ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การแช่แข็งรังไข่แมวด้วยวิธีวิทริฟิเคชั่น

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การแช่แข็งรังไข่แมวด้วยวิธีวิทริฟิเคชั่น
นักวิจัย : เกวลี ฉัตรดรงค์
คำค้น : Cryoprotectant , Feline , Immature oocyte , Ovarian tissue , สารป้องกันการแช่แข็ง , เนื้อเยื่อรังไข่ , แมว , โอโอไซต์ที่ยังไม่เจริญ
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2552
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=MRG5080312 , http://research.trf.or.th/node/6339
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การแช่แข็งเนื้อเยื่อรังไข่มีประสิทธิภาพในการรักษาเซลล์สืบพันธุ์ได้มากกว่าการแช่แข็งโอโอไซต์ที่เจริญแล้ว เพราะในเนื้อเยื่อรังไข่มีพรีแอนทรัลฟอลลิเคิลจำนวนมาก นอกจากนี้ยังเป็นการรักษาการทำงานของเซลล์สร้างสารเตรียรอยด์และเซลล์สืบพันธุ์อีกด้วย วิทริฟิเคชั่นเป็นวิธีการแช่แข็งที่ทำได้ง่ายและใช้เวลาน้อย จึงเหมาะที่จะใช้ในงานภาคสนาม การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบสารป้องกันการแช่แข็งแบบวิทริฟิเคชั่น โดยใช้ไดเมธิลซัลฟอกไซด์ หรือเอธิลีนไกลคอล ชนิดเดียว หรือสองชนิดร่วมกัน ประเมินจากเปอร์เซ็นต์การรอดชีวิตของโอโอไซต์ และจำนวนฟอลลิเคิลที่มีเซลล์แกรนูโลซ่าสมบูรณ์มากกว่าหรือเท่ากับ 90 เปอร์เซ็นต์ แบ่งการทดลองออกเป็น 3 ส่วน การทดลองที่ 1 ประเมินการมีชีวิตหลังการแช่แข็งและละลายทันที การทดลองที่ 2 ประเมินจากลักษณะจุลกายวิภาค การทดลองที่ 3 ประเมินการมีชีวิตหลังจากนำไปเลี้ยงนอกร่างกายต่อเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ผลการทดลองพบว่า การใช้ไดเมธิลซัลฟอกไซด์ร่วมกับเอธิลีนไกลคอลเป็นสารป้องกันการแช่แข็ง ทำให้เปอร์เซ็นต์ฟอลลิเคิลมีชีวิตหลังการละลายทันที และเปอร์เซ็นต์โอโอไซต์มีชีวิตหลังการเลี้ยงนอกร่างกาย 1 วัน มากกว่าการใช้สารป้องกันการแช่แข็งเพียงชนิดเดียว (61 และ 39.0 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ) (p < 0.05) อย่างไรก็ตาม ไม่พบความแตกต่างของลักษณะโอโอไซต์ที่ประเมินทางจุลกายวิภาค (p > 0.05) กล่าวโดยสรุป วิธีวิทริฟิเคชั่นใช้แช่แข็งเนื้อเยื่อรังไข่แมวได้ และไดเมธิลซัลฟอกไซด์ร่วมกับเอธิลีนไกลคอล ทำให้อัตราการรอดชีวิตของโอโอไซต์และฟอลลิเคิลในเนื้อเยื่อรังไข่ดีขึ้น วิธีนี้จึงเหมาะสมที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในการเก็บรักษาเซลล์สืบพันธุ์สัตว์ป่าตระกูลแมวที่อาจตายกระทันหันในภาคสนามได้ Ovarian tissue cryopreservation has potential advantages over mature oocyte preservation in that large numbers of preantral follicles are preserved. Furthermore, it preserves both steroidogenic and gametogenic functions. To simplify the freezing process, vitrification is currently a suitable simply and time saving alternative, particularly to be used in the field conditions. This study aimed to compare efficacy of dimethylsulphoxide (DMSO), or ethylene glycol (EG) alone, or the combined solutions to vitrify cat ovaries as a model for wild felid conservation. Experiment 1: assessing viability immediately after vitrified-warmed. Experiment 2: observing the follicular morphology. Experiment 3: evaluating viability after 1-day in vitro culture. Follicles with 90% intact granulosa cells were classified as intact follicles. The percentages of intact follicles immediately after vitrified-warmed and viable oocytes after 1-day in vitro culture were greater in the samples treated with DMSO and EG combination than DMSO and EG alone (61% and 39.0%, respectively) (p < 0.05). However, differences of morphologically normal follicles were not observed between groups in the histological sections (p > 0.05). In conclusions, vitrification is feasibly used for preserve preantral follicles in the cat ovarian tissue. The combination of DMSO and EG is highly efficient for the vitrification. This technique provides promising results to be applied to preserve female gamete in endangered felids die unexpectedly.

บรรณานุกรม :
เกวลี ฉัตรดรงค์ . (2552). การแช่แข็งรังไข่แมวด้วยวิธีวิทริฟิเคชั่น.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
เกวลี ฉัตรดรงค์ . 2552. "การแช่แข็งรังไข่แมวด้วยวิธีวิทริฟิเคชั่น".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
เกวลี ฉัตรดรงค์ . "การแช่แข็งรังไข่แมวด้วยวิธีวิทริฟิเคชั่น."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2552. Print.
เกวลี ฉัตรดรงค์ . การแช่แข็งรังไข่แมวด้วยวิธีวิทริฟิเคชั่น. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2552.