| ชื่อเรื่อง | : | การใช้สับปะรดเป็นตัวชี้วัดความเป็นพิษของโครเมียมและตะกั่วที่ปนเปื้อนในดิน |
| นักวิจัย | : | สุภาพร แป้งทา |
| คำค้น | : | ดิน , โครเมียม , ตะกั่ว , สับปะรด |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | พันธวัศ สัมพันธ์พานิช , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย |
| ปีพิมพ์ | : | 2552 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/16950 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (วท.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2552 การศึกษาการใช้สับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย (Ananas comosus (L.) Merr.) เป็นตัวชี้วัดความเป็นพิษของโครเมียม และตะกั่วที่ปนเปื้อนในดิน โดยทำการทดลองเบื้องต้นเพื่อศึกษาความเข้มข้นที่เหมาะสมของโครเมียม และตะกั่วต่อการแสดงอาการของสับปะรดที่ระดับความเข้มข้น 10 ระดับได้แก่ 100, 200, 400, 600, 800, 1,000, 1,500, 2,000, 2,500 และ 3,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม พบว่า สับปะรดแสดงความเป็นพิษที่ระดับความเข้มข้นของโครเมียม 1,500 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และที่ระดับความเข้มข้นของตะกั่ว 2,500 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ดังนั้นจึงนำมาทดลองในขั้นตอนต่อไป ซึ่งมีการใส่สารโครเมียม และตะกั่วโดยแยกชุดการทดลองกันที่ระดับความเข้มข้น 1,500 และ 2,500 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เมื่อสับปะรดอายุได้ 30, 60, 90, 120, 150 และ 180 วัน และมีระยะเวลาของการเก็บเกี่ยวทุกๆ 30 วันหลังจากใส่สารละลายมีการบันทึกการเจริญเติบโต และการแสดงความเป็นพิษของพืช และทำการเก็บตัวอย่างดิน และสับปะรดแยกเป็นส่วนเหนือดิน (ลำต้นเหนือดิน และใบ) และส่วนใต้ดิน (ลำต้นใต้ดิน และราก) และทำการวิเคราะห์ปริมาณโครเมียม และตะกั่วในสับปะรด และดินปนเปื้อน ผลการทดลอง พบว่า โครเมียม และตะกั่วมีผลต่อการเจริญเติบโตของสับปะรด ที่ระยะเวลา 180 วันของการทดลองโดยทำให้สับปะรดชะงักการเจริญเติบโตมากที่สุด ทั้งนี้ชุดควบคุมมีน้ำหนักแห้งในส่วนเหนือดิน และส่วนใต้ดินเท่ากับ 56.46 และ 24.57 กรัม ตามลำดับ ส่วนชุดการทดลองที่ใส่โครเมียมมีน้ำหนักแห้งในส่วนเหนือดิน และส่วนใต้ดินเท่ากับ 41.64 และ 14.71 กรัม ตามลำดับ และชุดการทดลองที่ใส่ตะกั่วมีน้ำหนักแห้งในส่วนเหนือดิน และส่วนใต้ดินเท่ากับ 43.20 และ 14.73 กรัม ตามลำดับ การศึกษาปริมาณโครเมียม และตะกั่วที่สะสมในพืช พบว่า ปริมาณการสะสมโลหะทั้งสองชนิดในสับปะรดเพิ่มขึ้นเมื่อระยะเวลาของการทดลองเพิ่มขึ้น และสับปะรดสามารถสะสมโลหะทั้งสองชนิดได้มากที่สุดในส่วนใต้ดินที่ระยะเวลา 180 วันของการทดลอง โดยปริมาณโครเมียม และตะกั่วที่สะสมในพืชมีค่าเท่ากับ 7,356.67 และ 6,177.00 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ และที่ระยะเวลา 180 วันของการทดลอง พบว่า โครเมียม และตะกั่วมีผลกระทบต่อการแสดงความเป็นพิษของสับปะรดสูงสุดตามเกณฑ์การให้คะแนนความเป็นพิษมีค่าเท่ากับ 88.78 และ 23.73 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าโครเมียมมีความเป็นพิษต่อสับปะรดมากกว่าตะกั่ว ซึ่งโครเมียมทำให้ใบตาย ขณะที่ตะกั่วทำให้ใบเหลือง นอกจากนี้ การแสดงความเป็นพิษของโลหะหนักทั้งสองชนิดเพิ่มขึ้นเมื่ออายุของสับปะรดเพิ่มขึ้นด้วย |
| บรรณานุกรม | : |
สุภาพร แป้งทา . (2552). การใช้สับปะรดเป็นตัวชี้วัดความเป็นพิษของโครเมียมและตะกั่วที่ปนเปื้อนในดิน.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สุภาพร แป้งทา . 2552. "การใช้สับปะรดเป็นตัวชี้วัดความเป็นพิษของโครเมียมและตะกั่วที่ปนเปื้อนในดิน".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สุภาพร แป้งทา . "การใช้สับปะรดเป็นตัวชี้วัดความเป็นพิษของโครเมียมและตะกั่วที่ปนเปื้อนในดิน."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2552. Print. สุภาพร แป้งทา . การใช้สับปะรดเป็นตัวชี้วัดความเป็นพิษของโครเมียมและตะกั่วที่ปนเปื้อนในดิน. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2552.
|
