| ชื่อเรื่อง | : | การวิเคราะห์กระบวนการพัฒนานักวิจัย : กรณีศึกษาผู้ช่วยวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| นักวิจัย | : | กรวิกา ชูพลสัตว์ |
| คำค้น | : | GROOMING PROCESS , RESEARCH ASSISTANTS , RESEARCHER |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2545 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082545000629 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษากระบวนการพัฒนานักวิจัยจากการเป็นผู้ช่วยวิจัยใน 4 สาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ วิทยาศาสตร์ชีวภาพสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ (2) เปรียบเทียบกระบวนการพัฒนานักวิจัยจากการเป็นผู้ช่วยวิจัย ระหว่าง 4 สาขาวิชา ดำเนินการวิจัยโดยใช้การสัมภาษณ์อาจารย์และผู้ช่วยวิจัยสาขาวิชาละ 2 คน และศึกษากระบวนการพัฒนานักวิจัยจากการเป็นผู้ช่วยวิจัยมีกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ได้แก่ อาจารย์ที่ได้รับทุนวิจัยจากกองทุนรัชดาภิเษกสมโภชปีการศึกษา 2540-2544 และผู้ช่วยวิจัย ซึ่งได้มาจากคัดเลือก จำนวน 62 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนานักวิจัยจากการเป็นผู้ช่วยวิจัย และแนวคำถามในการสัมภาษณ์อาจารย์และผู้ช่วยวิจัย ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) อาจารย์สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ และสังคมศาสตร์คัดเลือกผู้ช่วยวิจัยโดยเป็นนิสิตในความดูแล ร้อยละ 67.7 งานที่ผู้ช่วยวิจัยที่ได้รับมอบหมายจากอาจารย์สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ คือ การทำการทดลองในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ สาขาสังคมศาสตร์ คือ การใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัย รวมทั้งการอ่านและแปลความหมายผลการวิเคราะห์จากคอมพิวเตอร์ สาขามนุษยศาสตร์ คือ การเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัย ด้านวิธีพัฒนาผู้ช่วยวิจัย อาจารย์สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ วิทยาศาสตร์ชีวภาพและมนุษยศาสตร์ บอกจุดบกพร่องของผู้ช่วยวิจัย พร้อมทั้งแนะนำวิธีแก้ไข ปรับปรุงอาจารย์สังคมศาสตร์และผู้ช่วยวิจัยสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ และมนุษยศาสตร์มีความคิดเห็นสอดคล้องกันว่าเป็นการสนับสนุนให้ผู้ช่วยวิจัยศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองเป็นหลัก ส่วนผู้ช่วยวิจัยสาขาสังคมศาสตร์เห็นว่าเป็นการร่วมกันคิดหาวิธีในการพัฒนางานวิจัยและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งนี้สามารถสรุปเป็นวิธีพัฒนาผู้ช่วยวิจัยทั้ง 4 สาขาวิชา ได้แก่ การสอนงาน การเรียนรู้จากการปฏิบัติ การพัฒนาตนเอง และการมอบหมายงานจากอาจารย์นักวิจัย ด้านความรู้ความสามารถทางการวิจัยที่เพิ่มขึ้นของผู้ช่วยวิจัย อาจารย์สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ และมนุษยศาสตร์มีความคิดเห็นว่าผู้ช่วยวิจัยมีพื้นฐานความรู้ในเรื่องที่ทำการวิจัยเพิ่มขึ้นมากที่สุด ส่วนอาจารย์สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพมีความคิดเห็นว่าเป็นการมีความรู้และทักษะในการใช้แบบวิจัยและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในขณะที่อาจารย์สาขาสังคมศาสตร์เห็นว่าเป็นความสามารถในการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการวิเคราะห์ข้อมูล 2) จากการวิเคราะห์ความแปรปรวนในความคิดเห็นของอาจารย์และผู้ช่วยวิจัยจำแนกตามสาขาวิชาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีสถานภาพต่างกัน ไม่ว่าเป็นอาจารย์หรือผู้ช่วยวิจัยมีการปฏิบัติงานตามการมอบหมายของอาจารย์ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนในกรณีของกลุ่มสาขาวิชา พบว่า มีความแตกต่างกันในระหว่างกลุ่มสาขาวิชาในด้านการปฏิบัติในวิธีพัฒนาผู้ช่วยวิจัย การมอบหมายงานของอาจารย์ให้แก่ผู้ช่วยวิจัย และความรู้ความสามารถทางการวิจัยของผู้ช่วยวิจัย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ยังพบว่ามีปฏิสัมพันธ์ระหว่างสถานภาพของกลุ่มตัวอย่างและสาขาวิชาต่อความรู้ความสามารถของผู้ช่วยวิจัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 |
| บรรณานุกรม | : |
กรวิกา ชูพลสัตว์ . (2545). การวิเคราะห์กระบวนการพัฒนานักวิจัย : กรณีศึกษาผู้ช่วยวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. กรวิกา ชูพลสัตว์ . 2545. "การวิเคราะห์กระบวนการพัฒนานักวิจัย : กรณีศึกษาผู้ช่วยวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. กรวิกา ชูพลสัตว์ . "การวิเคราะห์กระบวนการพัฒนานักวิจัย : กรณีศึกษาผู้ช่วยวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2545. Print. กรวิกา ชูพลสัตว์ . การวิเคราะห์กระบวนการพัฒนานักวิจัย : กรณีศึกษาผู้ช่วยวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2545.
|
