| ชื่อเรื่อง | : | แนวการจัดสรรน้ำโดยใช้ดัชนีการจัดหาน้ำ : กรณีศึกษาโครงการป่าสักชลสิทธิ์ |
| นักวิจัย | : | จิรพันธุ์ พิมพ์พืช |
| คำค้น | : | ASSESSING WATER ALLOCATION , SIMULATE , PASAK RIVER , PASAK JOLASID DAM |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2547 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082547001470 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | งานศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์รูปแบบการจัดสรรน้ำ ประมาณความต้องการใช้น้ำชลประทาน จำลองสภาพการจัดสรรน้ำ และประเมินผลการจัดสรรน้ำด้วยดัชนีประเมินผลภายนอกและข้อมูลในช่วงปี พ.ศ. 2532 - 2546 โดยใช้โครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เป็นกรณีศึกษา จำลองสภาพความต้องการน้ำชลประทานและการจัดสรรน้ำด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ AISP และนำดัชนีประเมินผลภายนอก (ดัชนีการจัดหาน้ำ) มาประเมินสภาพการจัดสรรน้ำ เพื่อให้การวางแผนการจัดสรรน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษาพบว่า ปริมาณความต้องการน้ำรายปีในกลุ่มพื้นที่ชลประทานเปิดใหม่ของโครงการเขื่อนป่าสักฯ และโครงการคลองเพรียว-เสาไห้ (กลุ่มพื้นที่ตอนบน) มีค่าเฉลี่ยประมาณ 465 ล้านลบ.ม. และในกลุ่มพื้นที่โครงการเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง (กลุ่มพื้นที่ตอนล่าง) เฉลี่ยประมาณ 3,341 ล้าน ลบ.ม. การจำลองสภาพการจัดสรรน้ำ พบว่า กรณีปัจจุบัน (พื้นที่ชลประทานใหม่ยังไม่สามารถส่งน้ำได้) สภาพการขาดแคลนน้ำเฉลี่ยประมาณ 1,234 ล้าน ลบ.ม. กรณีอนาคต (พื้นที่ชลประทานใหม่เริ่มส่งน้ำได้) สภาพการขาดแคลนน้ำเฉลี่ยประมาณ 1.404 ล้าน ลบ.ม. กรณีอนาคต(พื้นที่ชลประทานใหม่สามารถส่งน้ำและมีการปรับระดับเก็บกักของอ่างเก็บน้ำเขื่อนป่าสักฯ สูงขึ้น)สภาพการขาดแคลนน้ำเฉลี่ยประมาณ 1,302 ล้าน ลบ.ม. และกรณีปัจจุบัน (พื้นที่ชลประทานใหม่ยังไม่สามารถส่งน้ำได้และมีการปรับระดับเก็บกักของอ่างเก็บน้ำเขื่อนป่าสักฯ สูงขึ้น) สภาพการขาดแคลนน้ำเฉลี่ยประมาณ 1,126 ล้าน ลบ.ม. ผลการประเมินสภาพการจัดสรรน้ำด้วยดัชนีประเมินผลภายนอก พบว่า ดัชนีการส่งน้ำเพื่อการชลประทาน (ปริมาณน้ำที่ส่งต่อความต้องการน้ำ) แต่ละกรณีศึกษาของพื้นที่ตอนบน ฤดูแล้งมีค่า1.04 1.19 1.19 และ 1.04 ฤดูฝนมีค่า 1.11 1.12 1.12 และ 1.11 และรวมตลอดปีมีค่า 1.07 1.13 1.13 และ 1.07 ตามลำดับ สำหรับพื้นที่ตอนล่างฤดูแล้งมีค่า 0.63 0.51 0.63 และ 0.70 ฤดูฝนมีค่า 0.77 0.69 0.64 และ 0.80 และรวมตลอดปีมีค่า 0.72 0.62 0.64 และ 0.74 ตามลำดับ ดัชนีด้านการส่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและอุตสาหกรรม (น้ำที่ส่งเพื่ออุปโภคบริโภคและอุตสาหกรรมต่อความจุเก็บกักของอ่าง) มีค่า 0.02 0.05 0.04 และ 0.01 ตามลำดับ และดัชนีอัตราส่วนการใช้น้ำ (น้ำที่ส่งเพื่อการชลประทานต่อน้ำที่ส่งเพื่ออุปโภคบริโภคและอุตสาหกรรม) มีค่า 8.4 11.38 12.9 และ 8.4ตามลำดับ ค่าความแตกต่างของดัชนีแต่ละตัว ชี้ให้เห็นว่านอกเหนือจากปริมาณน้ำที่ได้รับการจัดสรรและความสามารถในการส่งน้ำของคลองส่งน้ำแล้ว ประสิทธิภาพการส่งน้ำยังขึ้นอยู่กับการจัดลำดับความสำคัญของผู้ใช้น้ำ การกำหนดเกณฑ์การเก็บกักน้ำและนโยบายการจัดสรรน้ำจากอ่างเก็บน้ำอย่างชัดเจนด้วย |
| บรรณานุกรม | : |
จิรพันธุ์ พิมพ์พืช . (2547). แนวการจัดสรรน้ำโดยใช้ดัชนีการจัดหาน้ำ : กรณีศึกษาโครงการป่าสักชลสิทธิ์.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. จิรพันธุ์ พิมพ์พืช . 2547. "แนวการจัดสรรน้ำโดยใช้ดัชนีการจัดหาน้ำ : กรณีศึกษาโครงการป่าสักชลสิทธิ์".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. จิรพันธุ์ พิมพ์พืช . "แนวการจัดสรรน้ำโดยใช้ดัชนีการจัดหาน้ำ : กรณีศึกษาโครงการป่าสักชลสิทธิ์."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2547. Print. จิรพันธุ์ พิมพ์พืช . แนวการจัดสรรน้ำโดยใช้ดัชนีการจัดหาน้ำ : กรณีศึกษาโครงการป่าสักชลสิทธิ์. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2547.
|
