ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การสังเคราะห์ การพิสูจน์โครงสร้าง และการศึกษาความจำเพาะเจาะจงของไอโอโนฟอร์ชนิดใหม่ที่เป็นอนุพันธ์ของคาลิกซ์[4] สำหรับการพัฒนาเมมเบรนอิเล็กโทรดที่มีความจำเพาะเจาะจงสำหรับการตรวจวัดไอออนของแคดเมียม (II)

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การสังเคราะห์ การพิสูจน์โครงสร้าง และการศึกษาความจำเพาะเจาะจงของไอโอโนฟอร์ชนิดใหม่ที่เป็นอนุพันธ์ของคาลิกซ์[4] สำหรับการพัฒนาเมมเบรนอิเล็กโทรดที่มีความจำเพาะเจาะจงสำหรับการตรวจวัดไอออนของแคดเมียม (II)
นักวิจัย : จอมใจ สุกใส
คำค้น : Indicator displacement assay , Ion selective electrode , Ionophore , Pyrophosphate anion , เทคนิคการถูกแทนที่ของอินดิเคเตอร์ , เมมเบรนอิเล็กโทรดสำหรับการตรวจวัดไอออน , ไพโรฟอสเฟตแอนไอออน , ไอโอโนฟอร์
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2555
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=MRG5380064 , http://research.trf.or.th/node/6569
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

ได้มีการสังเคราะห์ไอโอโนฟอร์ที่เป็นอนุพันธ์ของ p-tert-butylcalix[4]arene ที่มีหมู่ไทรพอดเอมีน (TPA) เป็นองค์ประกอบภายในโมเลกุล (L2-L4) เพื่อนำมาเตรียมเป็นอิเล็กโทรดที่มีความจำเพาะเจาะจงต่อการตรวจวัดไอออนแคดเมียม (II) โดยทำการหาสภาวะการทดลองที่เหมาะสมในการเตรียมเมมเบรน จากการศึกษาพบว่าความจำเพาะเจาะจงในการตรวจวัดไอออนแคดเมียม (II) มีความสัมพันธ์กับโครงสร้างของไอโอโนฟอร์ที่ใช้เตรียม โดยที่พบว่าเมมเบรนอิเล็กโทรดที่เตรียมจากไอโอโนฟอร์ L4 มีความจำเพาะเจาะจงในการตรวจวัดมากที่สุด เนื่องจากมีค่า Nernstian response ในการตรวจวัดไอออนแคดเมียม (II) เท่ากับ 29.4  0.6 mV decade-1 สามารถตรวจวัดได้ในช่วงของค่า pH 6.0 – 9.0 ความเข้มข้นของไอออนแคดเมียม (II) ที่สามารถตรวจวัดได้อยู่ในช่วง 1.6 × 10-6–1.0 × 10-2 M และมีอายุการใช้งาน 1 สัปดาห์ นอกจากนี้แล้วยังนำอิเล็กโทรดที่เตรียมได้มาใช้ในการตรวจวัดไอออนแคดเมียม (II) ที่ได้จากปฏิกิริยาออกซิเดชันของ CdS quantum dot และตรวจวัดไอออนแคดเมียม (II) ในน้ำทิ้ง ได้มีการสังเคราะห์สารประกอบโคออร์ดิเนชันชนิดโมโนนิวเคลียร์และไดนิวเคลียร์ของคอปเปอร์ (II) กับลิแกนด์ที่เป็นอนุพันธ์ของ p-tert-butylcalix[4]arene (CuL2 และ Cu2L4) เพื่อนำมาใช้เป็นตัวตรวจวัดแอนไอออนด้วยเทคนิคการถูกแทนที่ของอินดิเคเตอร์และใช้อินดิเคเตอร์ pyrocatechol violet หรือ PV เป็นหน่วยให้สัญญาณ โดยใช้สารละลายผสมของ 80/20 (%v/v) MeCN/H2O ในบัฟเฟอร์ HEPES ความเข้มข้น 10 mM ที่ pH 6.4 เป็นตัวทำละลาย จากการศึกษาพบว่ามีเพียงสารประกอบ Cu2L4 เท่านั้นมีความจำเพาะเจาะจงในการตรวจวัดโรฟอสเฟตแอนไอออนได้เป้นอย่างดี ทั้งนี้เนื่องจากสารประกอบ Cu2L4 มีช่องว่างระหว่างไอออนของ Cu2+- Cu2+ ที่เหมาะสมในการเกิดพันธะโคออร์ดิเนตโควาเลนต์กับแอนไอออนมากกว่าสารประกอบ CuL2 นอกจากนี้แล้วโครงสร้างที่แข็งแรงของคาลิกซ์[4]แอรีนประกอบกับความเกะกะของหมู่ไทรพอดเอมีนทั้ง 2 หมู่ที่อยู่ในโครงสร้างของสารประกอบ Cu2L4 ยังเป็นส่วนที่สำคัญในการควบคุมระยะห่างระหว่างไอออนของ Cu2+- Cu2+ Fabrication of PVC membrane electrodes incorporating selective neutral carriers for Cd2+ was reported. The ionophores were designed to have different topologies, donor atoms and lipophilicity by attaching tripodal amine (TPA) units to the lipophilic anthracene (ionophore L1) and p-tert-butylcalix[4]arene (ionophores L2, L3 and L4). The synthesized ionophores were incorporated to the plasticized PVC membranes to prepare Cd(II) ion selective electrodes (ISEs). The membrane electrodes were optimized by changing types and amounts of ionic sites and plasticizers. The selectivity of the membranes fabricated from the synthesized ionophores was evaluated, the relationship between structures of ionophores and membrane characteristics were explored. The ionophore L4 which composed of two opposites TPA units on the calix[4]arene compartment showed the best selectivity toward Cd2+. The Cd-ISE fabricated from ionophore L4 exhibited good properties with a Nernstian response of 29.4  0.6 mV decade-1 of activity for Cd2+ ions and a working concentration range of 1.6 × 10-6–1.0 × 10-2 M. The sensor has a fast response time of 10 s and can be used for at least 1 week without any divergence in potential. The electrode can be used in the pH range of 6.0–9.0. The proposed electrodes using ionophores L3 and L4 were employed as a probe for determining Cd2+ from the oxidation of CdS QDs solution and the real treatment waste water sample with excellent results. Mono- and dinuclear Cu(II) complexes of p-tert-butylcalix[4]arene (CuL2 and Cu2L4, respectively) were synthesized, and their anion recognition abilities were explored. Recognition is efficiently signaled through the displacement of pyrocatechol violet bound to the receptor. For Cu2L4, recognition selectivity is ascribed to the tuning of the distance between donor atoms of anion guests and their ability to encompass the Cu2+- Cu2+ distance within the cleft of Cu2L4. In addition, the preorganization of calix[4]arene in the cone conformation and steric hindrance of two bulky tripodal amine moieties are important factors in controlling the Cu2+- Cu2+ distance. These factors caused Cu2L4 to recognize pyrophosphate selectively with respect to other inorganic anions in 80/20 (%v/v) MeCN/H2O solution buffered with 10 mM HEPES at pH 6.4.

บรรณานุกรม :
จอมใจ สุกใส . (2555). การสังเคราะห์ การพิสูจน์โครงสร้าง และการศึกษาความจำเพาะเจาะจงของไอโอโนฟอร์ชนิดใหม่ที่เป็นอนุพันธ์ของคาลิกซ์[4] สำหรับการพัฒนาเมมเบรนอิเล็กโทรดที่มีความจำเพาะเจาะจงสำหรับการตรวจวัดไอออนของแคดเมียม (II).
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
จอมใจ สุกใส . 2555. "การสังเคราะห์ การพิสูจน์โครงสร้าง และการศึกษาความจำเพาะเจาะจงของไอโอโนฟอร์ชนิดใหม่ที่เป็นอนุพันธ์ของคาลิกซ์[4] สำหรับการพัฒนาเมมเบรนอิเล็กโทรดที่มีความจำเพาะเจาะจงสำหรับการตรวจวัดไอออนของแคดเมียม (II)".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
จอมใจ สุกใส . "การสังเคราะห์ การพิสูจน์โครงสร้าง และการศึกษาความจำเพาะเจาะจงของไอโอโนฟอร์ชนิดใหม่ที่เป็นอนุพันธ์ของคาลิกซ์[4] สำหรับการพัฒนาเมมเบรนอิเล็กโทรดที่มีความจำเพาะเจาะจงสำหรับการตรวจวัดไอออนของแคดเมียม (II)."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2555. Print.
จอมใจ สุกใส . การสังเคราะห์ การพิสูจน์โครงสร้าง และการศึกษาความจำเพาะเจาะจงของไอโอโนฟอร์ชนิดใหม่ที่เป็นอนุพันธ์ของคาลิกซ์[4] สำหรับการพัฒนาเมมเบรนอิเล็กโทรดที่มีความจำเพาะเจาะจงสำหรับการตรวจวัดไอออนของแคดเมียม (II). กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2555.