| ชื่อเรื่อง | : | แนวทางส่งเสริมป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ในกลุ่มประชากรที่มีอายุ 35 ปี ขึ้นไปเพื่อลดภาวะการเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต โดยชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น |
| นักวิจัย | : | เพ็ญภักดิ์ ผดุงจิต |
| คำค้น | : | กลุ่มประชากรที่มีอายุ 35 ปี , ชุมชน , ป้องกัน , ลดภาวะการเกิดอัมพฤกษ์ , องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น , อัมพาต , โรคความดันโลหิตสูง , โรคเบาหวาน |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2556 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG52E0046 , http://research.trf.or.th/node/8162 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การศึกษาแนวทางส่งเสริมป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานในกลุ่ม ประชากรที่มีอายุ 35 ปี ขึ้นไป เพื่อลดภาวการณ์เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต โดยชุมชนและองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นการ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสถานการณ์ความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตัวในการ ส่งเสริมป้องกันการเกิดโรค ความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานของประชากรกลุ่มเสี่ยงที่มีอายุ 35 ปี ในเขตองค์การบริหารส่วน ตำบลชุมพวง อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อศึกษาศักยภาพของ ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชากรกลุ่มเสี่ยงที่มีอายุ 35 ปี ขึ้นไปในการส่งเสริม ป้องกัน การเกิดโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานแบบมีส่วนร่วมและ เพื่อศึกษาแนวทางในการส่งเสริม ป้องกันโรคความดันโลหิตสูงและโรค เบาหวานแบบมีส่วนร่วมของชุมชน องค์การบริหารส่วนตำบล ชุมพวง และประชากรกลุ่มเสี่ยงที่มีอายุ 35 ปี ขึ้นไป กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยมี 3 กลุ่ม คือ กลุ่มเสี่ยงต่อ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง จำนวน 53 คน กลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน 25 คน กลุ่มผู้ป่วยโรคความ ดันโลหิตสูง จำนวน 22 คน วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม การวิเคราะห์ข้อมูล ข้อมูลเชิง ปริมาณ ใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าความถี่ ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิเคราะห์เนื้อหาเป็นตัวหลัก สรุปผลการวิจัย ในเขตพื้นที่รับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนตำบลชุมพวง 5 หมู่บ้าน มีประชากรกลุ่มเสี่ยง อายุ 35 ปีขึ้นไป จำนวน 881 คน เป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง 71คน คิดเป็นร้อยละ 8.05 และเป็น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน 51 คน คิดเป็น ร้อยละ 5.78 สถานการณ์ความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตัวในการ ส่งเสริมป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวานของประชากรกลุ่มเสี่ยงที่มีอายุ 35 ปี ด้านความรู้ พบว่าความรู้กลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่รู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงมีความรู้อยู่ใน ระดับดี ร้อยละ 63.6 รองลงมาคือ มีความรู้ในระดับปานกลาง ร้อยละ 31.8 ต่ำร้อยละ 4.6 เมื่อแยกรายข้อ พบว่า มีข้อที่ตอบถูกมากที่สุด คือ การที่มีระดับความดันโลหิตสูงเป็นเวลานาน และควบคุมไม่ได้อาจ ทำให้เส้นเลือดในสมองแตก/ตีบ/ตัน เป็นอัมพาตได้ ร้อยละ 95.5 ส่วนข้อที่ผู้ป่วยตอบถูกน้อยที่สุด คือ โรคความดันโลหิตสูงเกิดจากกรรมพันธุ์ ร้อยละ 45.5 ความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงในกลุ่มเสี่ยงอายุ 35 ปีขึ้นไป โดยรวมพบว่าส่วนมากกลุ่ม เสี่ยงอายุ 35 ปี ขึ้นไป มีความรู้อยู่ในระดับดี ร้อยละ 58.5 รองลงมาคือ มีความรู้ในระดับปานกลาง ร้อย ละ 41.5 เมื่อแยกรายข้อพบว่า มีข้อที่ตอบถูกมากที่สุด คือ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทุกวันจะ ช่วยให้ ระบบการไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ร้อยละ 90.6 ส่วนข้อที่ตอบถูกน้อยที่สุด คือ โรคความดันโลหิต สูงเกิดจากกรรมพันธุ์ ร้อยละ 43.4 ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน พบว่าส่วนมากผู้ป่วยโรคเบาหวานมี ความรู้อยู่ในระดับดี ร้อยละ 44.0 รองลงมาคือ มีความรู้ในระดับปานกลาง ร้อยละ 40.0 เมื่อแยกรายข้อ พบว่า มีข้อที่ตอบถูกมากที่สุด คือ เมื่อมีอาการหน้ามืดให้หาลูกอมหรือน้ำหวานรับประทานเองเพิ่ม ระดับน้ำตาลในเลือดในกรณีที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ร้อยละ 96.0 ส่วนข้อที่ผู้ป่วยตอบถูกน้อยที่สุด คือ การเก็บยาฉีดควรเก็บไว้ในตู้เย็นบริเวณฝาปิด-เปิดตู้เย็น ร้อยละ 4.0 ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานในกลุ่มเสี่ยงอายุ 35 ปีขึ้นไป พบว่าส่วนมากกลุ่มเสี่ยงอายุ 35 ปี ขึ้น ไป มีความรู้อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 47.2 รองลงมาคือ มีความรู้ในระดับดี ร้อยละ 30.2 เมื่อแยก รายข้อพบว่า มีข้อที่ตอบถูกมากที่สุด คือ อาการของผู้ที่เป็นเบาหวานคือ ปัสสาวะบ่อย คอแห้ง กระหายน้ำ กินจุกกินจิก น้ำหนักลด ร้อยละ 86.8 ส่วนข้อที่ตอบถูกน้อยที่สุด คือ การเก็บยาฉีดควรเก็บไว้ในตู้เย็น บริเวณฝาปิด-เปิดตู้เย็น ร้อยละ 15.00 ด้านการปฏิบัติ การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง พบว่า ส่วนมากผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง มีการปฏิบัติตัวอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 86.4 รองลงมามีการปฏิบัติตัวอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 13.6 เมื่อพิจารณาตามรายข้อพบว่าผู้ป่วยมีการปฏิบัติเป็นประจำมากที่สุดคือ ท่านรับประทานยาและปฏิบัติ ตัวตามคำแนะนำแพทย์/พยาบาลอย่างเคร่งครัด และ ท่านไปรับการตรวจวัดความดันโลหิตเพื่อทราบ ความเปลี่ยนแปลงของระดับความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ ร้อยละ 90.9 รองลงมาคือท่านไปรับการ ตรวจตามวันและเวลาที่แพทย์นัด ร้อยละ 86.4 ในรายข้อที่มีการปฏิบัติตัวเป็นบางครั้งมากที่สุด คือ ท่าน รับประทานอาหารที่หลากหลายโดยเน้นผัก และผลไม้รสไม่หวาน และเท่ากับท่านรับประทานอาหาร ประเภทผัด หรือทอด ร้อยละ 77.3 รองลงมา คือ ท่านรับประทานอาหารที่มีรสเค็ม ร้อยละ 72.8 ในข้อที่ไม่เคยปฏิบัติมากที่สุด คือ ท่านเคยหยุดกินยารักษาโรคความดันโลหิตสูงเอง ร้อยละ 81.8 รองลงมา คือ ท่านสูบบุหรี่ร้อยละ77.3 การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยโรคเบาหวานพบว่า ส่วนมากผู้ป่วยโรคเบาหวานมีการปฏิบัติตัวอยู่ใน ระดับปานกลาง ร้อยละ 68.0 รองลงมามีการปฏิบัติตัวอยู่ในระดับดี ร้อยละ 32.0 เมื่อพิจารณาตามราย ข้อพบว่าผู้ป่วยมีการปฏิบัติเป็นประจำมากที่สุดคือท่านอ่านฉลากก่อนรับประทานยา ร้อยละ88.0 รองลงมาคือท่านรับประทานข้าวเจ้าแทนข้าวเหนียว ร้อยละ 80.0 ในรายข้อที่มีการปฏิบัติตัวเป็น บางครั้งมากที่สุด คือ ในแต่ละวันท่านรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ซึ่งเท่ากันกับท่านรับประทาน ประเภทผักและผลไม้ อาหารรสจืด ร้อยละ68.0 รองลงมา คือ ท่านหลีกเลี่ยงการรับประทานของหวาน และอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาล ร้อยละ 60.0ในข้อที่ไม่เคยปฏิบัติมากที่สุดคือท่านเพิ่มหรือลดขนาด ยาลงโดยไม่ปรึกษาแพทย์ ซึ่งเท่ากันกับท่านซื้อยาโรคเบาหวานตามร้านขายยามารับประทานเอง ร้อย ละ 92.3 รองลงมาคือ ท่านหยุดยาเองเมื่อรู้ว่าระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ร้อยละ 88.0 ทัศนคติ ทัศนคติเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง พบว่า ส่วนมากผู้ป่วยโรค ความดันโลหิตสูงมีทัศนคติอยู่ในระดับดี ร้อยละ 54.5 รองลงมามีทัศนคติอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 45.5 สรุปได้ว่าผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงสามารถปฏิบัติตัวได้อย่างเคร่งครัดใส่ใจดูแลสุขภาพตนเอง ทัศนคติเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวาน พบว่า ส่วนมากผู้ป่วย โรคเบาหวานมี ทัศนคติอยู่ในระดับดี ร้อยละ 64.0 รองลงมามีทัศนคติอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 36.0 เมื่อพิจารณา พบว่า ข้อที่ตอบเห็นด้วยอย่างยิ่งมากที่สุดคือ ท่านคิดว่าผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง-โรคเบาหวาน ควร ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและไม่หักโหม ร้อยละ 68.7 รองลงมาคือ ท่านคิดว่าผู้ป่วยโรคความดัน โลหิตสูง-โรคเบาหวานควรหมั่นดูแลรักษาเท้าเป็นพิเศษ ร้อยละ 64.0 ข้อที่ตอบไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง มากที่สุดคือ ท่านคิดว่าผู้ป่วยโรคเบาหวาน ที่มีตุ่มพองหรือบาดแผลควรหายาหรือสมุนไพรมารักษา ร้อยละ 28.0 รองลงมาคือ ท่านเชื่อว่าตนเองสามารถควบคุมหรือจัดการผลกระทบของการเจ็บป่วยที่เกิด จากโรคความดันโลหิตสูง-โรคเบาหวานที่ส่งผลต่อตัวท่านเองได้ ร้อยละ 20.0 ทัศนคติเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของประชากรกลุ่มเสี่ยง อายุ 35 ปี ขึ้นไป จากการศึกษาทัศนคติของประชากรกลุ่มเสี่ยง อายุ 35 ปี ขึ้นไป พบว่า ส่วนมากประชากร กลุ่มเสี่ยง อายุ 35 ปี ขึ้นไป มีทัศนคติอยู่ในระดับดี ร้อยละ 54.7 รองลงมามีทัศนคติอยู่ในระดับปาน กลาง ร้อยละ 43.4 และมีทัศนคติอยู่ในระดับต่ำ ร้อยละ 1.9 เมื่อแยกเป็นรายข้อพบว่า ข้อที่ตอบเห็น ด้วยอย่างยิ่งมากที่สุดคือ ท่านคิดว่าผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง-โรคเบาหวานควรเลิกสูบบุหรี่เพื่อเป็น การรักษาสุขภาพ ร้อยละ 69.8 รองลงมาคือท่านเชื่อในการรักษาพยาบาลที่ได้รับว่าจะช่วยให้อาการ เจ็บป่วยของตนเองดีขึ้น ร้อยละ 67.9 ข้อที่ตอบไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งมากที่สุดคือ ท่านคิดว่าผู้ป่วย โรคเบาหวาน ที่มีตุ่มพองหรือบาดแผลควรหายาหรือสมุนไพรมารักษา ร้อยละ 11.3 รองลงมาคือ ท่าน เชื่อว่าการมีสุขภาพดีได้นั้นเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ร้อยละ 5.7 ศักยภาพของชุมชน ประชากรกลุ่มเสี่ยงที่มีอายุ 35 ปี ศักยภาพของชุมชนในการดูแลสุขภาพโดยองค์รวม ศูนย์สาธารณสุขมูลฐานชุมชน (ศสมช.) ซึ่งมีหมู่บ้านละ 1 แห่ง เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ ชาวบ้านไปใช้บริการเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย หรือการตรวจหาโรคเบาหวาน ตรวจเช็คร่างกาย ความดันโลหิตสูงโดยมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านให้คำปรึกษาดูแล โดยมีองค์ความรู้ที่ผ่าน การอบรมจากทางโรงพยาบาลแล้ว เป็นผู้ดูแลให้บริการแก่คนในหมู่บ้านสามารถส่งต่อโรงพยาบาลชุม พวง ซึ่งเป็นสถานบริการทางด้านสาธารณสุขหลัก ซึ่งเป็นสถานบริการทางด้านสาธารณสุขที่ประชากร ส่วนใหญ่ให้ความไว้วางใจเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วย แต่ชาวบ้านบางกลุ่มที่ค่อนข้างมีฐานะจะไปรับ บริการที่โรงพยาบาลเอกชนที่ อำเภอพิมาย และอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ในชุมชนจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกในการออกกำลังกายภายในชุมชนคือ ปรับปรุงลานกีฬา หรือสถานที่ออกกำลังกายในชุมชน จัดหาเครื่องเสียงสำหรับออกกำลังกายเป็นกลุ่มและ สนับสนุนการ ตั้งกลุ่มชมรมที่เกี่ยวกับสุขภาพขึ้นในชุมชน ชุมชนมีองค์ความรู้ในการใช้สมุนไพรในการรักษาโรคเบาหวานความดันโลหิตสูง ลูกมะตูมอ่อนตากแห้ง และรากทับทิมตากแห้งส่วนประกอบรากทับทิมตากแห้งประมาณ 2-3 วัน ลูกมะตูมอ่อน ตากแห้ง 2-3 วัน วิธีทำ นำรากทับทิม 3-4 ราก และ ลูกมะตูมแห้ง 1 ลูก หั่นเป็นชิ้นบางๆ ต้มในน้ำเดือด ประมาณ 30 นาที จะได้น้ำสีแดง มีกลิ่นหอมมะตูมอ่อน รสชาติเฝื่อนเล็กน้อย ไม่หวาน วิธีรับประทาน ผู้ป่วย ดื่มน้ำต้ม 2 เวลา หลังอาหาร เช้าและเย็น ครั้งละ 1 ถ้วย การรับประทานต่อเนื่อง ทำให้สามารถลดภาวการณ์เกิดโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงได้ สรรพคุณ รับประทานที่ต่อเนื่องทำให้สามารถลดเพิ่มเบาหวาน ความดันโลหิตสูงได้โครงการวิจัยเพื่อ ท้องถิ่นได้ ที่นำเสนอผู้ทดลองรับประทานสมุนไพรควบคู่กับยาตามที่หมอสั่ง) แนวทางที่ 2 การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเบาหวานความดันอย่างเคร่งครัดในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องการรักษา บำบัดตนเองอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องดังนี้ ร้านขายยา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ชาวบ้านนึกถึงเมื่อมีอาการเจ็บป่วย และนอกจากนี้ชาวบ้าน บางกลุ่มยังมีการใช้สมุนไพรรักษาโรคบางอย่างและยังมีความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ในการรักษาโรค เมื่อ มีคนในหมู่บ้านเจ็บป่วยก็จะเป็นที่รู้กันทั้งหมู่บ้านและติดตามเยี่ยมอาการถึงโรงพยาบาล มีการ ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็นอย่างดีในหมู่บ้านดูแลกันตั้งแต่เจ็บป่วยจนกระทั่งว่ามีการเสียชีวิตเกิดขึ้นก็ให้ ความช่วยเหลือกันถือได้ว่าให้การช่วยเหลือกันทั้งทางด้านกาย จิต สังคม วิญญาณ เลยก็ว่าได้ กระบวนการดำเนินการป้องกันภาวะคุกคามจากโรคเรื้อรังของชุมชน ชาวบ้านกลุ่มเสี่ยงที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ทั้ง 5 หมู่บ้านในเขตการปกครองของ องค์การ บริหารส่วนตำบลชุมพวง ได้รับการรณรงค์ตรวจคัดกรองการเกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านร่วมกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลชุมพวงทุกปีและได้รับการขึ้น ทะเบียนเป็นผู้ป่วยความดันโลหิตสูง หรือผู้ป่วยโรคเบาหวาน เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคจริงๆ และได้รับ การรักษาอย่างต่อเนื่องที่โรงพยาบาลชุมพวง รวมทั้งการได้รับการติดตามเยี่ยมบ้านจากพยาบาลประจำ หมู่บ้าน และเป็นผู้นำในการทำกิจกรรมออกกำลังกายเพื่อการรักษาและป้องกันโรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน ทั้ง 5 หมู่บ้าน ศักยภาพของ องค์การบริหารส่วนตำบลชุมพวง การดูแลเรื่องสุขภาพของประชาชน พบว่า องค์การบิหารส่วนตำบลชุมพวง ยังไม่มีแผน โครงการที่เป็นแนวทางการป้องกันการคุกคามจากโรคเรื้อรังโดยตรง แต่จะมีแผนโดยอ้อม เช่น การ ส่งเสริมการออกกำลังกายในชุมชน ซึ่งมีการจัดเป็นช่วง ๆ ร่วมกับโรงพยาบาลชุมพวงเท่านั้นในเรื่อง ความตระหนักถึงความสำคัญในการส่งเสริมป้องกันโรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวานผู้บริหาร และคณะยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนั้นสถานการณ์ในการดูแลสุขภาพภาคประชาชนในทุก เรื่อง ขึ้นอยู่กับทางโรงพยาบาลชุมพวงที่เสนอเข้าแผนงานขององค์การบริหารส่วนตำบลชุมพวง ศักยภาพโรงพยาบาลชุมพวง เป็นหน่วยงานที่ให้การดูแลทั้งในเรื่องการส่งเสริม ป้องกัน รักษาและฟื้นฟูโรคเรื้อรังในชุมชน งานส่งเสริม ป้องกัน โดยมีแผนยุทธศาสตร์ของโรงพยาบาลคือโครงการหลอดเลือดดี รณรงค์ตรวจคัด กรองโรคความดันโลหิตสูงโรคเบาหวาน ในกลุ่มเสี่ยงอายุ 35 ปีขึ้นไปทั้ง 5 หมู่บ้าน จัดกิจกรรมออก กำลังกาย แบบรำไม้พลอง ชี่กง สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ในหมู่บ้าน งานรักษาในโรงพยาบาล พบว่า ให้การรักษาทั้งที่โรงพยาบาลโดยมีคลินิกตรวจโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ประจำเดือนหรือบางรายนัดรับการตรวจทุกอาทิตย์แล้วแต่ความหนักเบา ว่าแต่ ละรายมีรายละเอียดและความถี่ในการนัดแตกต่างกัน งานฟื้นฟูสมรรถภาพ พบว่า ให้บริการเยี่ยมบ้านเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยที่เกิดจากสาเหตุ โรคความดันโลหิตสูงหรือโรคเบาหวาน ที่เป็นผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต ที่เป็นผลจากโรคดังกล่าว โดย การออกหน่วยในพื้นที่ ร่วมฟื้นฟูมรรถภาพผู้ป่วยเป็นทีมสหวิชาชีพ ซึ่งประกอบด้วย แพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด นักจิตวิทยา และ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน |
| บรรณานุกรม | : |
เพ็ญภักดิ์ ผดุงจิต . (2556). แนวทางส่งเสริมป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ในกลุ่มประชากรที่มีอายุ 35 ปี ขึ้นไปเพื่อลดภาวะการเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต โดยชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. เพ็ญภักดิ์ ผดุงจิต . 2556. "แนวทางส่งเสริมป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ในกลุ่มประชากรที่มีอายุ 35 ปี ขึ้นไปเพื่อลดภาวะการเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต โดยชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. เพ็ญภักดิ์ ผดุงจิต . "แนวทางส่งเสริมป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ในกลุ่มประชากรที่มีอายุ 35 ปี ขึ้นไปเพื่อลดภาวะการเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต โดยชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2556. Print. เพ็ญภักดิ์ ผดุงจิต . แนวทางส่งเสริมป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ในกลุ่มประชากรที่มีอายุ 35 ปี ขึ้นไปเพื่อลดภาวะการเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต โดยชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2556.
|
