| ชื่อเรื่อง | : | โครงการวิจัยขนาดเล็กเรื่องยางพารา คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ |
| นักวิจัย | : | ปุญญานิช อินทรพัฒน์ |
| คำค้น | : | filler , Natural rubber , Palm Oil Fuel Ash , ยางธรรมชาติ , สารตัวเติม , เถ้าปาล์มน้ามัน |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2557 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG5450062 , http://research.trf.or.th/node/8487 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | เถ้าปาล์มน้ามันมีองค์ประกอบหลักทางเคมี คือ ซิลิกอนไดออกไซด์หรือซิลิกา 46.8 % และพบหมู่ฟังก์ชันที่สาคัญคือ หมู่ไฮดรอกซิลของไซลานอลและหมู่ไซลอกเซน เมื่อนาเถ้าปาล์มน้ามันมาใช้เป็นสารตัวเติมในยางธรรมชาติโดยศึกษาอิทธิพลของปริมาณเถ้าปาล์มน้ามันที่ 20, 30, 40, 50, 60 และ 70 phr และขนาดอนุภาคเถ้าปาล์มน้ามันที่ 120, 200 และ 325 เมช พบว่า การใช้เถ้าปาล์มน้ามันที่ปริมาณ 30 phr และขนาดอนุภาค 325 เมช ส่งผลให้ยางธรรมชาติมีสมบัติเชิงกลดีที่สุด ส่วนสมบัติการวัลคาไนซ์ พบว่าเมื่อเพิ่มปริมาณเถ้าปาล์มน้ามันส่งผลให้เวลาสกอชและเวลาวัลคาไนซ์ลดลง ขณะที่ค่าผลต่างแรงบิดเพิ่มขึ้น สาหรับอุณหภูมิการสลายตัวของยางมีค่าสูงขึ้นตามปริมาณเถ้าปาล์มน้ามันที่เพิ่มขึ้นแสดงให้เห็นถึงความเสถียรทางความร้อนที่เพิ่มขึ้น จากสัณฐานวิทยา พบว่าการเพิ่มปริมาณเถ้าปาล์มน้ามันทาให้มีเถ้าปาล์มน้ามันกระจายตัวอยู่ในยางเพิ่มขึ้นและมีแนวโน้มรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน เมื่อเปรียบเทียบสมบัติของยางที่ใช้เถ้าปาล์มน้ามันเป็นสารตัวเติมกับสารตัวเติมทางการค้าอื่นๆ (ซิลิกา เขม่าดา และแคลเซียมคาร์บอเนต) พบว่ายางธรรมชาติที่ใส่เถ้าปาล์มน้ามันมีเวลาสกอชและเวลาวัลคาไนซ์น้อยกว่ายางธรรมชาติที่ไม่ใส่สารตัวเติมและใส่ซิลิกา ตามลาดับ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับแคลเซียมคาร์บอเนตและเขม่าดาจะมากกว่าเล็กน้อย สาหรับสมบัติเชิงกลของยางที่ใส่เถ้าปาล์มน้ามันนั้นมีค่าใกล้เคียงกับซิลิกา แต่มีความเสถียรต่อความร้อนสูงกว่าสารตัวเติมอื่นๆ จากสัณฐานวิทยา พบว่าเถ้าปาล์มน้ามัน ซิลิกา และเขม่าดามีการกระจายตัวสม่าเสมอ และมีการยึดเกาะระหว่างเฟสยางกับสารตัวเติมดีกว่าแคลเซียมคาร์บอเนต เมื่อศึกษาการใช้สารตัวเติมผสมของเถ้าปาล์มน้ามันร่วมกับสารตัวเติมทางการค้า (ซิลิกา เขม่าดา และแคลเซียมคาร์บอเนต) ที่สัดส่วนเท่ากับ 0:30, 5:25, 15:15, 25:5 และ 30:0 phr พบว่า เมื่อสัดส่วนของเถ้าปาล์มน้ามันในสารตัวเติมผสมทุกชนิดเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เวลาสกอชและเวลาวัลคาไนซ์ลดลง ส่วนสมบัติเชิงกล พบว่าการเพิ่มสัดส่วนเถ้าปาล์มน้ามันในสารตัวเติมผสมของเถ้าปาล์มน้ามันกับซิลิกาและเถ้าปาล์มน้ามันกับแคลเซียมคาร์บอเนตสามารถปรับปรุงสมบัติเชิงกลให้ดีขึ้น แต่การใช้สารตัวเติมผสมของเถ้าปาล์มน้ามันกับเขม่าดาพบว่าสมบัติเชิงกลมีค่าลดลงเล็กน้อย ความเสถียรทางความร้อนของยางที่ใช้สารตัวเติมผสมสูงกว่าการใช้สารตัวเติมเพียงตัวเดียว ส่วนสัณฐานวิทยาของสารตัวเติมผสมของเถ้าปาล์มน้ามันกับซิลิกาและเถ้าปาล์มน้ามันกับแคลเซียมคาร์บอเนตมีการกระจายตัวสม่าเสมอมากกว่าสารตัวเติมผสมของเถ้าปาล์มน้ามันกับเขม่าดา Palm oil fuel ash (POFA) mainly consists chemical composition of silicon dioxide or silica 46.8% with existing of important functional groups such as hydroxyl group of silanol and siloxane group. Using POFA as a filler in natural rubber (NR) considering on the effect of POFA content in 20, 30, 40, 50, 60 and 70 phr and particle size of POFA at 120, 200 and 325 mesh was found that the introducing of POFA at 30 phr with particle size of 325 mesh yielded optimum mechanical properties. Cure characteristic such as scorch time and cure time decreased while torque difference increased with increasing of POFA content. For degradation temperature of POFA filled NR, it increased with increasing POFA content. This indicated the increasing of thermal stability. Morphology revealed that increasing of POFA content caused increasing dispersed phase in NR and trend to form agglomeration. Comparing properties of POFA and commercial fillers (i.e., silica, carbon black and calcium carbonate) filled NR, it was found that NR containing POFA provided shorter scorch time and cure time than gum NR and NR containing silica but it was slightly longer scorch time and cure time than carbon black and calcium carbonate. For mechanical properties, NR containing POFA was comparable to NR containing silica. Thermal stability of NR containing POFA showed the highest degradation temperature over other fillers. Morphology showed the greater uniform dispersion and interfacial adhesion of POFA, silica and carbon black over than calcium carbonate. In case of NR filled hybrid fillers with POFA:commercial fillers (i.e., silica, carbon black and calcium carbonate) ratios of 0:30, 5:25, 15:15, 25:5 and 30:0 phr on cure characteristic showed that scorch time and cure time decreased with increasing amount of POFA in all types of hybrid fillers. For mechanical properties, increasing amount of POFA in POFA:silica and POFA:calcium carbonate hybrid fillers can improve mechanical properties but in POFA:carbon black hybrid fillers was slightly deficient. Thermal stability of NR filled with all type of hybrid fillers was superior to non-hybrid fillers. Morphology of POFA:silica and POFA:calcium carbonate hybrid fillers showed more uniform dispersion than POFA:carbon black hybrid fillers. |
| บรรณานุกรม | : |
ปุญญานิช อินทรพัฒน์ . (2557). โครงการวิจัยขนาดเล็กเรื่องยางพารา คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. ปุญญานิช อินทรพัฒน์ . 2557. "โครงการวิจัยขนาดเล็กเรื่องยางพารา คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. ปุญญานิช อินทรพัฒน์ . "โครงการวิจัยขนาดเล็กเรื่องยางพารา คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2557. Print. ปุญญานิช อินทรพัฒน์ . โครงการวิจัยขนาดเล็กเรื่องยางพารา คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2557.
|
