| ชื่อเรื่อง | : | การประเมินความน่าเชื่อถือของเครื่องมือวัดระดับความเจ็บปวดภายใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัดในเด็กไทยวัย 1-5 ปี |
| นักวิจัย | : | สุวรรณี สุรเศรณีวงศ์ |
| คำค้น | : | POSTOPERATIVE PAIN , MEASUREMENT , CHILD |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2542 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082542000672 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | รายงานนี้เป็นการศึกษาในผู้ป่วยเด็กหลังผ่าตัดวัย 1-5 ปี เพื่อหาเครื่องมือวัดระดับความเจ็บปวดโดยการสังเกตุพฤติกรรมที่มีความจำเพาะและความไวสูงความน่าเชื่อถือและความถูกต้อง ตลอดจนประเมินความสามารถด้านการใช้งานการวิจัยเชิงพรรณนานี้เปรียบเทียบเครื่องมือ 3 ชนิด ได้แก่ OPS(O), TPPPS(T) และ FLACC(F)กับเครื่องมือมาตรฐาน CHEOPS(C) เครื่องมือวัดได้รับกา รแปลเป็นภาษาไทยรวมทั้งตรวจสอบcontent validity และ reliability พฤติกรรมของผู้ป่วยจำนวน 167 รายจะถูกบันทึกในเทปวีดีทัศน์เป็น 5 ระยะ คือ ก่อนผ่าตัดก่อนและหลังให้ยาแก้ปวดที่ห้องพักฟื้นก่อนและหลังให้ยาแก้ปวดที่หอผู้ป่วย ผู้ให้คะแนน 4 คนซึ่งไม่เคยเห็นผู้ป่วยจะให้คะแนนจากเทปวีดีทัศน์ซึ่งได้รับการตัดต่อแบบสุ่มโดยไม่เรียงลำดับขั้นตอน ผู้ให้คะแนน 1 คนใช้ CHEOPSตลอ ดและอีก 3 คนใช้ 3 pain scales ที่เหลือในการให้คะแนน นอกจากนั้นยังประเมินความสามารถด้านการใช้งานและทดสอบความพึงพอใจในการใช้งานจากพยาบาลจำนวน 30 ราย ผลการศึกษาพบว่า Interrater reliability ดีมาก ( ICC ของC=0.9164, O = 0.9754 , T = 0.9092 และ F = 0.9265) สำหรับ Contentvalidity พบว่า CHEOPS 7 ข้อ และ TPPPS 1 ข้อ มีค่า IC < 0.5แต่เป็นข้อขัดแย้งเรื่องระดับคะแนนเป็นส่วนใหญ่ ส่วน Discriminantvalidity พบว่าทุกเครื่องมือมีคะแนนก่อนและหลังให้ยาแก้ปวดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.001)สำหรับ Predictive validity เมื่อเปรียบเทียบกับ CHEOPS cutoff point6 ที่ห้องพักฟื้นพบว่า OPS และ FLACC ให้ความจำเพาะสูง (92.7% และ95.1% ตามลำดับ) ความไวสูง (90.7% และ 89.8% ตามลำดับ) ที่ cutoffpoint 3 ขณะที่ TPPPS ด้อยกว่าให้ความจำเพาะเพียง 80.5% ความไว 85.2%ส่วนที่หอผู้ป่วยไม่พบ ว่าเครื่องมือใดที่สามารถให้ความจำเพาะ และความไวได้สูงถึง90% เลย ถ้าลดระดับ cutoff point ลงไปที่ 2 จะให้ค่าความจำเพาะและความไวที่พอรับได้ OPS ให้ความจำเพาะ 81.7% ความไว 80% และ FLACC ให้ความจำเพาะ80.3% ความไว 81.4% ส่วน TPPPS ไม่มี cutoff point ที่เหมาะสม แต่ถ้าใช้ cutoff pointเดิมที่ 3 พบว่าความไวของเครื่องมือต่ำเกินไป โดย OPS ให้ ความจำเพาะ 87.3%ความไว 68.6% , FLACC ความจำเพาะ 84.5% ความไว 72.9% ส่วน TPPPSให้ความจำเพาะ 88.7% ความไว 72.9% ส่วน Concurrent validity กับCHEOPS พบว่า Agreement ที่ห้องพักฟื้น (Kappa: O = 0.792, T=0.619,F=0.795) และ ที่หอผู้ป่วย (Kappa: O = 0.617 , F=0.617) เป็นที่น่าพอใจค่า Spearman correlation อยู่ในระดับปานกลางถึงดีทั้งที่ห้องพักฟื้น (r O =0.799,T 0.790, F = 0.765 p<0.001) และที่หอผู้ป่วย (r O =0.798 , T =0.826 ,F =0.804 p<0.001) สำหรับ Practicality CHEOPS เสียเวลามากที่สุด(59 วินาที) TPPPS น้อยที่สุด (40.1 วินาที) และพบว่า CHEOPS เป็นที่นิยมกว่า OPS,TPPPS, FLACC การศึกษานี้พบว่าจากเครื่องมือทดสอบ 3 ชนิด OPS และFLACC เป็นเครื่องวัดที่เหมาะสมโดยเฉพาะที่ห้องพักฟื้น แต่คุณสมบัติด้อยลงสำหรับการใช้ที่หอผู้ป่วย |
| บรรณานุกรม | : |
สุวรรณี สุรเศรณีวงศ์ . (2542). การประเมินความน่าเชื่อถือของเครื่องมือวัดระดับความเจ็บปวดภายใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัดในเด็กไทยวัย 1-5 ปี.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. สุวรรณี สุรเศรณีวงศ์ . 2542. "การประเมินความน่าเชื่อถือของเครื่องมือวัดระดับความเจ็บปวดภายใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัดในเด็กไทยวัย 1-5 ปี".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. สุวรรณี สุรเศรณีวงศ์ . "การประเมินความน่าเชื่อถือของเครื่องมือวัดระดับความเจ็บปวดภายใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัดในเด็กไทยวัย 1-5 ปี."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2542. Print. สุวรรณี สุรเศรณีวงศ์ . การประเมินความน่าเชื่อถือของเครื่องมือวัดระดับความเจ็บปวดภายใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัดในเด็กไทยวัย 1-5 ปี. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2542.
|
