ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

เภสัชจลนศาสตร์ของยาไซโรลิมุสของอาสาสมัครสุภาพดีที่มีการทำงานของไตปกติในคนไทย

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : เภสัชจลนศาสตร์ของยาไซโรลิมุสของอาสาสมัครสุภาพดีที่มีการทำงานของไตปกติในคนไทย
นักวิจัย : อัษฎาค์ ลีฬหวนิชกุล
คำค้น : PHARMACOKINETICS , SIROLIMUS , HEALTHY VOLUNTEER
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2546
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082546001471
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

~bที่มาและเหตุผล~b : ไซโรลิมุส (sirolimus) เป็นยากดภูมิคุ้มกันที่ออกฤทธิ์แตกต่างจากไซโคลสปอริน (cyclosporin) และทาโครลิมุส (tacrolimus) ซึ่งมีหลักฐานว่าสามารถใช้ร่วมกับยากดภูมิคุ้มกันชนิดอื่น ๆ เพื่อลดขนาดยา CsA และ steroid ลงได้และจากกลไกการออกฤทธิ์ของยาน่าจะไม่ขัดขวางการเกิด tolerance ในระยะยาวต่อจากยากลุ่มอื่น ๆ ในต่างประเทศมีการใช้ยาขนาดเริ่มต้น 6 มิลลิกรัม แล้วตามด้วย 2 มิลลิกรัมต่อวัน ในผู้ป่วยกลุ่ม Caucasian ในขณะที่แนะนำให้ยาขนาด 10 มิลลิกรนัมตามด้วย5 มิลลิกรัม แล้วตามด้วย 2 มิลลิกรัมต่อวัน ในผู้ป่วยกลุ่มอัฟริกัน-อเมริกัน และยังไม่มีการศึกษาเภสัชจลนศาสตร์ของยาในคนเอเซียอย่างชัดเจนมาก่อน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเภสัชจลนศาสตร์ของยาไซโรลิมุสขนาดเริ่มต้น 6 มิลลิกรัมซึ่งเป็นขนาดยาของผู้ป่วยกลุ่ม Caucasian มาทำการศึกษาในคนไทย เพื่อประโยชน์ในการปรับใช้ยาต่อไป ~bวัตถุประสงค์ของการวิจัย~b : เพื่อศึกษาลักษณะเภสัชจลนศาสตร์ของยาไซโรลิมุสในคนไทยสุขภาพปกติ เพื่อเทียบเคียงกับลักษณะเภสัชจลนศาสตร์ของประชากรในซีกโลกตะวันตก ~bวิธีการศึกษา~b : การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา โดยทำการศึกษาในช่วงเดือนสิงหาคม 2546 ถึงเดือน มกราคม 2547 ผู้ป่วยที่เข้าการศึกษาครั้งนี้เป็นอาสาสมัครสุขภาพปกติทั้งสิ้น 12 ราย ได้ศึกษาเภสัชจลนศาสตร์โดยการเก็บตัวอย่างเลือดก่อนและหลังทานยาไซโรลิมุส ขนาด 6 มิลลิกรัม ที่เวลา 0.5, 1, 1.5, 2, 2.5, 3, 4, 8,12 และ 24 ชั่วโมง แล้วนำไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ ด้วยวิธี high performance liquidchromatography -UV พื้นที่ภายใต้เส้นระดับยาที่จดเวลาต่าง ๆ ภายหลังการให้ยาในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง (AUC(,0-24 h)) อาศัยการคิดพื้นที่สี่เหลี่ยมคางหมู ~bผลการศึกษา~b : พบว่าพื้นที่ภายใต้เส้นระดับยาที่จุดเวลาต่าง ๆ ภายหลังการให้ยาในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง (AUC(,0-24 h)) มีค่าเฉลี่ย 187.9(+,ฑ)48.2 (151.3-294.8)นาโนกรัม ชั่วโมงต่อมิลลิลิตร ระดับยาสูงสุดเฉลี่ย 25.3(+,ฑ)6.1(18.10 - 40)นาโนกรัม ต่อมิลลิลิตร ระยะเวลาที่ระดับยาสูงสุดเฉลี่ย 1.45(+,ฑ)0.5 (1-3) ชั่วโมงระดับยาต่ำสุดเฉลี่ย 4.47(+,ฑ)0.57 (2.90-7.20) ระดับยาในเลือดที่เวลา 4 ชั่วโมงภายหลังการทานยามีความสัมพันธ์ทางสถิติสูงสุดกับค่า (AUC(,0-24 h)) (pearsoncorrelation = 0.76, p<0.007) ระดับยาในเลือดที่เวลา 24 ชั่วโมง ภายหลังการทานยามีความสัมพันธ์ทางสถิติกับค่า (AUC(,0-24 h)) รองลงมา (peason correlation valueof 0.72, p<0.011) มีอาสาสมัคร 1 รายที่มีการตอบสนองต่อยามากกว่าปกติโดยมีค่าระดับยาในเลือด 40 นาโนกรัม ต่อมิลลิลิตรและมีค่า AUC(,0-24 h)) เป็น 256 นาโนกรัมชั่วโมงต่อมิลลิลิตร แต่มีระดับยาในเลือดที่เวลา 24 ชั่วโมงอยู่ในค่าเฉลี่ย ~bสรุปผลการวิจัย~b 1. ระดับยาไซโรลิมุสของอาสาสมัครคนไทยที่ได้รับยาขนาด 6 มิลลิกรัมต่อวันมีค่า Cmax, tmax และ Cmin ต่ำกว่าการศึกษาจากต่างประเทศแสดงว่ามีความแตกต่างทางเภสัชจลนศาสตร์ของยาไซโรลิมุสระหว่างคนไทยและชาวต่างประเทศ การนำผลการศึกษาจากต่างประเทศมาบริหารยาในผู้ป่วยไทยจึงควรมีความระมัดระวัง 2. การใช้ยา 6 มิลลิกรัม ไม่สามารถเพิ่มระดับยาให้ขึ้นถึงระดับที่ใช้ในการรักษาได้ (CO = 5-10 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร) ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ 3. มีอาสาสมัคร 1 รายที่มีระดับยาขึ้นมากกว่าคนอื่น ๆ การวัดระดับยาในการรักษาจึงมีความสำคัญเพื่อป้องกัน toxicity จากยา 4. ไม่มีอาสาสมัครรายใดเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยา

บรรณานุกรม :
อัษฎาค์ ลีฬหวนิชกุล . (2546). เภสัชจลนศาสตร์ของยาไซโรลิมุสของอาสาสมัครสุภาพดีที่มีการทำงานของไตปกติในคนไทย.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
อัษฎาค์ ลีฬหวนิชกุล . 2546. "เภสัชจลนศาสตร์ของยาไซโรลิมุสของอาสาสมัครสุภาพดีที่มีการทำงานของไตปกติในคนไทย".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
อัษฎาค์ ลีฬหวนิชกุล . "เภสัชจลนศาสตร์ของยาไซโรลิมุสของอาสาสมัครสุภาพดีที่มีการทำงานของไตปกติในคนไทย."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2546. Print.
อัษฎาค์ ลีฬหวนิชกุล . เภสัชจลนศาสตร์ของยาไซโรลิมุสของอาสาสมัครสุภาพดีที่มีการทำงานของไตปกติในคนไทย. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2546.