ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การโคลนและการแสดงออกของโปรตีนผิวเซลล์ชั้นนอก LipL32 ของเชื้อเล็ปโตสไปรา

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การโคลนและการแสดงออกของโปรตีนผิวเซลล์ชั้นนอก LipL32 ของเชื้อเล็ปโตสไปรา
นักวิจัย : ดุจดาว บุญยอด
คำค้น : LEPTOSPIRA , LipL32
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2546
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082546001147
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

เล็ปโนสไปราเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคเล็ปโตสไปโรซิส แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ~iLeptospira interrogans~i ซึ่งเป็นสายพันธุ์ก่อโรค และ ~iLeptospira biflexa~iสายพันธุ์ที่พบตามสิ่งแวดล้อมทั่ว ๆ ไป การตรวจวินิจฉัยโรคทางห้องปฏิบัติการยังคงใช้การตรวจหาแอนติบอดี เนื่องจากวิธี Microscopic Agglutination Test (MAT) ซึ่งเป็นวิธีอ้างอิงต้องใช้ตัวเชื้อเป็น และในการอ่านผลต้องอาศัยผู้มีประสบการณ์ ในปัจจุบันจึงได้มีการพัฒนาวิธีการทางน้ำเหลืองวิทยาอื่น ๆ เพื่อตรวจแอนติบอดี อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าพบผลบวกปลอมจากโรคติดเชื้ออื่น ๆ ได้ ในปี 2543 David Haake และคณะ ได้ศึกษาคุณสมบัติของโปรตีนผิวเซลล์ชั้นนอกLipL32 ของเชื้อเล็ปโตสไปรา พบว่าโปรตีนชนิดนี้มีการแสดงออกทั้งภายในร่างกายและในหลอดทดลอง รวมทั้งพบเฉพาะในสายพันธุ์ที่ก่อโรคเท่านั้น ด้วยเหตุผลนี้โปรตีน LipL32จึงเหมาะที่จะนำมาใช้ศึกษาการเป็นแอนติเจนสำหรับตรวจหาแอนติบอดีเพื่อช่วยวินิจฉัยโรคและการเป็นวัคซีนเพื่อใช้ในการป้องกันโรคแบบข้ามกลุ่ม ในการศึกษาครั้งนี้ ได้ทำการโคลนยีนผิวเซลล์ชั้นนอก LipL32 จากเชื้อ~iLeptospira interrogans~i serovar ~ibratislava~i ซึ่งมีรายงานว่าเป็นซีโรวาร์ที่เป็นสาเหตุการก่อโรคมากที่สุดในประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ. 2542 ถึง 2545 โดยทำการเพิ่มจำนวนยีน LipL32 ด้วยวิธี Polymerase Chain Reaction (PCR) จากนั้นนำ DNAของ LipL32 ที่ได้มาเชื่อมต่อเข้ากับพลาสมิด pRSETc ซึ่งมีลำดับเบสสำหรับกรดอะมิโนhistidine ได้ยีน LipL32 ที่แทรกอยู่กับพลาสมิด pRSETc (pRSETc-LipL32) ทดสอบความถูกต้องการของพลาสมิดที่ได้โดยวิธี PCR และการหาลำดับเบส พบว่าพลาสมิดที่ได้มีการแทรกของชิ้น DNA ที่มีความเหมือนกับยีนของ LipL32 ที่มีการรายงานไว้ ในส่วนของการเตรียมโปรตีนที่เชื่อมต่อกับ histidine (LipL32-His fusion protein) ทำโดยกระตุ้นการแสดงออกของยีนในพลาสมิดและแยก His-LipL32 ออกมาจากโปรตีนอื่น ๆ โดยใช้ nickleaffinity column นำ His-LipL32 บริสุทธิ์ที่ได้ไปทดสอบหาคุณสมบัติเบื้องต้นในการเป็นแอนติเจนด้วยวิธี Immunoblotting พบว่าโปรตีนที่ได้สามารถทำปฏิกิริยากับแอนติบอดีที่จำเพาะต่อโปรตีน LipL32 ได้ นอกจากนี้ยังนำโปรตีนไปทดสอบกับตัวอย่างน้ำเหลืองผู้ป่วยพบว่าตัวอย่างน้ำเหลืองผู้ป่วยที่ตรวจพบแอนติบอดีต่อเล็ปโตสไปราสามารถทำปฏิกิริยากับโปรตีน LipL32 ในขณะที่น้ำเหลืองของผู้ป่วยที่ตรวจพบแอนติบอดีต่อเชื้อ ~iT. pallidum~iและน้ำเหลืองจากอาสาสมัครให้ผลลบ อย่างไรก็ตามการใช้ LipL32 เป็นแอนติเจนสามารถตรวจพบผลบวกเมื่อตรวจหาอิมมูโนโกลบูลินชนิด IgG เท่านั้น แต่ไม่พบอิมมูโกลบูลินชนิด IgM จากการนำ LipL32 ไปทดลองทำการทดสอบด้วยวิธี Dipstick โดยใช้โปรตีนLipL32 เตรียมเป็นแอนติเจนเพื่อตรวจหาแอนติบอดีชนิด IgG จากผลการทดสอบเบื้องต้นให้ผลความไวร้อยละ 100 และความจำเพาะร้อยละ 98.33 เมื่อเทียบกับวิธี MAT ในการศึกษาครั้งนี้นอกจากจะสามารถโคลนยีนสำหรับ LipL32 แล้วยังสามารถแสดงผลการทดสอบเบื้องต้นที่แสดงว่า LipL32 น่าจะเป็นแอนติเจนที่ดีในการตรวจหาแอนติบอดีชนิด IgG เพื่อช่วยวินิจฉัยโรคติดเชื้อเล็ปโตสไปรา

บรรณานุกรม :
ดุจดาว บุญยอด . (2546). การโคลนและการแสดงออกของโปรตีนผิวเซลล์ชั้นนอก LipL32 ของเชื้อเล็ปโตสไปรา.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
ดุจดาว บุญยอด . 2546. "การโคลนและการแสดงออกของโปรตีนผิวเซลล์ชั้นนอก LipL32 ของเชื้อเล็ปโตสไปรา".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
ดุจดาว บุญยอด . "การโคลนและการแสดงออกของโปรตีนผิวเซลล์ชั้นนอก LipL32 ของเชื้อเล็ปโตสไปรา."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2546. Print.
ดุจดาว บุญยอด . การโคลนและการแสดงออกของโปรตีนผิวเซลล์ชั้นนอก LipL32 ของเชื้อเล็ปโตสไปรา. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2546.