| ชื่อเรื่อง | : | การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในช่วง 2 ปีแรกของโครงการโรงพยาบาลสายสัมพันธ์แม่-ลูก ในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด |
| นักวิจัย | : | ชนกพร ตันวัฒนานนท์ |
| คำค้น | : | BREASTFEEDING , BABY FRIENDLY HOSPITAL INITIATION PROJECT |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2538 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082538000958 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การศึกษาพฤติกรรมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในระยะ 4 เดือนแรกหลังคลอดของมารดาในโครงการโรงพยาบาลสายสัมพันธ์แม่-ลูก ในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด โดยใช้แบบสอบถามสัมภาษณ์มารดาทุกคน จำนวน 586 คนในเขตเทศบาลเมืองร้อย เอ็ด ที่บุตรคนสุดท้องอายุ 0-2 ปี ในระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2538ถึงเดือนมกราคม พ.ศ. 2539 ผลการศึกษาพบว่า มารดาส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ร่วมกับอาหารอื่น คิดเป็นร้อยละ 82.7 รองลงมาคือ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวและการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นอาหารหลักคิดเป็นร้อยละ 11.3 และ2.5 ตามลำดับและมีมารดาร้อยละ 3.5 ที่ไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เลย อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียว ในปีแรกของโครงการโรงพยาบาลสายสัมพันธ์แม่-ลูก (พ.ศ. 2537) พบร้อยละ 8 และเพิ่มขึ้นในปีที่ 2(พ.ศ. 2538) เป็นร้อยละ 16.2 ซึ่งความแตกต่างกันนี้มีนัยสำคัญทางสถิติ(P<0.01) ในด้านความรู้และทัศนคติของมารดา ต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่พบว่า มารดาส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อยู่ในระดับที่ไม่ดี (ร้อยละ 55.0) แต่มีทัศนคติเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อยู่ในระดับที่สูง (ร้อยละ 88.9) การปฏิบัติงานด้านส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขพบว่าในส่วนของมารดาที่คลอดบุตรในโรงพยาบาลโครงการสายสัมพันธ์แม่-ลูกนั้น ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่ได้นำบุตรมาให้มารดาได้เริ่มให้บุตรดูดนมแม่ครั้งแรกหลังคลอดทันที-ครึ่งชั่วโมงคิดเป็นร้อยละ47.9 ในส่วนของมารดาที่ไม่ได้คลอดบุตรใน โรงพยาบาลโครงการสายสัมพันธ์แม่-ลูกส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่ได้นำบุตรมาให้มารดาเริ่มให้บุตรดูดนมแม่ครั้งแรกหลังจากคลอดนานกว่า 6 ชั่วโมง (ร้อยละ 62.5)ในด้านการรับรู้ชื่อโครงการฯพบว่ามารดาส่วนใหญ่ (ร้อยละ 61.1)เคยรับรู้ชื่อโครงการฯโดยในจำนวนนี้ร้อยละ 70.1 รับรู้ชื่อโครงการฯจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขด้านการติดตามเยี่ยมหลังคลอดที่บ้าน พบว่าส่วนใหญ่ (ร้อยละ 70.1) ได้รับการเยี่ยมหลังคลอดที่บ้านโดยร้อยละ97.3 นั้น ได้รับความรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มากที่สุดเกี่ยวกับความรู้และทัศนคติของมารดาต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ระหว่างมารดาที่คลอดบุตรในโรงพยาบาลโครงการฯ กับมารดาที่ไม่ได้คลอดบุตรในโรงพยาบาลโครงการฯพบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(P<0.001) ด้านพฤติกรรมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ระหว่างมารดาที่คลอดบุตรในโรงพยาบาลโครงการฯกับมารดาที่ไม่ได้คลอดบุตรในโรงพยาบาลโครงการฯพบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.01) นอกจากนี้ยังพบว่าภาวะการเจ็บป่วยด้วยโรคอุจจาระร่วงและโรคระบบทางเดินหายใจของบุตรในระยะ 4 เดือนแรกหลังคลอดกับพฤติกรรมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดานั้นมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.001) ด้านความรู้ และทัศนคติเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่กับพฤติกรรมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดาพบว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) |
| บรรณานุกรม | : |
ชนกพร ตันวัฒนานนท์ . (2538). การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในช่วง 2 ปีแรกของโครงการโรงพยาบาลสายสัมพันธ์แม่-ลูก ในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ชนกพร ตันวัฒนานนท์ . 2538. "การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในช่วง 2 ปีแรกของโครงการโรงพยาบาลสายสัมพันธ์แม่-ลูก ในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ชนกพร ตันวัฒนานนท์ . "การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในช่วง 2 ปีแรกของโครงการโรงพยาบาลสายสัมพันธ์แม่-ลูก ในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2538. Print. ชนกพร ตันวัฒนานนท์ . การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในช่วง 2 ปีแรกของโครงการโรงพยาบาลสายสัมพันธ์แม่-ลูก ในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2538.
|
