| ชื่อเรื่อง | : | แนวคิดการสร้างสรรค์ระบำจากข้อมูลศิลปกรรมขอมโบราณ |
| นักวิจัย | : | ภูริตา เรืองจิรยศ |
| คำค้น | : | ระบำ , ระบำลพบุรี , ศิลปกรรมขอม , ศิลปกรรม , การสร้างสรรค์ (วรรณกรรม ศิลปกรรม ฯลฯ) |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | วิชชุตา วุธาทิตย์ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะศิลปกรรมศาสตร์ |
| ปีพิมพ์ | : | 2551 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/16910 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2551 วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาประวัติความเป็นมา และแนวคิดการสร้างสรรค์ระบำจากข้อมูลศิลปกรรมขอมโบราณ ระหว่าง พ.ศ. 2510 – 2551 โดยใช้ “ระบำลพบุรี” ที่บรรจุอยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอน ของวิทยาลัยนาฏศิลป กรมศิลปากร เป็นกรณีศึกษา และใช้วิธีการศึกษาโดยการค้นคว้าข้อมูลประวัติศาสตร์ หลักฐาน ทางโบราณคดี การสัมภาษณ์ ชมวิดีทัศน์ และการฝึกปฏิบัติกับผู้เชี่ยวชาญ ผลการศึกษา พบว่า ระบำ เป็นการแสดงที่ใช้ผู้แสดงตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ผู้แสดงจะรำในบทตัวพระหรือบทตัวนางตามแต่เนื้อหาของระบำ โดยรำไปตามบทร้องหรือดนตรีที่บรรเลงประกอบ เน้นความพร้อมเพรียงของผู้แสดง มีการแปรแถว และแต่งกายเหมือนกัน ระบำที่สร้างสรรค์ขึ้นในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2510 มักเป็นการฟ้อนรำประกอบการแสดงโขน ละคร หรือระบำเฉพาะกิจ ตามแต่จุดประสงค์ของการแสดง ผู้แสดงแต่งกายยืนเครื่องตัวพระ – ตัวนาง เป็นนางฟ้า เทวดา จนกระทั่ง ปี พ.ศ. 2510 เป็นต้นมา มีการสร้างสรรค์ระบำขึ้นจากข้อมูลศิลปกรรมขอมโบราณโดยสืบค้นข้อมูลประวัติศาสตร์ตามหลักฐานศิลปกรรมขอมโบราณ ประติมากรรม รูปปั้นลอยตัว และภาพจำหลักจากโบราณสถานต่างๆ แล้วปรุงแต่งตามจินตนาการ และประสบการณ์ของผู้สร้างสรรค์ ออกมาเป็นท่ารำต่างๆ ทำให้ภาพจำหลักหินกลายเป็นภาพเคลื่อนไหวเสมือนมีชีวิต เรียกระบำประเภทนี้ว่า “ระบำโบราณคดี” จากการศึกษาระบำลพบุรี ซึ่งเป็นระบำโบราณคดีที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้น ตามแนวคิดของอาจารย์ธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ที่ต้องการให้ประชาชนเกิดความเข้าใจ และตระหนักในคุณค่าความเป็นไทย จากหลักฐานทางโบราณคดี โดยนำเสนอในรูปแบบการแสดงนาฏยศิลป์ พบว่า การสร้างสรรค์ระบำชุดนี้มีคณะทำงานประกอบด้วย อาจารย์มนตรี ตราโมท อาจารย์ลมุล ยมะคุปต์ อาจารย์เฉลย ศุขะวณิช และอาจารย์สนิท ดิษฐพันธุ์ ซึ่งได้ศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี เรื่องราว ความเป็นมา ความเชื่อจากโบราณสถาน โบราณวัตถุต่างๆ ศึกษาภาพจำหลักเครื่องดนตรี – ภาพจำหลักนางอัปสรที่ปรากฎอยู่บนแผ่นหินในปราสาทขอม เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการสร้างสรรค์สำเนียงดนตรีให้มีกลิ่นอายตามยุคสมัยทางประวัติศาสตร์และสร้างสรรค์ท่ารำให้สอดคล้องกับดนตรี โดยจำลองท่าทางมาจากภาพจำหลักนางอัปสร เทวรูปสำริดสมัยลพบุรี และท่ารำพื้นฐานนาฏยศิลป์ไทย ประกอบเข้ากับความเชื่อ ศาสนา ประเพณี หลักการออกแบบสีและรูปแบบเครื่องแต่งกาย นำมาประยุกต์จนเกิดเอกลักษณ์ใหม่ ทำให้ระบำชุดนี้ มีลักษณะเด่น คือ 1) ท่าหลัก ใช้มือจีบและการตั้งวงหักศอกโดยยกมือขึ้นเหนือศรีษะ เน้นวงและเหลี่ยมของมือและแขน ส่วนขา ใช้การก้าวไปด้านข้างเป็นมุมเหลี่ยมซึ่งเลียนแบบมาจากภาพจำหลักบนแผ่นหินและเทวรูปสำริดของขอมโบราณ 2) ท่าเชื่อมในการเคลื่อนไหวร่างกายจากท่าหนึ่งสู่ท่าหนึ่ง ใช้ท่ารำพื้นฐานนาฏยศิลป์ไทยมาตกแต่งลวดลายอย่างพันทางขอม 3) แถวและการแปรแถว จำลองรูปแบบมาจากภาพจำหลักหิน เชื่อมโยงเป็นเรื่องราว เคลื่อนที่ตามองค์ประกอบทัศนศิลป์ 4) ดนตรี และเพลง สร้างเครื่องดนตรีขึ้นตามภาพจำหลัก ปรับประยุกต์ผสมกับวงเครื่องสาย ใช้หน้าทับเขมรในการบรรเลง 5) เครื่องแต่งกาย จำลองแบบมาจากภาพนางอัปสรที่ปรากฎอยู่บนแผ่นหิน กำหนดสีตามความเชื่อ คุณค่าของสี และทฤษฎีสี ระบำลพบุรี เป็นต้นแบบในสร้างสรรค์ระบำจากข้อมูลศิลปกรรมขอมโบราณที่มีแนวทางการสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ มีหลักการ และการอ้างอิงหลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างชัดเจน แนวคิดดังกล่าว ถือเป็นแนวทางนาฏยศิลป์เชิงสร้างสรรค์ ที่มีอิทธิพลในการสร้างสรรค์ระบำขอมโบราณแบบอื่นๆ ขึ้นอีก หลายชุด และมีแนวโน้มว่าจะมีการพัฒนาผลงานนาฏยประดิษฐ์สร้างสรรค์ต่อไปเรื่อยๆ โดยใช้กรอบแนวคิดเดียวกัน |
| บรรณานุกรม | : |
ภูริตา เรืองจิรยศ . (2551). แนวคิดการสร้างสรรค์ระบำจากข้อมูลศิลปกรรมขอมโบราณ.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ภูริตา เรืองจิรยศ . 2551. "แนวคิดการสร้างสรรค์ระบำจากข้อมูลศิลปกรรมขอมโบราณ".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ภูริตา เรืองจิรยศ . "แนวคิดการสร้างสรรค์ระบำจากข้อมูลศิลปกรรมขอมโบราณ."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2551. Print. ภูริตา เรืองจิรยศ . แนวคิดการสร้างสรรค์ระบำจากข้อมูลศิลปกรรมขอมโบราณ. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2551.
|
