ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษาพลวัตรเศรษฐกิจข้าวในภาคใต้ตอนบน

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษาพลวัตรเศรษฐกิจข้าวในภาคใต้ตอนบน
นักวิจัย : วีระศักดิ์ คงฤทธิ์
คำค้น : ข้าว , พลวัตรเศรษฐกิจ
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2557
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG5520017 , http://research.trf.or.th/node/8567
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาราคาปาล์มน้ำมันและราคายางพาราเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ ราคาข้าวเปลือกโดยเปรียบเทียบต่ำกว่าราคาปาล์มน้ำมันและราคายางพารามาก ทำให้ชาวนาใน ภาคใต้ปรับเปลี่ยนพื้นที่นาไปปลูกยางพาราหรือปาล์มน้ำมันมากขึ้น ส่งผลให้พื้นที่ปลูกข้าวในภาคใต้ ลดลงจาก 3.4 ล้านไร่ในปี 2541 เหลือเพียง 1.44 ล้านไร่ในปี 2555 อย่างไรก็ตามยังมีชาวนาใน ภาคใต้อีกจำนวนมากยังคงให้ความสำคัญกับอาชีพชาวนาและกลายเป็นส่วนสำคัญในการผลิตข้าว หล่อเลี้ยงผู้คนและธุรกิจต่อเนื่องกับข้าวในภาคใต้ ที่ผ่านมารัฐบาลได้มีนโยบายช่วยเหลือทั้งการ แทรกแซงราคา และการสนับสนุนปัจจัยการผลิต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ชาวนามีรายได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามนโยบายในลักษณะนี้สามารถช่วยเหลือชาวนาได้เพียงชั่วคราว ไม่สามารถสร้างความ มั่นคงยั่งยืนและสร้างความมั่นใจในอาชีพทำนาให้กับตัวชาวนาและลูกหลานชาวนาที่จะสืบทอดอาชีพ นี้ต่อไปอย่างมีศักดิ์ศรี ทำให้ปัญหา “การทิ้งนาหาเมือง” ยังคงเกิดอย่างต่อเนื่องเห็นได้จากปรากฏ การ “นาร้าง” ที่มีทั่วไปในภาคใต้ การสร้างความมั่นคงยั่งยืนให้กับอาชีพทำนาได้นั้นจำเป็นต้องให้ชาวนาสามารถพึ่งตนเองได้ การพัฒนาการผลิตและการตลาดข้าวในภาคใต้ให้สอดคล้องกับฐานทรัพยากรและความต้องการของ ตลาด อันจะนำปสู่ความสามารถในการพึ่งตนเองของชาวนาจำเป็นต้องทราบข้อมูลการผลิต สภาพแวดล้อมการผลิตข้าวที่มีอิทธิพลต่อผลผลิตข้าวในภาคใต้ พันธุ์ข้าวที่ปลูก ราคาข้าว ต้นทุนการ ผลิต ผลตอบแทนตลอดจนระบบตลาดข้าวในภูมิภาค การศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์การ เปลี่ยนแปลงการผลิตและการตลาดข้าวในภาคใต้ในช่วง 5 ทศวรรษที่ผ่านมา เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะ เชิงนโยบายสำหรับการปรับปรุงและพัฒนาระบบการผลิต และการตลาดข้าวในภาคใต้ การศึกษานี้ ใช้แบบสอบถามเพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากกลุ่มประชากร 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มตัวอย่างชาวนา ในจังหวัดนครศรีธรรมราช สงขลา และพัทลุงเป็นพื้นที่ศึกษา โดยจัดเก็บข้อมูลครัวเรือนชาวนารวม 348 ครัวเรือน แบ่งพื้นที่เก็บข้อมูลออกเป็น 4 กลุ่มคือ พื้นที่นา ในเขตชลประทาน พื้นที่นาหลังน้ำท่วม และพื้นที่นาน้ำฝน และพื้นที่นาน้ำเค็มรุกล้ำ กลุ่มตัวอย่างพ่อค้าคนกลาง การกำหนดตัวพ่อค้าคนกลางที่สัมภาษณ์ คัดเลือกจาก รายชื่อพ่อค้าที่ชาวนาในพื้นที่ศึกษาระบุว่าขายข้าวเปลือกให้ เฉลี่ยแล้วจะมีอยู่ตำบลละ 2-3 ราย สัมภาษณ์ทุกราย 3) กลุ่มตัวอย่างโรงสี การสุ่มตัวอย่างโรงสีข้าวจะดำเนินการเลือกโรงสีจากข้อมูล การสัมภาษณ์แหล่งขายข้าวเปลือกชาวนา และพ่อค้าคนกลาง โดยสัมภาษณ์โรงสีที่ชาวนาหรือพ่อค้า คนกลางขายข้าวให้ทุกโรง (เฉลี่ย 2 โรงสีต่อ 1 หมู่บ้าน) และ การศึกษาพลวัตการผลิตข้าวในภาคใต้ ชี้ให้เห็นว่าในช่วง 5 ทศวรรษที่ผ่านมา การผลิตข้าว ในภาคใต้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องโดยในช่วงทศวรรษ 2500-2510 การผลิตข้าวในภาคใต้ ได้รับผลกระทบจากราคาข้าวในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ชาวนาในภาคใต้ขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าว อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำสำคัญ เช่น ลุ่มทะเลสาบสงขลา ลุ่มน้ำปัตตานี ลุ่มน้ำตาปี การ ขยายพื้นที่ในระยะนี้ทำให้แรงงานครัวเรือนเริ่มไม่เพียงพอ ดังนั้นหลังปี 2510 ชาวนาเริ่มใช้แรงงาน เครื่องจักรเข้ามาทดแทนแรงงานคน ตั้งแต่ปี 2515 เมื่อพื้นที่ชลประทานขนาดเล็กและขนาดกลางใน ภาคใต้ขยขาตัวมากขึ้น ชาวนายอมรับเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่มากขึ้น มีการใช้สารเคมี การ ยอมรับข้าวพันธุ์ลูกผสม การใช้เครื่องจักรก็มากขึ้น ชาวนาเริ่มต้องพึ่งพิงปัจจัยภายนอกชุมชนมากขึ้น ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ชาวนาต้องพึ่งตลาดเพื่อขายข้าว ต้องเสี่ยงกับการขาดทุนจากภาวะราคาข้าว ตกต่ำซึ่งเริ่มปรากฏชัดหลังปี 2520 เมื่อการทำนามีผลตอบแทนต่ำ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการผลิต สินค้าเกษตรชนิดอื่น เช่น ยางพารา และกุ้งกุลาดำ ทำให้หลังปี 2525 ชาวนาในภาคใต้เริ่มเปลี่ยนไป ปลูกยางพารา และทำนากุ้ง หรือหลายพื้นที่ได้ปล่อยที่นาให้รกร้างทำให้หลังปี 2525 พื้นที่ทำนาลดลง อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในอนาคต เนื่องจากราคายางพาราและราคา ปาล์มน้ำมันโดยเปรียบเทียบสูงกว่าราคาข้าวมาก พันธุ์ข้าวที่เกษตรกรในภาคใต้ใช้ปลูกนั้นมีความหลากหลายมาก ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของสภาพพื้นที่ วัตถุประสงค์การปลูก และความต้องการของตลาดท้องถิ่น ซึ่งพันธุ์ข้าวที่เกษตรกร ปลูกในภาคใต้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ข้าวพันธุ์ไวแสง และข้าวพันธุ์ไม่ไวแสง ข้าวพันธุ์ไม่ไวแสง เป็นพันธุ์ข้าวที่ทางราชการแนะนำส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก พันธุ์ที่ปลูก มากในภาคใต้ได้แก่ ชัยนาท 1 สุพรรณบุรี 1 สุพรรณบุรี 2 สุพรรณบุรี 60 สุพรรณบุรี 90 ข้าวเจ้าหอม คลองหลวง 1 ข้าวเจ้าหอมสุพรรณ 1 กข 21 กข 23 กข 25 และข้าวปทุมธานี 1 เป็นต้น ข้าวพันธุ์ไวแสง เป็นข้าวพันธุ์ท้องถิ่นที่ชาวนาในภาคใต้ได้ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นคัดเลือกสาย พันธุ์มาเป็นเวลานาน ในปัจจุบันสามารถรวบรวมพันธุ์ข้าวได้มากกว่า 300 ชนิด มีพื้นที่ปลูกและความ นิยมปลูกแต่ละสายพันธุ์แตกต่างกันไปในแต่ละจังหวัด ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และความนิยมบริโภคข้าว ของคนในพื้นที่ ข้าวพันธุ์พื้นเมืองจัดเป็นข้าวไวต่อช่วงแสง จะปลูกได้เฉพาะในช่วงฤดูนาปีเท่านั้น พันธุ์ ข้าวพันธุ์ไวแสงที่นิยมปลูกกันแพร่หลาย เช่น ขาวมาเลย์ สังข์หยด เฉี้ยง ข้าวเล็บนก เป็นต้น การศึกษาระบบการจัดการ ต้นทุนและผลตอบแทนของการผลิต ชี้ให้เห็นว่า การจัดการไร่ นาของชาวนาในภาคใต้ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เช่น มีการดูแลแปลงนาหลังการเพาะปลูกน้อย มาก ในขณะเดียวกันมีการใช้ปัจจัยการผลิตมากกว่าในระดับที่นักวิชาการแนะนำ โดยเฉพาะการใช้ เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ไม่ไวแสง ใช้มากกว่าปริมาณที่แนะนำถึง 10-15 กิโลกรัมต่อไร่ ด้านต้นทุนการผลิตและผลตอบแทน ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันการผลิตข้าวทั้งข้าวพันธุ์ไวแสงและ ข้าวพันธุ์ไม่ไวแสง มีโครงสร้างต้นทุนที่ไม่แตกต่างกัน โดยต้นทุนที่มีสัดส่วนมากที่สุดคือ ค่าแรงงาน เครื่องจักร และค่าปุ๋ยเคมี และหากเปรียบเทียบต้นทุนต่อกิโลกรัม การผลิตข้าวพันธุ์ไวแสงมีต้นทุนสูง กว่า ทั้งนี้เนื่องจาก เงินลงทุนใกล้เคียงกันแต่ผลผลิตข้าวพันธุ์พื้นเมืองน้อยกว่าข้าวพันธุ์ไม่ไวแสงมากในขณะที่ราคาขายไม่ต่างกันมากนัก ทำให้ผลตอบแทนจากการผลิตข้าวพันธุ์ไม่ไวแสงสูงกว่าแต่ยังอยู่ ในระดับต่ำคือ 500-1,200 บาทต่อไร่ การศึกษาวิถีการตลาด จากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การผลิตข้าวของเกษตรกรในภาคใต้มี ทั้งการผลิตเพื่อบริโภคและผลผลิตเพื่อขาย การผลิตเพื่อบริโภคเกษตรกรจะเลือกผลิตข้าวพันธุ์เล็บนก เป็นหลัก ในขณะที่การผลิตเพื่อขายในส่วนของข้าวพันธุ์ไวแสงนิยมปลูกข้าวเฉี้ยง ข้าวพันธุ์ไม่ไวแสง นิยมปลูกพันธุ์ชัยนาท โดยข้าวพันธุ์ไวแสงที่ผลิตได้ทั้งหมดจะเก็บไว้บริโภคร้อยละ 20 ในขณะที่ข้าว พันธุ์ไม่ไวแสงเก็บไว้บริโภคเพียงร้อยละ 3 (ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรในพื้นที่นาน้ำฝนที่ทำนาได้ปีละครั้ง หากปลูกข้าวพันธุ์ไวแสงผลผลิตน้อยไม่พอสำหรับบริโภคทั้งปี จึงต้องปลูกข้าวพันธุ์ไม่ไวแสงที่ให้ผล ผลิตสูงกว่า) และเก็บไว้ทำเมล็ดพันธุ์เพียงร้อยละ 5 เหมือนกัน ข้าวที่เหลือจะจำหน่ายในตลาดทั้งใน ภูมิภาคและนอกภูมิภาค ข้าวพันธุ์ไวแสงส่วนใหญ่จะบริโภคในภูมิภาค ส่งไปขายนอกภูมิภาคเพียง เล็กน้อย (ร้อยละ 9.5) ในขณะที่ข้าวพันธุ์ไม่ไวแสงส่งไปขายนอกภูมิภาคมากถึงร้อยละ 35 การศึกษากลไกการทำงานโรงสีข้าว พบว่า โรงสีข้าวในภาคใต้จะมีรูปแบบการรับซื้อข้าง เปลือกจากชาวนาเหมือนๆ กันคือ จะรับซื้อข้าวเปลือกจากนายหน้าประมาณร้อยละ 80 และรับซื้อ โดยตรงจากชาวนาเพียงไม่เกินร้อยละ 20 ทั้งนี้เนื่องจากปริมาณข้าวในภาคใต้มีน้อยกว่ากำลังการผลิต การแข่งขันของโรงสีจึงสูง หากโรงสีต้องรอรับซื้อข้าวจากชาวนาโดยตรงจะช้า และรวบรวมข้าวได้ไม่ ทันคนกลาง โดยเฉพาะคนกลางที่ทำหน้าที่เป็นคนกลางรถเกี่ยวด้วยจะเข้าถึงชาวนาได้เร็วกว่าโรงสี มาก หากโรงสีไม่รับซื้อข้าวจากนายหน้ากลุ่มนี้โรงสีจะไม่มีข้าวเปลือกเข้าโรงสีเลย การตั้งราคารับซื้อข้าวเปลือกของโรงสีจะยึดราคาข้าวสารในตลาดเป็นเกณฑ์ในการกำหนด ราคารับซื้อโรงสีจะตั้งราคารับซื้อข้าวเปลือกเทียบกับราคาข้าวสาร 48 กิโลกรัม โรงสีจะนิยมตั้งราคา รับซื้อข้าวเปลือก โดยเอาราคาข้าวสาร 48 กิโลกรัม * 10 และบวกเพิ่มเข้าไปอีกประมาณ 100-200 บาทต่อตัน โดยหากราคาขายข้าวสารในท้องตลาดเท่ากับ 1100 บาทต่อ 48 กิโลกรัมข้าวสาร ก็จะตั้ง ราคารับซื้อข้าวเปลือก 15% เท่ากับ 12,000 บาทต่อตัน แต่ยังมีการตัดความชื้นและสิ่งเจือปนอีก ประมาณ 700-900 บาทต่อตัน ต้นทุนการแปรรูปข้าวเปลือกของโรงสี ซึ่งใช้พลังงานไฟฟ้าในการแปรรูปข้าวเปลือก ทุก โรงสีมีตู้อบเป็นของตนเอง รับซื้อข้าวที่มีความชื้นตั้งแต่ 18 % ไปจนถึง 25% หรืออาจมากกว่านั้น ในช่วงฝนตก และเนื่องจากปริมาณข้าวในภาคใต้มีน้อย โรงสีจึงต้องอบข้าวที่มีความชื้นหลายระดับ พร้อมกัน เพราะหากแยกอบจะไม่คุ้มค่าเปิดเครื่องอบ จึงทำให้ข้าวเปลือกที่อบแล้วมีบางส่วนแห้ง กรอบเกินไป เวลานำไปสีทำให้หักง่าย โดยเฉลี่ยแล้วโรงสีจะสีข้าวเปลือกที่ความชื้นประมาณ 14% โดยข้าวเปลือก 1,000 กก. สีได้ข้าวสารประมาณ 550 กก. ปลายข้าวเอวันเลิศ 150 กก. รำ (หยาบ+ ละเอียด) 100 กก. และแกลบประมาณ 200 กก. ค่าใช้จ่ายในการแปรรูปข้าวเปลือกของโรงสีในทั้ง ขนาดเล็กและขนาดใหญ่ไม่ต่างกันมาก คือมีค่าใช้จ่ายประมาณ 301 – 330 บาทต่อตันข้าวสาร จากผลการศึกษานำไปสู่การกำหนดประเด็นปัญหาและข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนาระบบ เศรษฐกิจข้าวอย่างยั่งยืน ดังนี้ 1. ด้านการผลิต เนื่องจากชาวนาในภาคใต้มีพื้นที่ทำนาน้อยเฉลี่ยประมาณ 20 ไร่ และน้อย สุดประมาณ 3 ไร่ ผลผลิตต่อไร่ต่ำ ผลตอบแทนไม่เพียงพอที่จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ชาวนาจึงต้องหาวิธีจัดสรรทรัพยากรที่ดินของตนเองให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยชาวนาในภาคใต้ต้องดำเนินการ รูปแบบการผลิตตามทฤษฎีใหม่ และแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ - ชาวนาที่มีที่นาไม่มาก (1-20 ไร่) ต้องจัดสรรที่ดินเพื่อการผลิตแบบผสมผสานตาม ทฤษฎีใหม่เพื่อให้มีรายได้ตลอดทั้งปี ในส่วนของที่ดินที่เก็บไว้ทำนาชาวนาต้องเลือกพันธุ์ข้าวที่ เหมาะสมกับพื้นที่ เป็นที่ต้องการของตลาด และสามารถเก็บไว้บริโภคได้ เช่น ที่นาดอน ควรปลูกข้าว สังข์หยด ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดไม่จำกัดปริมาณในปัจจุบัน ส่วนที่นาลุ่ม ปลูกข้าวเล็บนก ข้าวอ้าย เฉี้ยง ข้าวไข่มดริ้น เป็นต้น แม้ราคาจะต่ำกว่าข้าวสังข์หยด แต่เป็นที่ต้องการของตลาดข้าวในพื้นที่ และราคาสูงกว่าข้าวพันธุ์ไม่ไวแสง ในส่วนของชาวนาที่มีที่ดินมากสามารถปลูกข้าวเพื่อการค้าได้ โดยให้เลือกพันธุ์ไม่ไว แสงที่เป็นที่ต้องการของตลาดโดเฉพาะข้าวพันธุ์ชัยนาทฯ แต่ควรจะจัดสรรที่ดินส่วนหนึ่งมาทำการ ผลิตตามแนวทฤษฎีใหม่เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงทางอาหารในครัวเรือน 2. ด้านการตลาดเกษตรกรต้องปรับปรุงคุณภาพผลผลิตให้ดีขึ้น เพื่อลดเงื่อนไขการตัดราคา ของโรงสีโดยการรวมตัวกันสร้างลานตาก เพื่อตากข้าวให้ความชื้นลดลงก่อนจะขาย หรือ รวมตัวการ ตั้งกลุ่มดำเนินการผลิตข้าวพันธุ์เฉพาะถิ่น ที่มีคุณภาพสูงเป็นที่นิยมของตลาดบน ตลาดอาหารสุขภาพ เช่นข้าวสังข์หยด ข้าวหอมนิล ข้าวหอมดอกพยอม ข้าวหอมไชยา เป็นต้น และแปรรูปขายโดยใช้ brand ของกลุ่ม การรวมกลุ่มของเกษตรกรนอกจากจะช่วยให้สามารถขอสนับสนุนงบประมาณ ความรู้จากภาครัฐ และสถาบันการศึกษาได้สะดวกแล้ว กลุ่มเกษตรกรยังได้รับการอนุโลมจาก พระราชบัญญัติค้าข้าวปี 2489 ให้สามารถส่งออกข้าวไปขายต่างประเทศได้

บรรณานุกรม :
วีระศักดิ์ คงฤทธิ์ . (2557). การศึกษาพลวัตรเศรษฐกิจข้าวในภาคใต้ตอนบน.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
วีระศักดิ์ คงฤทธิ์ . 2557. "การศึกษาพลวัตรเศรษฐกิจข้าวในภาคใต้ตอนบน".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
วีระศักดิ์ คงฤทธิ์ . "การศึกษาพลวัตรเศรษฐกิจข้าวในภาคใต้ตอนบน."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2557. Print.
วีระศักดิ์ คงฤทธิ์ . การศึกษาพลวัตรเศรษฐกิจข้าวในภาคใต้ตอนบน. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2557.