ต้องการวินิจฉัย การวินิจฉัยโดยเปรียบเทียบชุดคำตอบของนักเรียนกับชุดคำตอบของแบบการคิดในการ ทดสอบด้วยแบบวัดมโนทัศน์ที่ คลาดเคลื่อน และแบบวัดเพื่อย้อนรอยการคิดกรณีที่ไม่ สามารถวินิจฉัยได้ด้วยแบบวัดมโนทัศน์ที่ คลาดเคลื่อน การวินิจฉัยนักเรียนในกลุ่ม ที่เรียนอ่อน ซึ่งตอบแบบวัดทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวแบบเดาสุ่ม ด้วยการทดสอบจากแบบ วัดพื้นฐานความเข้าใจ ผลการวินิจฉัย พบว่า มีแบบการคิดทั้งหมด 15 แบบการคิด นักเรียนมีมโนทัศน์ ที่คลาดเคลื่อนจากการใช้แบบการคิดที่ 1 คือ ไม่เข้าใจการกระจายเศษ เป็นจำนวนมาก ที่สุด การวินิจฉัยนักเรียนในกลุ่มเดาสุ่ม พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีความบกพร่อง ในการหารเหลือเศษ กรณีตัวตั้ง 1 หลักที่มีค่าน้อยกว่าตัวหาร, การหารเหลือเศษ กรณีตัวตั้ง 2 หลัก ผลการ 2 หลัก มีการกระจายเศษ, และการหารลงตัวกรณีตัวตั้ง 2 หลัก เป็นจำนวนเต็มสิบผลหาร 2 หลัก มีการกระจายเศษ 2. วิธีการวินิจฉัย มีความตรงเชิงเกณฑ์สัมพันธ์ เมื่อใช้ผลการวินิจฉัยของครู เป็นเกณฑ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีขนาดความสัมพันธ์เท่ากับ 0.85 ความเที่ยงจากการหาสัดส่วนของนักเรียนที่มีผลการวินิจฉัยของครูทั้ง 3 คน ตรงกัน เท่ากับ 0.96 เป็นวิธีการวินิจฉัยที่สามารถนำไปใช้ได้

บรรณานุกรม :
อภิญญา ตังประพฤธิกุล . (2543). วิธีการวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรืองการหารในระดับ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
อภิญญา ตังประพฤธิกุล . 2543. "วิธีการวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรืองการหารในระดับ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
อภิญญา ตังประพฤธิกุล . "วิธีการวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรืองการหารในระดับ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2543. Print.
อภิญญา ตังประพฤธิกุล . วิธีการวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรืองการหารในระดับ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2543.