ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

แนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของชุมชนบ้านโนนศาลา ตำบลสำโรง อำเภอโพธิ์ไทร จังวัดอุบลราชธานี

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : แนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของชุมชนบ้านโนนศาลา ตำบลสำโรง อำเภอโพธิ์ไทร จังวัดอุบลราชธานี
นักวิจัย : สมัย เหล่ามา
คำค้น : การจัดการแหล่งน้ำ
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2554
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG51E0017 , http://research.trf.or.th/node/7148
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

โครงการวิจัยแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของชุมชนบ้านโนนศาลา ตำบล สำโรง อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อ ศึกษาระบบนิเวศน์ สภาพพื้นที่ และศักยภาพของพื้นที่ที่มีความสำคัญกับแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค เพื่อ ศึกษาแหล่งน้ำและศักยภาพของแหล่งน้ำที่มีอยู่ของชุมชน เพื่อศึกษาปริมาณการใช้น้ำในการอุปโภคบริโภคของ ชาวบ้าน และเพื่อหาแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภคที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์และเหมาะสม กับสภาพพื้นที่และวิถีชีวิตของชาวบ้านโนนศาลา โดยวิธีการศึกษาประกอบไปด้วย การจัดเวทีชุมชน การศึกษา และเก็บรวบรวมข้อมูลโดย ศึกษาจากเอกสารในชุมชน หนังสือ วารสาร บทความ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การ สัมภาษณ์เชิงลึกโดยใช้แบบสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้สูงอายุ และบุคคลที่สำคัญในครัวเรือน ที่เข้าร่วมทดลอง การสำรวจสภาพภูมิศาสตร์ ปริมาณและแหล่งน้ำ การศึกษาดูงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การทดลองรูปแบบที่ค้นพบจากการวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกันในชุมชน การเก็บรวบรวมข้อมูลและสรุป ประเมินผลเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง จากผลการวิจัยพบว่า ชุมชนบ้านโนนศาลามีสภาพพื้นที่เป็นที่ราบสูงหรือที่ดอนลักษณะรูปร่างคล้าย กะทะคว่ำ มีภูเขาล้อมรอบ พื้นที่ป่าชุมชน 2,125ไร่ พื้นที่อยู่อาศัย 100 ไร่ พื้นที่การเกษตร 902 ไร่ ประชากรใน หมู่บ้าน 87 ครัวเรือน จำนวน 464 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพหลักคือการทำนาปี อาชีพรองคือปลูกมัน สำปะหลัง สวนยางพารา และรับจ้าง ชาวบ้านยังมีความเชื่อด้านไสยศาสตร์ ปฏิบัติตามวัฒนธรรมประเพณี ด้าน องค์ความรู้ยังมีการสืบทอดรุ่นต่อรุ่น แหล่งน้ำของชุมชนแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1)แหล่งน้ำที่เกิดจาก การพัฒนา ประกอบด้วย ประปา บ่อบาดาล บ่อน้ำตื้น 2)แหล่งน้ำธรรมชาติ ประกอบด้วย น้ำคำ ลำห้วยใหญ่ ลำห้วยไร่ การสำรวจข้อมูลปริมาณน้ำของชุมชนทั้งสองประเภทรวมทั้งสิ้น 46,042,139 ลิตร (สี่สิบหกล้านสี่ หมื่นสองพันหนึ่งร้อยสามสิบเก้าลิตร) แยกเป็นปริมาณน้ำที่สามารถสูบจากแหล่งน้ำที่เกิดจากการพัฒนาโดยไม่ รวมแหล่งน้ำตามธรรมชาติทั้งสิ้น 42,139 ลิตร/วัน (สี่หมื่นสองพันหนึ่งร้อยสามสิบเก้าลิตร) การใช้น้ำอุปโภคบริโภคของ ชุมชน ในรอบปี เท่ากับ 11,178,125 ลิตร สภาพปัญหาเรื่องทรัพยากรน้ำของชุมชน ได้แก่ 1)น้ำดื่มไม่พอใช้ ตลอดปี 2)แหล่งน้ำบาดาลชำรุดเนื่องจากการใช้ประโยชน์เกินกำลัง 3)น้ำประปาไม่พอใช้ตลอดปี 4)ลำห้วย แห้งขอดตื้นเขิน การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการเชื่อมโยงกับสภาพพื้นที่ บริบทชุมชน ศักยภาพแหล่งน้ำ และ ปริมาณน้ำในชุมชน พบว่าปัญหาที่สร้างผลกระทบต่อชุมชนบ้านโนนศาลา คือ 1.การขาดสำนึกร่วมของคนใน ชุมชนในการดูแลช่วยเหลือและรับผิดชอบร่วมกันในสังคม 2.ขาดวิธีการจัดการน้ำที่เหมาะสมกับบริบทของ ชุมชน 3.ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรมจากภัยธรรมชาติและคนในชุมชนเอง 4.ขาดการนำศักยภาพของคนและ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่มีอยู่อย่างกระจัดกระจายมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน จากการข้อมูลในเบื้องต้นยังผลต่อการกำหนดแนวทางปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมของชุมชน พร้อมทั้ง การร่วมกันทดลองตามแนวทางปฏิบัติการ ทำให้เกิดผลดังนี้คือ คือ 1. การสร้างสำนึกร่วมในการบริหารจัดการ น้ำของคนในชุมชน โดย 1)จัดกิจกรรมผู้เฒ่าเล่าเรื่องภูมิปัญญาในการค้นหาแหล่งน้ำและวิธีการจัดการน้ำในอดีต ให้คนในชุมชนและเยาวชนได้เรียนรู้ 2)การรณรงค์ไห้ชาวบ้านประหยัดน้ำทางหอกระจ่ายข่าวและที่ประชุมทุกเดือน 3)สร้างกฎกติกาในการใช้น้ำแบบมีส่วนร่วมของชุมชน ผลจากการดำเนินงานตามแผน คือ ชุมชนสามารถ ลดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อน้ำในช่วงฤดูกาลขาดแคลนน้ำได้ และจากกระบวนการรณรงค์และสร้างจิตสำนึกการ ใช้น้ำของชุมชน ทำให้ปริมาณการใช้น้ำประปาของชุมชนลดลง 2. การเพิ่มปริมาณบ่อบาดาลขนาดเล็กที่ เหมาะสมในระดับครัวเรือน โดยสมาชิกในชุมชนเสียสละส่วนตนเพื่อส่วนรวมขุดเจาะบ่อบาดาลขนาดเล็กใช้ใน ระดับครัวเรือนเพื่อลดการใช้น้ำจากบ่อสาธารณะ ผลจากการดำเนินงานตามแผน คือ ทำให้ชุมชนสามารถมีน้ำ ใช้อย่างเพียงพอต่อไป 3. การจัดการระบบน้ำใต้ดินที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ( เขื่อนใต้ดิน ) โดยการซ่อมแซม บ่อบาดาลเก่าและขุดเพิ่มใหม่ แล้วต่อท่อส่งน้ำขึ้นสู่ถังประปาหมู่บ้านแล้วปล่อยน้ำประปาเข้าสู่ครัวเรือนโดย การแบ่งเวลาการปล่อยน้ำจุดละ 6 เดือน ผลจากการดำเนินงานตามแผน คือ การดำเนินการทดลองน้ำใต้ดิน ปรากฏว่าชาวบ้านได้ใช้น้ำในการอุปโภคและบริโภคตลอดทั้งปีและเพียงพอต่อความต้องการของชุมชน 4. การ เพิ่มปริมาณน้ำผิวดินโดยการขุดลอกคลอง ผลจากการดำเนินงานตามแผน คือ ชุมชนสามารถนำน้ำในลำห้วย ไร่มาใช้ในการทำการเกษตรในฤดูแล้ง กล่าวคือ ถ้าหากฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ชุมชนที่อยู่ใกล้ลำห้วยไร่ สามารถใช้เครื่องสูบน้ำเพื่อทำการเกษตร ทำนา ทำสวนได้ ปลูกพืชผักสวนครัวได้ ชุมชนได้หาอาหารจากลำ ห้วยไร่มาประกอบอาหารได้ เพราะว่าปริมาณน้ำที่มีมาก ปู ปลาก็มีจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในลำห้วยไร่มา ประกอบอาหารได้ โดยที่ชุมชนไม่ต้องหาซื้ออาหารมาจากตลาด ในอนาคตข้างหน้าถ้าหากว่าประชากรมีมาก น้ำประปาไม่เพียงพอคาดว่าจะพัฒนาลำห้วยไร่แห่งนี้เป็นน้ำประปาชุมชนได้แน่นอน 5. การฟื้นฟู ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยปลูกต้นไม้เพื่อคืนของเก่าและเพิ่มของใหม่มาทดแทนในสิ่งที่ถูกทำลาย กับการขุดลอกคลอง ผลจากการดำเนินงานตามแผน คือ จากการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมปลูก ต้นไม้เพื่อคืนของเก่าและเพิ่มของใหม่มาทดแทนในสิ่งที่ถูกทำลายกับการขุดลอกคลอง ทีมวิจัยก็ได้มีการจด บันทึกในการปลูกป่า มีการสำรวจทุกๆ 3 เดือนจนทุกวันนี้ป่าหรือพืชพรรณธัญหารที่ชาวบ้านปลูกไว้นั้น เดี่ยวนี้ ชาวบ้านได้หาอาหารจากแหล่งลำห้วยไร่นี้มาตลอด เช่น ผักหนาม หญ้าแฝกโดยที่ชาวบ้านได้นำหญ้าแฝกมาใช้ ในการมุงหลังคาบ้าน__

บรรณานุกรม :
สมัย เหล่ามา . (2554). แนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของชุมชนบ้านโนนศาลา ตำบลสำโรง อำเภอโพธิ์ไทร จังวัดอุบลราชธานี.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สมัย เหล่ามา . 2554. "แนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของชุมชนบ้านโนนศาลา ตำบลสำโรง อำเภอโพธิ์ไทร จังวัดอุบลราชธานี".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สมัย เหล่ามา . "แนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของชุมชนบ้านโนนศาลา ตำบลสำโรง อำเภอโพธิ์ไทร จังวัดอุบลราชธานี."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2554. Print.
สมัย เหล่ามา . แนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของชุมชนบ้านโนนศาลา ตำบลสำโรง อำเภอโพธิ์ไทร จังวัดอุบลราชธานี. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2554.