| ชื่อเรื่อง | : | พัฒนาการเรือมอันเร |
| นักวิจัย | : | ภัคกวินทร์ จันทร์ทอง |
| คำค้น | : | REUM AN-RE , DEVELOPMENT , FORMAT CHANGES |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2547 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082547000185 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์เรื่องพัฒนาการเรือมอันเรมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงความเป็นมาพัฒนาการและการปรับเปลี่ยนรูปแบบของการแสดงเรือมอันเรจากอดีตถึงปัจจุบันที่ปรับปรุงมาจากการละเล่นพื้นบ้านโล้ดอันเรของกลุ่มชาติพันธุ์เขมรจังหวัดสุรินทร์ โดยกำหนดกรอบการศึกษาออกเป็น 2 ส่วน คือ 1) ศึกษาถึงความเป็นมาของโล้ดอันเร (เต้นสาก) ที่มีความสัมพันธ์กับบริบททางสังคมและวัฒนธรรม 2) ศึกษาถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบของเรือมอันเร(จังหวะรำสาก) ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่จากการเล่นโล้ดอันเรดั้งเดิม ผลการศึกษาพบว่า 1. โล้ดอันเร เป็นการละเล่นพื้นบ้านตามประเพณีเดือนแคแจ๊ด (เดือน 5) ของกลุ่มชาติพันธุ์เขมรที่มีความสัมพันธ์กับความเชื่อที่เป็นข้อห้ามให้เล่นปีละ 1 ครั้ง มีบทบาทหน้าที่ทั้งต่อปัจเจกบุคคลและต่อสังคมโดยรวม การเล่นโล้ดอันเรจะแสดงออกในการกระโดดเต้นรำอย่างอิสระเต็มที่ เป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดจากการปฏิบัติภาวะกิจและต้องรักษาขนบจารีตปฏิบัติอย่างเคร่งครัด (โดยเฉพาะผู้หญิง) การแสดงออกจึงเป็นลักษณะขบถข้อห้ามตามประเพณีและยังมีบทบาทในการสร้างความสมานฉันท์ในชุมชนอีกด้านหนึ่ง ในโล้ดอันเรยังพบอีกว่ามีเอกลักษณ์ที่แสดงออกทางกิริยาท่ารำเต้นที่เรียกว่า "จังหวะรำสาก"อยู่ 3 ลักษณะ คือ 1) การเข้าสากมี 2 แบบ คือ จึงมูย (ขาเดียว) จึงปีร (2 ขา)2) ลีลาเข้าสาก มี "เรือมจ๊ะฮ์กะบั๊จฮ์" (รำหมดตัว) "เรือมจ๊ะฮ์เจ๊ะฮ์" (รำต้านลม)3) รำรอบสาก แบ่งออกเป็นกิริยามือจีบ 2 แบบ คือ ซังก๊อตได (จีบกดนิ้ว) ตะเปือนได(จีบขัดนิ้ว) และการทรงตัวมี 2 แบบ คือ "ปัญช็จญ์" (สืบเท้าชิด) "จัญเติ๊จญ์" (โหย่งขา)ซึ่งเอกลักษณ์ในโล้ดอันเรได้ส่งผ่านไปยังเรือมอันเรในช่วงต่อมา 2. เรือมอันเร เป็นชุดการแสดงที่ประดิษฐ์ขึ้นมาจากโล้ดอันเรและได้เข้าไปเป็นฉากหนึ่งในงานแสดงของช้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 จนถึงปัจจุบัน การศึกษาพบว่ามีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ 4 ช่วงใหญ่ๆ คือ 1) การปรับเปลี่ยนให้เป็นศิลปะการแสดง ได้เลือกเอามาเพียง3 จังหวะ คือ จึงมูย จึงปีรและมะโล้บโดงและยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมของโล้ดอันเรทั้ง3 ลักษณะไว้ 2) การหยิบยืมรูปแบบของศิลปะการแสดงด้วยการนำเอาลีลาทางนาฏยศิลป์แบบกรมศิลปากรเข้ามาผสมเพิ่มท่ารำอีก 2 จังหวะ คือ ท่าออก (จึงปีรช้า) และกัจปกา (เด็ดดอกไม้)แต่ยังคงเอกลักษณ์บางอย่างในโล้ดอันเรอยู่ 3) การปรับปรุงทำรำให้มีแบบแผนทางนาฏยศิลป์ด้วยการปรับลีลาท่ารำให้อ่อนช้อย ประณีตตามเกณฑ์มาตรฐานของศิลปะการแสดงอย่างที่กรมศิลปากรกำหนด ได้เพิ่มท่าปะกุมกรู (ไหว้ครู) และท่าเชื่อม เรียบเรียงเพลงที่มีอยู่หลายทำนองให้เป็นเนื้อเดียวกันเพื่อให้การแสดงลื่นไหลไม่หยุดชะงัก ตัดเอกลักษณ์บางอย่างในโล้ดอันเรออกไปนำเอกลักษณ์เฉพาะมาปรับลีลาให้มีกิริยาอ่อนช้อย ประณีตขึ้น 4) การแตกหน่อต่อแขนงและแปลงรูป เกิดจากนโยบายทางการศึกษาและวัฒนธรรมที่มุ่งเน้นส่งเสริมนาฏศิลป์พื้นเมืองอีกทั้งนโยบายการท่องเที่ยวส่งผลให้เกิดรูปแบบเรือมอันเรขึ้นมา3 แบบ คือ แบบดั้งเดิม (จังหวะรำสาก) แบบครูนาฏศิลป์ (รำสาก) และแบบประยุกต์ (ลู้ดอันเดร) |
| บรรณานุกรม | : |
ภัคกวินทร์ จันทร์ทอง . (2547). พัฒนาการเรือมอันเร.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ภัคกวินทร์ จันทร์ทอง . 2547. "พัฒนาการเรือมอันเร".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ภัคกวินทร์ จันทร์ทอง . "พัฒนาการเรือมอันเร."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2547. Print. ภัคกวินทร์ จันทร์ทอง . พัฒนาการเรือมอันเร. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2547.
|
