ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การฟื้นฟูการละเล่นพื้นบ้านเพื่อสร้างความสามัคคีของเยาวชนผู้ไทบ้านนาโก อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การฟื้นฟูการละเล่นพื้นบ้านเพื่อสร้างความสามัคคีของเยาวชนผู้ไทบ้านนาโก อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
นักวิจัย : ปาริชาติ หาญไชยนะ
คำค้น : การละเล่นพื้นบ้าน , กาฬสินธุ์ , เด็ก , เยาวชน
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2553
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG50E0020 , http://research.trf.or.th/node/5909
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาการละเล่นพื้นบ้านของชาวผู้ไทในด้านคุณค่าและความหมาย 2.เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหาของเด็กและเยาวชนในตำบลนาโก 3.เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของการละเล่นพื้นบ้านกับเด็กและเยาวชนทั้ง ในอดีตและปัจจุบัน 4.เพื่อฟื้นฟูและพัฒนาการละเล่นพื้นบ้านในการปลูกฝังความสามัคคีในกลุ่มเด็กและเยาวชน โดยใช้กระบวนการศึกษา “การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม”(participatory Action Research) ทั้งกระบวนการศึกษาและการฟื้นฟู ซึ่งมีผู้เข้าร่วมและ กลุ่มเป้าหมาย ชุมชนและโรงเรียนเป็นหลัก ผลการศึกษาพบว่า ตำบลนาโก อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ห่างจากจังหวัดกาฬสินธุ์ไปทางทิศตะวันออกเป็นระยะทางประมาณ 83 กิโลเมตร เป็นตำบลหนึ่งที่กลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไทอาศัย มาอย่างยาวนานเป็นเวลาเกือบ 200 ปี ปัจจุบันบ้านนาโก เป็นตำบลนาโกปกครองทั้งหมด 9 หมู่มีจำนวนครัวเรือน ประมาณกว่า 1,000 ครัวเรือนและมีจำนวนประชากรกว่า 4,000 คน อาชีพของชาวบ้านส่วนใหญ่ ทำนา แต่มีลูกหลานที่รับราชการค่อนข้างมากดังนั้น คนบ้านนาโก จึงมีเศรษฐกิจที่ดี ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจของหมู่บ้านจะค่อนข้างดี แต่ชุมชนเองก็มีข้ออ่อนและเป็นปัญหา ชาวบ้านเริ่มอยู่ตัวใครตัวมัน ไม่มีความเอื้ออาทรและความสามัคคี มีปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้นทุกระดับตั้งแต่ครัวเรือนจนถึงชุมชน พ่อแม่สอนลูกไม่ได้สามีภรรยาขัดแย้งและหย่าร้างกันง่ายขึ้น และเด็ก เยาวชนทะเลาะวิวาทกันตามงานเทศกาลทั้งในหมู่บ้านและนอกหมู่บ้านเป็นต้น ทีมวิจัยจึงได้ศึกษาเพื่อการฟื้นฟูการละเล่นเพื่อสร้างความ สามัคคีและความสัมพันธ์ของชุมชน พบว่า การละเล่นพื้นบ้านที่สามารถศึกษามีจำนวน 38 ชนิดนี้เป็นการเล่นที่พบมากในกลุ่มเด็ก อายุ 5-12 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ต้องการ การพัฒนาการเป็นอย่างมาก ส่วนช่วงอายุอื่นๆนั้นมีเล่นบ้าง เช่น ต่อเตย หรือสะบ้า ลูกข่าง สิ่งกระสอบ แต่ส่วนใหญ่มักเล่นตามงานประเพณีที่เขาจัดให้มีการแข่งขันซึ่งไม่ใช่การเล่นในชีวิตประจำวัน การเล่นแต่ละอย่างมักจะเล่นด้วยกันทั้งเพศหญิงและเพศชายจะมีบ้างบางกิจกรรม เช่น อีเก็บหรือหมากเก็บ มักจะเป็นผู้หญิงเล่นส่วน ผู้ชายมักเล่นลูกข่างมากกว่า ส่วนอุปกรณ์การเล่น บางการละเล่นไม่มีอุปกรณ์ บางการละเล่นมีอุปกรณ์ที่หาได้สะดวก และมีอยู่ตามหมู่บ้านไม่ต้องซื้อหาย บางครั้งให้พ่อแม่ ตาและยายทำให้ เช่น ลูกสะบ้า ม้าก้านกล้วย ลูกข่าง เป็นต้น จะสังเกตเห็นว่าอุปกรณ์ที่นำมาเล่นนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมหรือทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น ส่วนฤดูกาลเล่น จะเห็นได้ว่าการละเล่นส่วนใหญ่ไม่ได้แบ่งแยกฤดูกาลเล่นสามารถเล่นได้ทุกฤดู แต่จะมีบางการละเล่นเท่านั้นที่เล่นตามฤดู เช่น ลูกข่าง หรือ ยางวง เป็นต้น และยังมีการเล่นตามประเพณีเช่น จิ๊กหลีหรือ ค้องช้าง เป็นต้น การละเล่นแต่ละชนิดมักจะต้องอาศัยพื้นที่ ที่โล่งกว้างและมีบริเวณดังนั้น พื้นที่เล่นก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่กำหนดวิธีการเล่นของเด็กๆ เช่นกัน ส่วนวิธีการนั้นขึ้นอยู่กับ ชนิดของการละเล่นนั้นๆ มีทั้งที่มีเพลงประกอบ และมีคำร้องตอบโต้ระหว่างผู้เล่นด้วยกัน เช่นโพงพาง จ้ำหมู่มี่ งูกินหาง เสือกินวัว เป็นต้น สำหรับกติกา ที่ใช้เล่นนั้น เด็กๆจะมีกติการกลางที่เล่นสืบกันมาและสามารถที่จะตั้งกฎกติกาเพิ่มเติมระหว่างเล่นขึ้นอยู่กับข้อตกลงร่วมกันของผู้เล่น และประโยชน์ของการเล่นนั้น มักจะเป็นไปเพื่อความสนุกสนาน การออกกำลังกาย และการสร้างสัมพันธ์อันดีในหมู่ผู้เล่น ซึ่งจะมีการวิเคราะห์ประโยชน์ของการละเล่นเพื่อให้เห็นถึงคุณค่าที่มีอยู่ของการละเล่น คุณค่าที่พบในการละเล่น เช่น คุณค่าทางร่างกาย คุณค่าทางอารมคุณค่าทางเชาว์ปัญญา การเป็นคนช่างสังเกต มีไหวพริบ รู้จักคิดวิเคราะห์ วางแผน คุณค่าการฝึกให้มีวินัยและเคารพต่อกติกา คุณค่าด้านความรับผิดชอบ คุณค่าต่อความสามัคคี คุณค่าต่อการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดี คุณค่าด้านการสื่อภาษา คุณค่าด้านการอาศัยอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ การฟื้นฟูการละเล่นนั้น ได้นำข้อสรุปที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลและคุณค่าของการละเล่นพื้นบ้าน มาสร้างกิจกรรมที่เป็นรูปธรรมในการฟื้นฟู ที่มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่มคือ ชุมชนกับโรงเรียน ที่จะเป็นหน่วยในการเสริมสร้างพัฒนาการเด็ก โดย ชุมชนได้ใช้งาน ประเพณี หรือเทศกาลต่างๆเป็นตัวหลัก ด้วยการแทรกกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านเข้าไป และสาธิตให้กับชุมชนได้เรียนรู้และร่วมเล่นกัน ทั้งงานบุญวันออกพรรษา และวันสงกรานต์ ผลที่เกิดขึ้นชาวบ้านเข้าร่วมเล่นและเรียนรู้กิจกรรมเหล่านี้ และเห็นว่ามีประโยชน์ต่อชุมชนเป็นอย่างยิ่ง สำหรับ โรงเรียน นั้น มีการส่งเสริมให้ผู้รู้ทำการสอนให้กับเด็กชั้นประถมปีที่ 4 และ 5ในชั่วโมงสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต (สปช.) พร้อมทั้งจัดการประชุมร่วมกับครู อาจารย์ เพื่อถอดบทเรียนการจัดการเรียนการสอนของผู้รู้ พบว่า ครูเห็นว่าการละเล่นที่นำมาสอนของผู้รู้นี้เสริมสร้างพัฒนาการเด็กโดยเฉพาะสมาธิ เด็กมีความตั้งใจมากซึ่งทำให้ครูคิดว่าถ้าการเยนการสอนสามารถทำให้เด็กสนุกได้ก็น่าจะทำให้เด็กมีสมาธิเรียนและเรียนได้ดีขึ้น หรือการเสริมในวิชาพลศึกษา ซึ่งจะมีการพูดคุยในการปรับหลักสูตรท้องถิ่นโดยเอาการละเล่นพื้นบ้านไปจัดกระบวนการร่วมด้วย นอกจากนั้น ผลการละเล่นยังก่อให้เกิดความภูมิใจในกลุ่มผู้สูงอายุ บางคนมีรายได้จากการทำ อุปกรณ์การเล่น แต่น้อยกว่าความภูมิใจที่ตนเองได้รับจากความใส่และเด็กเข้ามาพูดคุยสอบถาม ซึ่งบรรยากาศการได้พูดคุยกันระหว่างผู้เฒ่ากับเด็กมีน้อยลงไปทุกวันดังนั้น การฟื้นฟูการละเล่น นอกจากจะฟื้นฟูการละเล่นแล้ว ยังไปฟื้นฟูความสัมพันธ์อันดีของคนในชุมชน การเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ลดลง อย่างไรก็ตาม การละเล่นพื้นบ้านก็ไม่สามารถที่จะตอบโจทย์ที่จะแก้ปัญหาของชุมชนได้ทุกเรื่อง ซึ่งนั่นต้องอาศัยวิธีการอื่นๆที่จะมาช่วยเสริมสร้าง การละเล่นพื้นบ้านจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นหนึ่งที่จะฟื้นฟูวิถีชีวิตที่มีคุณค่าเดิม อันเป็นประเพณีที่ดีงาม มาปรับใช้เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งถ้าจะแก้ไขปัญหาจริงๆ ต้องอาศัยวิธีการที่หลากหลาย ประกอบเข้าด้วยกันนั่นหมายถึงว่า กิจกรรมจะต้องต่อเนื่องและยั่งยืน ที่ต้องอาศัยความสามัคคีของคนในชุมชนช่วยกันสานต่องาน ให้ลูกหลานได้เรียนรู้และสืบทอดวัฒนธรรมท้องถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์คนผู้ไท

บรรณานุกรม :
ปาริชาติ หาญไชยนะ . (2553). การฟื้นฟูการละเล่นพื้นบ้านเพื่อสร้างความสามัคคีของเยาวชนผู้ไทบ้านนาโก อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ปาริชาติ หาญไชยนะ . 2553. "การฟื้นฟูการละเล่นพื้นบ้านเพื่อสร้างความสามัคคีของเยาวชนผู้ไทบ้านนาโก อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ปาริชาติ หาญไชยนะ . "การฟื้นฟูการละเล่นพื้นบ้านเพื่อสร้างความสามัคคีของเยาวชนผู้ไทบ้านนาโก อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2553. Print.
ปาริชาติ หาญไชยนะ . การฟื้นฟูการละเล่นพื้นบ้านเพื่อสร้างความสามัคคีของเยาวชนผู้ไทบ้านนาโก อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2553.